#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/577178

เสียงสะท้อนจากงานวิจัย เด็กชายขายบริการในไทยถึงหน่วยงานภาครัฐ
วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.
รายงานวิจัย “การแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กชาย รายงานประเทศไทย” โดย เอ็คแพทอินเตอร์เนชั่นแนล-ECPATInternational ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)ได้สัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศที่เป็นเยาวชนชายในประเทศไทย ซึ่งขายบริการทางเพศอยู่ที่กรุงเทพมหานครและเชียงใหม่รวม 20 คน อายุระหว่าง 15-24 ปี เรียกว่า “กลุ่มความหลากหลายทางเพศ SOGIE” (Sexual Orientation,Gender Identity and Expression) พบว่าเกินกว่าครึ่ง เริ่มให้บริการทางเพศเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งมีค่าตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยมีอายุน้อยที่สุดคือ 12 ปีเท่านั้น โดยการแลกเปลี่ยนทางเพศนั้นบางครั้งเพียงเพื่อต้องการที่พักพิง ต้องการความปลอดภัย หรือเงินเพียงเล็กน้อย เหตุผลที่สำคัญที่พวกเขาเข้ามาสู่วงการนี้ คือ ปัญหาความยากจน ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และการถูกเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของความแตกต่างของรสนิยมทางเพศ
Mark Kavenagh หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ ECPAT เล่าถึงงานวิจัยชิ้นใหม่ที่ใช้เวลาศึกษานานกว่า 1 ปีครึ่ง ว่า “เด็กกลุ่มนี้ไม่ถูกมองว่าเป็นผู้ถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ เพราะอคติจากคนนอกที่ตัดสินว่า เด็กชายที่มีความหลากหลายทางเพศนั้นมีความต้องการทางเพศเอง ทั้งที่จริงแล้วเด็กต้องเป็นผู้เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม ไม่ว่าจะถูกใช้บริการทางเพศด้วยเหตุผลใดก็ตาม และจากการสัมภาษณ์ ก็พบว่า มีเด็ก 18 คน จาก 20 คน ยืนยันว่าจะเลิกทำอาชีพนี้ ถ้าพวกเขามีทางเลือกอื่นในการหารายได้เพื่อดำรงชีพ”
นอกจากนี้ยังพบว่า “ผู้ให้บริการส่วนหน้า” หรือ “เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าไปปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดกับเด็ก” มีปัญหาในสร้างความไว้ใจเพื่อทำงานกับเด็กที่ให้บริการทางเพศซึ่งเป็นเด็กผู้ชาย ส่งผลให้มีปัญหาต่อการเข้าถึงชุมชนของเด็ก ทำให้ไม่สามารถให้คำปรึกษากับเด็กผู้ชายกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศได้ ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในส่วนหน้า อาจเผลอไปมีอคติกับเด็กกลุ่มนี้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะทัศนคติที่คิดว่า “เด็กผู้ชายที่ให้บริการแลกเปลี่ยนทางเพศ ไม่ใช่เหยื่อที่ถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ” ซึ่งเป็นความคิดที่ทำให้เด็กชายอาจจะไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากกฎหมายซึ่งเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ต้องการการอบรมเพิ่มเพื่อให้ทำงานนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกเหนือจากข้อเท็จจริงเชิงบริบทสังคมที่เล่ามาข้างต้นแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงกฎหมาย เด็กที่เป็นผู้ถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศอาจสามารถถูกดำเนินคดีอาญาจากการกระทำการที่ “มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี” ทั้งที่เด็กเหล่านั้นควรถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้เสียหาย และในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่เป็นข้อห้ามในการล่อลวงเด็กทางออนไลน์ หรือ การ LIVE Streaming รวมทั้งยังเสนอให้ยกเลิกการจำกัดอายุความสำหรับความผิดฐานแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กที่มีอายุความเพียง 15 ปี
.jpg)
ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ เผยว่ารายงานวิจัยชิ้นนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ประเทศไทยเข้าใจปัญหานี้ เพราะเลือกหยิบยกกรณีศึกษาที่เป็นเด็กผู้ชายและเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศมานำเสนอ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่พบมากในการล่วงละเมิดทางเพศผ่านสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน นักวิจัยด้านกฎหมายจะสามารถออกแบบกระบวนการแก้ไขที่สามารถตอบโจทย์ของปัญหาที่แท้จริงได้มากขึ้น
ด้าน Maia Mounsher จากมูลนิธิเออเบิร์น ไลท์ จ.เชียงใหม่ ได้ยกตัวอย่างเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นกลุ่มความหลากหลายทางเพศ มีปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จนต้องออกไปอยู่บ้านพักเด็กกำพร้า ออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่อายุเพียง 12 ปีถูกเพื่อนชักจูงไปดื่มเหล้าและใช้ยาเสพติด เมื่อถูกจับได้ก็โดนตำหนิอย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ดูแลบ้านพัก ทำให้เด็กคนนี้ตัดสินใจหนีออกไปใช้ชีวิตเป็นเด็กเร่รอนคนเดียวในเมืองต้องดำรงชีพและหาเงินมาซื้อยาเสพติดด้วยการแลกเปลี่ยนบริการทางเพศ ซึ่งจะเห็นว่าแท้จริงแล้ว ผู้ใหญ่มีโอกาสที่จะป้องกันเด็กคนนี้ไว้ได้หลายครั้ง ทั้งผู้ปกครอง ครู หรือเจ้าหน้าที่ที่บ้านพัก แต่พวกเขาไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสม และไม่เข้าใจความต้องการของเด็ก
นางสันทนี ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักงาน เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ และอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า จากมายาคติทางเพศในอดีต เด็กผู้ชายมักถูกมองด้วยความห่วงใยน้อยกว่าเด็กผู้หญิงในปัญหาทางเพศมาโดยตลอด แม้ว่าคดีทางเพศที่เด็กผู้ชายตกเป็นเหยื่อในประเทศไทย จะมีจำนวนน้อยกว่าคดีของเด็กผู้หญิงมาก แต่ถ้ามองในแง่ความรุนแรง กรณีของเด็กผู้ชายมีความรุนแรงมากกว่า จึงเห็นด้วยต่อการเสนอให้กฎหมายต้องถูกปรับปรุง เพราะมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ขององค์การสหประชาชาติ กฎหมายต้องให้ความคุ้มครองทุกเพศสภาพอย่างเท่าเทียมกันกฎหมายต้องเน้นการปกป้องผู้เสียหายมากกว่าการลงโทษทางอาญา ต้องปรับทัศนคติของผู้ปฏิบัติการส่วนหน้าและผู้บังคับใช้กฎหมาย ให้ปฏิบัติโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก
ส่วน ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี รองผู้อำนวยการกองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเป็นผู้ทำคดีการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กมากว่า 15 ปี ได้เล่าว่า ถ้านับเฉพาะคดีของ DSI พบว่าตัวเลขเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง และยังพบว่ามีสิ่งที่ตามมาคู่กันเสมอคือการขายภาพลามกอนาจารของเด็กผู้ชายผ่านโลกออนไลน์ด้วย เด็กผู้ชายมักจะมีแนวโน้มที่จะเล่าเรื่องหรือบอกต่อสิ่งที่เขาถูกกระทำต่อคนใกล้ชิดได้ยากกว่าเด็กผู้หญิงเพราะอับอาย และเด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการเจ็บป่วยทางจิตใจ มีโอกาสใช้ยาเสพติดสูง
นอกจากนี้ ในรายงานวิจัยดังกล่าว ได้ระบุข้อเสนอแนะด้านต่างๆรวมถึงข้อเสนอแนะด้านกรอบกฎหมายไทยไว้ ดังนี้
l การกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองเด็กที่เป็นเหยื่อจากการแสวงหาประโยชน์ในการค้าประเวณีนั้นด้วย เนื่องจากเด็กผู้เป็นเหยื่ออาจมีความเสี่ยงต่อการถูกระบุว่าเป็นผู้กระทำความผิด
l แก้ไขและรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหา ประโยชน์ทางเพศจากเด็กทางออนไลน์และกำหนด โทษทางอาญาทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง รวมถึง การล่อลวง เพื่อผลประโยชน์ทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์และการถ่ายทอดสดการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก
l จัดทำขั้นตอนการเก็บและรักษาข้อมูลตามหลักการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก เพื่อให้สามารถเก็บรักษา หลักฐานทางดิจิทัลและร่วมมือกับหน่วยงานบังคับ ใช้กฎหมายซึ่งบังคับใช้กับ ISP บริษัทโทรศัพท์มือถือ บริษัทโซเชียลมีเดีย บริษัทจัดเก็บข้อมูลบนพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ (Cloud Storage) และอุตสาหกรรม เทคโนโลยีโดยรวม
l แก้ไขกฎหมายแพ่งเพื่อกำหนดอายุขั้นต่ำของการสมรสที่ 18 ปีสำหรับเด็กทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น
l ยกเลิกอายุความสำหรับความผิดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก
l ให้แนวทางและการฝึกอบรมแก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะในการช่วยเหลือผู้เสียหายที่เป็นเด็กจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ
l จัดทำข้อบัญญัติกฎหมายและนโยบายเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กผู้เสียหายจากการถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศทุกคนมีสิทธิได้รับการฟื้นฟูและเยียวยาอย่างเต็มที่
รายงานนี้จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย สำหรับการรวบรวมข้อมูล ได้ดำเนินการร่วมกับสมาคมฟ้าสีรุ้ง (Rainbow Sky Association of Thailand), Urban LightFoundation Thailand, SISTERS Foundation, CAREMAT และV-power ดาวน์โหลดรายงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ https://knowledge.tijthailand.org/th/publication/detail/thai-global-boys-initiative-thailand