#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/589047

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดฯ เผยข้อมูลผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ เสี่ยงติดเชื้อ HCV พบในกลุ่มชายรักชาย มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย เผยข้อมูลโอกาสและแนวโน้มของการติดเชื้อร่วมของไวรัสตับอักเสบ ซี (HCV) และไวรัสเอชไอวี (HIV) ในปัจจุบันพบมากกว่า 90% มาจากกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย โดยไม่ป้องกัน และกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย โดยมีการใช้ยา PrEP ซึ่งเป็นยาที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV แต่ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น HCV พร้อมระบุ 3 ปัจจัย ก่อให้เกิดการติดเชื้อร่วมระหว่าง 2 ไวรัสดังกล่าวในผู้ป่วยดังนี้ 1.การมีเพศสัมพันธ์แบบหลายคู่นอนตั้งแต่ 2 ขึ้นไป 2.การใช้ยาเสพติดแบบฉีดหรือแบบสูดดมโดยเฉพาะยาไอซ์และโคเคน 3.มีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น ซิฟิลิส ทั้งนี้แนะแนวทางการตรวจ จำเป็นต้องตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัส HCV เพื่อบ่งบอกว่าเรากำลังติดเชื้อไวรัสอยู่หรือไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือไม่ และมีการตอบสนองต่อยาต้านไวรัสที่ให้รักษาอยู่หรือไม่ เพื่อดำเนินการรักษาตนเองถัดไป
.jpg)
แพทย์หญิงอัญชลี อวิหิงสานนท์
แพทย์หญิงอัญชลี อวิหิงสานนท์ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ไวรัสตับอักเสบซี และ HIV มีช่องทางการติดต่อเช่นเดียวกัน เราจึงพบว่าในคนไข้ HIV มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี(HCV) เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสูง คือในกลุ่มที่มีการใช้ยาเสพติดแบบฉีด และในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย โดยเฉพาะหากมีคู่นอนหลายคนและมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันและมีการใช้ยาไอซ์ทั้งแบบสูดดมและแบบฉีดจะยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ HCV สูงมากขึ้นดังนั้น จึงถือว่าโรคไวรัสตับอักเสบซี เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย(Men having Sex with Men : MSM) ปัจจุบันใน กทม. ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่มากกว่า 90% จะเป็นกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและอายุน้อย ทำให้มีโอกาสพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มนี้ และอีกกลุ่มที่มีโอกาสติดเชื้อ HCV เพิ่มขึ้น ก็คือกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีและมีการใช้ยา Tenofovir Disoproxil Fumarate (TDF)/emtricitabine (FTC) เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัสหรือที่เรียกว่า PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) เนื่องจากยา PrEP เป็นยาที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV แต่ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบซี ได้
ดังนั้นในคนกลุ่มนี้ถ้ามีคู่นอนหลายคนและมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ก็จะพบการติดเชื้อซิฟิลิสและไวรัสตับอักเสบซีสูงขึ้นได้ โดยปัจจุบัน MSM ที่มีอายุ 20-30 ปี พบภาวการณ์ติดเชื้อ HCV แบบเฉียบพลัน (acute HCV) มากขึ้น กล่าวโดยสรุปก็คือความเสี่ยงในการติดเชื้อ HCV จะประกอบไปด้วยปัจจัย 4 อย่างด้วยกัน คือ 1.การมีเพศสัมพันธ์แบบหลายคู่นอนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป 2.การใช้ยาเสพติดแบบฉีดหรือแบบสูดดมโดยเฉพาะยาไอซ์ และโคเคน 3.มีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น ซิฟิลิส 4.มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย
.jpg)
อาการของผู้ป่วย HCV ร่วมกับ HIV มีความรุนแรงแตกต่างจากผู้ติดเชื้อHCV อย่างเดียว (Mono-infection) ในกรณีที่มีการติดเชื้อ HCV แบบเฉียบพลัน80% ผู้ป่วยจะไม่มีอาการทั้งผู้ที่ติดเชื้อ HCV อย่างเดียว และผู้ที่ติดเชื้อ HIVร่วมกับ HCV แต่ผู้ที่ติดเชื้อ HIV จะมีโอกาสมีการติดเชื้อ HCV แบบเรื้อรังได้มากกว่าผู้ที่ไม่ติดเชื้อ HIV โดยปกติแล้วการติดเชื้อ HCV ในกลุ่มคนที่อายุน้อยกว่า 30 ปีโดยไม่ติดเชื้อ HIV ร่วมด้วย มีโอกาสหายจากโรคติดเชื้อ HCV สูงถึง 20-30%แต่ขณะเดียวกันผู้ที่มีการติดเชื้อ HIV ร่วมด้วยจะมีโอกาสหายจากการติดเชื้อ HCV ลดลง เหลือเพียง 10-15% จึงมีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อ HCV เรื้อรังสูงขึ้น และจะนำไปสู่โอกาสในการเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับเพิ่มขึ้นด้วย หากไม่ได้รับการรักษา และนอกจากนั้นในผู้ติดเชื้อ HIV ร่วมกับ HCV จะมีโอกาสเกิดโรคนอกตับสูงขึ้นด้วย ประมาณ 40-70% เช่น อาการอักเสบของเส้นเลือดที่ผิวหนัง (Cryoglobulinemia) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เบาหวาน เยื่อผังผืดที่ตับสูงขึ้น ความจำเสื่อม และมีโอกาสเกิดไตวายสูงขึ้นด้วย นอกจากนั้นผู้ติดเชื้อ HIV ร่วม อาจพบเม็ดเลือดขาว CD4+ ของผู้ป่วยลดน้อยลงหรือไม่สูงขึ้นหลังให้ยาต้าน HIV ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำลงได้ด้วย
แนวทางการตรวจผู้ติดเชื้อ HIV ร่วมกับ HCV ในปัจจุบัน จะเริ่มต้นจากการตรวจแอนติบอดีต่อ HCV(Anti-HCV Ab) หากพบว่ามีผลบวก จึงจะทำการตรวจปริมาณไวรัส HCV ในเลือด หรือเรียกว่า HCV RNA viralload ซึ่งหากพบว่ามีปริมาณไวรัส HCV ในเลือดแล้ว คนไข้ควรได้รับการรักษา แต่ยังมีข้อพึงระวังจากการตรวจ Anti-HCV Ab คือ ในกรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ร่วมกับ HCV อาจพบว่าตรวจ Anti-HCV แล้วผลเป็นลบลวง พบได้ในกรณีที่คนไข้มีภูมิคุ้มกันต่ำมากๆ (CD4+ < 100 cells/uL) โดยพบประมาณ 5-6% หรือในกรณีที่ผู้ป่วยเพิ่งรับเชื้อ HCV มาไม่เกิน 8 สัปดาห์ จะทำให้ตรวจ Anti-HCV Ab เป็นลบได้เช่นกันและอีกกรณีที่อาจตรวจไม่พบ Anti-HCV Ab เป็นลบทั้งๆ ที่มีการติดเชื้อHCV ซึ่งเรียกว่าผลลบลวง เช่น ผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง คนไข้เป็นโรคเส้นเลือดอักเสบที่ผิวหนัง (Cryoglobulinemia) ดังนั้นหากสงสัยจึงควรส่งคนไข้ไปตรวจหาปริมาณไวรัส HCV ในเลือดเพื่อยืนยัน
.jpg)
อย่างไรก็ตาม ในด้านสิทธิ์การรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ร่วมกับ HCV นั้น ในปัจจุบัน สปสช. ให้รับสิทธิ์การตรวจและรักษา HCV ฟรี ใน 2 กลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มผู้ติดเชื้อ HIV และผู้ใช้ยาเสพติด
แบบฉีด และในอนาคตกำลังจะขยายสิทธิ์การตรวจฟรีเพิ่มขึ้น เช่น ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย แต่ไม่ได้ติดเชื้อ HIV กลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มพนักงานเก็บขยะ กลุ่มผู้ป่วยฟอกไต กลุ่มคนที่มีเอ็นไซม์ตับขึ้นสูงแต่หาสาเหตุไม่ได้ กลุ่มที่ได้รับการสัก กลุ่มคนที่มีประวัติรับเลือดก่อนปี 2535 โดยสิทธิ์การรักษาในปัจจุบัน สปสช. ได้ให้สิทธิ์การรักษาฟรีทุกกลุ่มอยู่แล้ว แต่ต้องผ่านเกณฑ์ที่ สปสช. กำหนด คือ ผู้ติดเชื้อต้องมีเยื่อพังผืดสูงระดับหนึ่ง เพราะงบประมาณมีจำกัด สิทธิ์นี้จึงให้กับผู้ที่มีความเสี่ยงตับแข็งก่อน ซึ่งในปัจจุบันโอกาสในการรักษาหายขาดสูงถึง 95% เนื่องจากยามีการใช้ยารักษาที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น แต่ทั้งนี้ การรักษา HCV ให้หายขาดแล้วจะไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ ดังนั้น ถึงรักษาหายขาดแล้วก็ควรดูแลป้องกันตัวเองไม่ให้กลับมาติดเชื้อซ้ำอีก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดแบบฉีด มีประวัติการติดเชื้อซ้ำ สูงถึง 15% และ ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายพบการติดเชื้อ HCV ซ้ำประมาณ 20-30% ในระยะ 2 ปี
ปัจจุบันสามารถเข้ารับการตรวจปริมาณเชื้อไวรัส HIV และ HCV ได้เกือบทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากเครื่องตรวจวิเคราะห์ที่สามารถทำการตรวจ HIV RNA ได้ จะสามารถตรวจ HCV ได้เช่นกัน มีความจำเป็นที่ต้องตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัส HCV เพื่อจะบ่งบอกว่าเรากำลังติดเชื้อไวรัส HCV อยู่หรือไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือไม่ และมีการตอบสนองต่อยาต้านไวรัสที่ให้รักษาอยู่หรือไม่ การรักษา HCV ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งลดการเกิดโรคในตับ เช่น ตับแข็งและมะเร็งตับ และโรคนอกตับ เช่น ลดการเกิดเบาหวานการเกิดไตวาย และที่สำคัญการรักษา HCV เป็นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ HCV สู่คู่นอนอีกด้วย
.jpg)
อีกทั้งการตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัส HIV และ HCV ในประเทศไทย มีการนำนวัตกรรมทางห้องปฏิบัติการเข้ามารองรับการตรวจหาปริมาณด้วย เครื่องตรวจปริมาณไวรัสที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ อะลินิตี้ เอ็ม (Alinity m) เพื่อตรวจหาปริมาณไวรัสด้วยเทคโนโลยี real-time PCR มีความไวในการทดสอบ ที่ใช้เวลาในการทดสอบทั้ง HIV และ HCV ไม่ถึง 2 ชั่วโมง จากรูปแบบเดิมที่ใช้เวลาในการตรวจ 6-8 ชั่วโมงต่อรอบการทดสอบ อีกทั้งยังสามารถใช้เลือดจากผู้ป่วยเพียงหลอดเดียวก็สามารถสั่งการทดสอบได้ทั้ง 2 เทสต์ ดังนั้นแล้วข้อดีของเทคโนโลยีนี้คือ ช่วยให้ผู้ป่วย
ลดการเดินทางลง จากเดิมต้องมาตรวจเลือด1 วันล่วงหน้า มาพบแพทย์อีก 1 วันเหลือเพียงวันเดียวทั้งการตรวจเลือด และรอผลแล็ปในการพบแพทย์วันเดียวกันได้เลย และใช้เลือดในการทดสอบเพียง1 หลอดเท่านั้น