5 องค์กรผนึกพลังสร้างระบบ สารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590282

5 องค์กรผนึกพลังสร้างระบบ  สารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะ

5 องค์กรผนึกพลังสร้างระบบ สารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะ

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และบริษัท จันวาณิชย์ จำกัด โดยได้รับการส่งเสริมภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบสารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะประเทศไทย 5G หรือ Thailand Health Data Space

เพื่อใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมยกเครื่องระบบสุขภาพในทุกมิติ ตั้งแต่การส่งข้อมูลข้ามโรงพยาบาล การวินิจฉัย บำบัดรักษา ติดตามฟื้นฟู ทำให้แพทย์สามารถบำบัดรักษาในภาวะฉุกเฉิน ช่วยชีวิตคนไข้ได้ทันเวลา คนไข้ได้รับบริการสุขภาพที่ดีในทุกจังหวัดของประเทศ ลดภาระความแออัดของรพ. และความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมไปกับส่งเสริมป้องกันสุขภาพคนไทย

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการวิจัยและพัฒนาระบบสารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะประเทศไทย 5G (Thailand Health Data Space 5G) เป็นการพัฒนาโครงสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพ Big Data ของประเทศอย่างครบวงจรเป็นครั้งแรกของไทย ส่วนประกอบมี 3 ส่วน คือ 1.Big Data Infrastructure แพลตฟอร์มข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลการแพทย์-สุขภาพที่มี
ประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ทำอย่างไรให้เชื่อมโยงกัน

2.ระบบข้อมูลของเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งภายใน รพ.และระหว่าง รพ.หน่วยบริการสาธารณสุขต่างๆ ในพื้นที่ให้แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยที่มาจาก รพ.อื่นได้อย่างรวดเร็ว โดยคนไข้จะกำหนด
สิทธิการเข้าถึงข้อมูลของตนได้3.แอปพลิเคชั่น ซึ่งจะรวบรวมเครือข่ายแอปพลิเคชั่นบริการด้านสุขภาพของไทยสตาร์ทอัพต่างๆ การให้คำปรึกษา บริการสุขภาพทางไกล (Telemedicine) ระหว่างแพทย์และคนไข้

โครงการฯ นี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาในระยะที่ 1 จากสำนักงาน กสทช. โดยมีแผนการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ เพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จ ดังนี้ ระยะที่ 1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Big Data สารสนเทศการแพทย์และตัวอย่างทดสอบ THDS Sandbox ในโรงพยาบาลเป้าหมาย ซึ่งจะเสร็จในช่วงกลางปี 2565 ระยะที่ 2 การพัฒนาให้ระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพกับเครือข่ายโรงพยาบาลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ระยะที่ 3 การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพกับบริการและเฮลท์เทคจากภาคีพันธมิตรที่ผู้ป่วยอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลได้

โดยมี ดร.เคอิตา โอโน่ เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้จัดเวิร์กช็อปลงพื้นที่ เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับแพทย์และบุคลากรสุขภาพให้เข้าใจถึงกระบวนการของงานการแพทย์ซึ่งมีรายละเอียดซับซ้อนของแต่ละกลุ่มโรคและการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้การวางแผนและดำเนินโครงการนี้ตอบโจทย์ผู้ใช้ข้อมูลในทุกระดับอย่างแท้จริง การผนึกความร่วมมือทั้ง 5 องค์กรครั้งนี้ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อระบบบริการทางการแพทย์และสุขภาพ เสริมความเข้มแข็งและยั่งยืนของสาธารณสุขไทย ส่งเสริมอุตสาหกรรมเฮลท์เทคและ Wellness-Medical Hub ตอบรับสังคมและเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

นพ.อนันต์ กนกศิลป์ ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โครงการ Thailand Health Data Space 5G นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและประเทศไทย กล่าวคือประโยชน์ด้านสังคม เสริมสร้างประเทศไทยให้เป็นสังคมที่มีคุณภาพและเข้มแข็งยั่งยืน โดยทำให้ทุกภาคส่วนในระบบสุขภาพของไทยเชื่อมโยงข้อมูลกัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนมีความอุ่นใจไว้วางใจ ประโยชน์ด้านการแพทย์/สาธารณสุข

นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้แพทย์ทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง การไหลเวียนของข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรและหน่วยงานการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการพัฒนาโรงพยาบาลอัจฉริยะ ด้านผู้ป่วย ได้รับประโยชน์จากบริการรักษาพยาบาลที่รวดเร็วมีคุณภาพ ความปลอดภัยแม้ในยามฉุกเฉิน สามารถเก็บประวัติสุขภาพและนำมาใช้ประโยชน์ต่อการรักษาสุขภาพของตนและครอบครัวได้

ศ.(พิเศษ)ดร.กาญจนา เงารังษี อธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยนเรศวร มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้ โดยมี รศ.ดร.สุชาติ แย้มแม่น คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ศ.นพ.ศิริเกษม ศิริลักษณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งมีบทบาทพัฒนาในส่วนที่ 3 ของโครงการ คือ แอปพลิเคชั่น “หมอรู้จักคุณ (Med Care)” ซึ่งเป็นบริการทางการแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine ผ่านเครือข่ายดิจิทัลความเร็วสูง 5G จะเปิดให้บริการกับคนไทยทุกคนผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือ

ผู้ใช้สามารถกำหนดได้ว่าจะอนุญาตให้ รพ.ใดส่งข้อมูลตนเองเข้าสู่ระบบได้บ้าง และสามารถแจ้งยกเลิกการอนุญาตได้ด้วย แอปพลิเคชั่น “หมอรู้จักคุณ” ประกอบด้วย 4 บริการ คือ 1.แอปพลิเคชั่น-แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบบการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ระยะไกล ผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยให้แพทย์ทำงานได้รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ ลดภาระของโรงพยาบาล 2.แอปพลิเคชั่น-ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนตัวและแหล่งบริการทางการแพทย์

3.แอปพลิเคชั่น-คลินิกหมอครอบครัว บันทึกข้อมูลทางการแพทย์สำหรับเครือข่ายเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และทีมแพทย์หมอครอบครัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ใช้ในการติดต่อผู้ป่วย ลงข้อมูลผู้ป่วยเข้าระบบง่ายขึ้น ไม่ต้องลงข้อมูลซ้ำซ้อน4.แอปพลิเคชั่นหมอรู้จักคุณ-อสม. สำหรับการทำงานด้านเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค การฟื้นฟูสุขภาพ การติดตามคุ้มครองผู้บริโภค

คุณธนพล กองบุญมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า การส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีนั้นจะเป็นหัวใจสำคัญ ในการขับเคลื่อนให้ระบบสาธารณสุขไทยที่เป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยได้เข้าถึงบริการสุขภาพและการแพทย์ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการรักษา และการยกระดับระบบสารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะประเทศไทย (Thailand Health Data Space 5G) ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากพลังความร่วมมืออันดีจะทำให้ทุกภาคส่วนในระบบสุขภาพและสาธารณสุขของไทย

และข้อมูลสุขภาพได้รับการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบผ่านการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ภายใต้มาตรฐานระดับโลกที่นานาประเทศยอมรับ อาทิ มาตรฐาน European Health Data Space ตลอดจนลักษณะการเก็บและการจัดการข้อมูลในมาตรฐาน HL7 ซึ่งหน่วยงานรัฐบาลหลายประเทศยอมรับและนำไปใช้เนื่องจากข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลละเอียดอ่อน แพลตฟอร์ม THDS จึงต้องมีระบบความปลอดภัยของข้อมูล ผ่านการเข้าถึงข้อมูลอย่างปลอดภัยและถูกต้อง

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบสารสนเทศการแพทย์อัจฉริยะประเทศไทยนั้นจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยง “เทคโนโลยี” (Technology) และ “บริการเชิงสังคม” (Social Services) ที่สอดคล้องกับแนวโน้มของโลกผ่าน 1.ข้อมูลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ 2.การใช้ประโยชน์ของข้อมูลและการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ 3.ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) 4.การยกระดับคุณภาพการดูแลรักษาสุขภาพ (Health Quality) 5.ความมั่นคงทางสังคม (Social Security) 6.ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ (Trusted Provider) 7.ความสะดวกสบายในการใช้บริการ (Comfortability) สุดท้ายคือ 8.ความโปร่งใส (Transparency)

Leave a comment