นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592363

นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย

นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม้การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 จะผ่านพ้นไปแล้วเมื่อเดือน ก.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศคือ ทีม People Matter (PM 4.0) จากผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้าสร้างระบบกลไกการทำงานที่ตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ แต่ยังมีควันหลงจากงานดังกล่าว นั้นคือการที่มีผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วนมาให้มุมมองกับคนรุ่นใหม่ทุกทีมที่เข้าร่วมประกวด

โดยหนึ่งในนั้นคือ ผศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในตอนหนึ่งของการบรรยายหัวข้อ “Policy and Innovation in
Chiang Mai” ว่า การออกแบบนวัตกรรมหรือเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา ไม่อาจมองแต่ในแง่ภูมิศาสตร์ เช่น การแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันใน จ.เชียงใหม่ ที่มักพูดกันว่าเชียงใหม่เป็นแอ่งกระทะเพียงมุมเดียว แต่ยังต้องมองในมุมภูมิรัฐศาสตร์ด้วย เช่น ระบบงบประมาณ และโดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

เพราะการทำโครงการไม่ได้นำเสนอเฉพาะหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน แต่มีความเกี่ยวข้องกับประชาชนด้วย เมื่อเป้าหมายปลายทางของการสร้างนวัตกรรมทางสังคมคือการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จได้ก็ต้องเข้าใจและเข้าถึงคนในพื้นที่ พร้อมกับยกตัวอย่างการลงพื้นที่ชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เดิมนั้นตั้งใจจะไปทำวิจัย
เกี่ยวกับการเมือง แต่เมื่อพูดคุยก็ทำให้ได้ประเด็นทัศนคติต่อฝุ่นควันและไฟป่ามาด้วย

กล่าวคือ ในเวลานั้นยังไม่มีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ด้วยความที่ในพื้นที่นั้นฝุ่นควันรุนแรงมาก ตนเองต้องสวมหน้ากากปิดปาก-จมูกเพราะทนไม่ไหว ในขณะที่ชาวบ้านไม่มีใครสวมหน้ากาก อีกทั้งดูจะไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาทึบ ซึ่งเมื่อถามชาวบ้านว่าอยู่กันแบบนี้ได้อย่างไร ไม่กลัวเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือชาวบ้านกลับตอบอย่างหน้าตาเฉยว่าอยู่แบบนี้กันมานานแล้วไม่เห็นเป็นอะไร และเมื่อถามว่าไม่มีใครให้ความรู้หรือ ชาวบ้านก็บอกว่ามี แต่ก็มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

“ที่สำคัญเขาก็บอกว่า อาจารย์!..จะเอาเงินไปซื้อหน้ากากทำไม เงินจะกินยังไม่มีเลย คือเขามองเรื่องของปัจจัยอื่นๆ มากกว่ามองปัจจัยสุขภาพ และมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ความรู้สึกตื่นตัวหรือรู้สึกว่าจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนหรือมีส่วนร่วม หรือเปลี่ยนค่านิยม เรื่องการพยายามให้ความรู้เรื่องของ PM2.5 มันก็อาจไม่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดกับตัวพวกเขาเอง สภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน สภาพของ Factor (ตัวแปร) ด้านเศรษฐกิจ สังคม

ความเป็นอยู่ของคนที่ต่างกัน มันมีผลอย่างยิ่งนะที่ทำให้ Mindset (วิธีคิด) ก็ดี หรือค่านิยมพฤติกรรมก็ดี อาจจะคิดต่างจากพวกเราก็ได้ แล้วตรงนี้เวลาเราพยายามออกนโยบาย หรือพยายามสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลง เราว่าเขาไม่ได้นะว่าทำไมเขาไม่เข้าใจ ทำไมเขาไม่เปลี่ยน ทำไมเราเหนื่อยอยู่คนเดียว ภาครัฐทำก๊อกๆ แก๊กๆ แต่อาจจะไม่ได้รับผลจากการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ได้ อันนี้ก็เป็น Point (ประเด็น) ที่น่าสนใจเรื่องเปลี่ยนค่านิยม” ผศ.ดร.ไพลิน กล่าว

สำหรับเวทีประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กร Thailand Youth Policy Initiative (TYPI) โดยดำเนินโครงการผ่านระบบออนไลน์ แบ่งเป็นผู้ชมนั้นสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” ส่วนผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะเข้าร่วมผ่านโปรแกรม Zoom

Leave a comment