#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/595555

ความหวังของผู้ป่วยยากไร้ ในวันที่โควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่
วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับการกลับมาระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อผู้คนทุกอาชีพ ทุกสถานะ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ต้องทำมาหากินและผู้ยากไร้จำนวนมาก ท่ามกลางสถานการณ์ที่วิกฤติครั้งนี้ หลายชีวิตยังคงต่อสู้ ดิ้นรนกับอุปสรรคและความยากลำบากที่เกิดขึ้น เพื่อว่าสักวันหนึ่งจะได้พบกับความหวังครั้งใหม่ มูลนิธิรามาธิบดีฯในฐานะองค์กรการกุศลที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อให้คนไทยเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ จึงขอเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนช่วยให้คนไทยกลับมามีชีวิตที่ดีอีกครั้ง ผ่านการระดมทุนเพื่อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอกับสถานการณ์ที่เร่งด่วนควบคู่ไปกับการยื่นมือให้ความช่วยเหลือ ผู้ป่วยยากไร้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโรคระบาดนี้
เรื่องราวของเด็กหญิงชาวต่างชาติ อายุเพียง 9 เดือน ที่ถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ จากการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งถือได้ว่าเป็นเคสแรกๆ ของผู้ป่วยเด็กที่อายุน้อยและมีอาการค่อนข้างรุนแรง จึงสร้างความท้าทายให้กับทีมบุคลากรทางการแพทย์เป็นอย่างยิ่ง
.jpg)
อ.พญ.สโรชา อิทธิอมรกุลชัย
อาจารย์ แพทย์หญิงสโรชา อิทธิอมรกุลชัย กุมารแพทย์เวชบำบัดวิกฤต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ แพทย์เจ้าของไข้ เล่าว่า โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ได้รับการส่งตัวผู้ป่วยรายนี้มาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบขั้นรุนแรงจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และต้องการเครื่องช่วยหายใจและห้องไอซียูความดันลบ แม้จะเป็นช่วงที่ดึกมากแล้วในคืนนั้นเราก็รีบรับมาเพื่อทำการรักษาทันทีเพราะ “ทุกนาทีหมายถึงชีวิตของเด็กคนหนึ่ง ซึ่งรอไม่ได้”
“ความท้าทายสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือ ถึงแม้เราจะมีองค์ความรู้จากผู้ป่วยโควิด-19 ผู้ใหญ่ที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรงมากขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้ว แต่สำหรับอาการรุนแรงในเด็กนั้นพบได้น้อยมากและในช่วงเวลานั้นหนูน้อยคนนี้น่าเป็นผู้ป่วย รายแรกในไทยที่อาการรุนแรงจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ในการรักษามีการประชุมหารือจากทีมกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านโรคติดเชื้อ ทางเดินหายใจ เวชบำบัดวิกฤต ระบบหัวใจ และด้านโลหิต มาช่วยกันวางแผนการรักษากันเป็นประจำ ทุกคนต่างก็ทำงานแข่งกับเวลาเนื่องจากอาการของผู้ป่วยก็เริ่มทรุดลงเรื่อยๆ จากอาการทางปอดที่รุนแรงขึ้น แต่ทีมแพทย์-พยาบาลก็ไม่ย่อท้อช่วยกันดูแลอย่างเต็มความสามารถ ภายใต้ชุด PPE ที่เป็นทั้งเครื่องป้องกันการติดเชื้อ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เหนื่อยมาก พอถอดชุดมาเหงื่อเปียกชุ่มไปหมด เพราะต้องเข้าไปดูแลผู้ป่วยเป็นเวลานาน ทั้งการให้ยาวัดค่าออกซิเจน ใช้อุปกรณ์ช่วยขับเสมหะและพ่นยาแบบพิเศษ ดูแลท่อช่วยหายใจ และให้ยาลดความดันปอด
.jpg)
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาและบรรเทาอาการของโรค การทำงานยิ่งเพิ่มความยากขึ้นไปอีก เพราะเด็กยังเล็กมาก ทั้งการสื่อสารระหว่างหมอกับญาติผู้ป่วยยากจริงๆ ด้วยภาษาที่ต่างกัน การรักษาเป็นไปอย่างสุดกำลังความสามารถจนในที่สุดเราก็สามารถช่วยเหลือจนหนูน้อยหายเป็นปกติ พ่อแม่ได้ลูกที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ กลับไปอยู่ในอ้อมอก ส่วนหมอ-พยาบาล ก็ได้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของหนูน้อยวัย 9 เดือน เป็นรางวัลตอบแทน จนได้เดินทางกลับประเทศบ้านเกิดอีกครั้ง และต้องขอขอบคุณธารน้ำใจของผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมกันบริจาคเงินผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯในโครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้”
ส่วน ป้าเอ-สุปราณี ต้นพิม อายุ 47 ปี อดีตพนักงานทำความสะอาด เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ป้าเอตกงานอย่างกะทันหันและว่างงานอยู่ราว 3-4 เดือน หลังจากการปิดตัวชั่วคราวของบริษัทที่ตนทำงาน หลังมีการประกาศมาตรการเพื่อลดการแพร่เชื้อ เธอจึงหันมารับจ้างทำความสะอาดบ้านแบบรายวัน พอให้มีรายได้ประทังชีวิตด้วยค่าจ้างวันละ 400 บาท แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ก็เกิดขึ้นกับเธออีกครั้ง หลังจากที่เธอรู้ตัวว่าติดโรคโควิด-19
“หลังจากที่รู้ผล รามาธิบดีก็ให้ป้ารักษาตัวอยู่ที่บ้าน (Home Isolation) ทางโรงพยาบาลเขาดูแลเราดีมากเลย แต่ละวันจะมีเจ้าหน้าที่คอยจัดส่งยาและอาหารมาให้ตลอด พอได้กินยาตามที่หมอสั่งไปประมาณ 2 สัปดาห์ อาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และป้ายังได้รับกำลังใจที่ดีจากเพื่อนๆ และสามีที่โทร.มาพูดคุยถามไถ่อาการตลอดด้วยเลยทำให้คลายความกลัวไปได้บ้างพอรักษาตัวจนใกล้จะหายดี ป้าก็เริ่มกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากมูลนิธิรามาธิบดีฯมอบเงินช่วยเหลือให้อีก 2,000 บาท ป้าก็อยากขอบคุณมูลนิธิ ที่ทำให้ป้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้” แม้ตอนนี้เธอจะยังไม่สามารถกลับไปทำงานได้เช่นเดิม แต่ก็ยังมีกำลังใจที่ดี จนทำให้ผ่านพ้นวิกฤติชีวิตครั้งนี้ไปได้
ในยามวิกฤติเช่นนี้ ทุกคนสามารถเป็นแสงสว่างแห่งความหวัง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับชีวิตผู้ป่วยยากไร้ ด้วยการร่วมสนับสนุนเงินบริจาคเพื่อสมทบทุนเข้า “โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้” ในการจัดหาเงินทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และมอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ ในการดำรงชีพให้แก่ผู้ป่วยยากไร้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมไปถึงการจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย เพื่อช่วยในการรักษาให้ผู้ป่วยยากไร้ได้กลับมามีชีวิตที่ดีอีกครั้ง ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ ชื่อบัญชี มูลนิธิรามาธิบดี ธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 879-2-00448-3, ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 026-3-05216-3, ธนาคารกรุงเทพเลขที่ 090-3-50015-5 และบริจาคออนไลน์ http://www.ramafoundation.or.th สอบถามโทร.02-2011111 และเราจะร่วมกันสู้เพื่อก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน