#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/605780

วันศุกร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาคการเกษตรบางภาคของไทย เกษตรกรเผชิญปัญหาหลายประการทั้งการขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการประกอบอาชีพ ขาดความรู้และเทคโนโลยีในการผลิต การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปัญหาการค้าระหว่างประเทศ จากการเจรจาการเปิดการค้าเสรี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทวิภาคี หรือพหุภาคี ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ตระหนักถึงปัญหาที่เกษตรกรประสบอยู่ จึงเร่งแก้ปัญหาในหลายมิติ อาทิ สนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต การยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าเกษตร ขยายโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาด เพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และที่สำคัญการพัฒนาภาคเกษตรจะขับเคลื่อนให้สำเร็จได้ต้องมาจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคการเกษตรของไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่ายินดีที่หน่วยงานต่างๆ แสดงเจตนารมณ์ที่จะพัฒนาการเกษตร โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ตลอดจนความรู้ทางวิชาการระหว่างกัน เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตรทั้งด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด รวมถึงการวางแผนและพัฒนาโครงการเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาภาคเกษตรที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับกองทุน FTA เป็นกองทุนหมุนเวียนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อมีการลงนามความร่วมมือกัน ก็เป็นการสร้างความร่วมมือพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในทุกๆ กรอบการค้าเสรี ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี
ทั้งนี้ การลงนามข้อตกลงแบ่งเป็น 2 ชุดความร่วมมือ ชุดที่ 1 ความร่วมมือทางด้านนโยบายและข้อมูล มี 8 หน่วยงานคือ สศก.โดยกองทุน FTA ลงนามร่วมกับ กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และชุดที่ 2 ความร่วมมือด้านการปฏิบัติงานกับหน่วยงานต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ มี 3 หน่วยงาน คือ สศก.โดยกองทุน FTA ลงนามร่วมกับสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด และบริษัท พรีเมี่ยมบีฟ จำกัด โดยข้อตกลงทั้ง 2 ฉบับ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2565