#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/609962

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
นายอภิรัช ประชาสุภาพ หัวหน้าหลักสูตรการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ (CIM) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)เปิดเผยว่า การบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้พืชสมุนไพรนั้นเพราะมองว่าเป็นการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัยและมาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่มาจากสมุนไพร อีกทั้งนโยบายของภาครัฐก็ส่งเสริมอุตสาหกรรมสมุนไพรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าทะลายโจร กระชาย ขิง
รวมถึงพืชตระกูล ก. ไม่ว่าจะเป็นกัญชา กัญชง กระท่อม ที่ปลดล็อกจากสารเสพติดและส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ ทำให้พืชสมุนไพรตอนนี้มีการเติบโตขึ้นอย่างมาก ซึ่งการที่ตลาดสมุนไพรขยายตัวมากขึ้น ย่อมหมายถึงความต้องการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ต้องมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบุคลากรด้านแพทย์แผนไทย เพราะพืชสมุนไพรหากนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสมก็อาจมีโทษมากกว่ามีคุณ
“การเรียนแพทย์แผนไทยในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อรู้พืชสมุนไพรเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถทำการวินิจฉัยอาการต่างๆ ที่ผิดปกติของร่างการและเลือกสมุนไพรมาใช้ให้เหมาะสม รวมถึงกระบวนการสกัดสารภายในพืชนั้นๆออกมาใช้ได้ ทั้งนี้ ยังสามารถนำสารสกัดต่างๆ ที่ได้จากพืชนั้นไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย ฉะนั้น ประเทศไทยจำเป็นอย่างมากในการผลิตแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกที่มีความรู้ด้านสุขภาพและต้องดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้” นายอภิรัช กล่าว
นายอภิรัชกล่าวต่อไปว่า จากสถานการณ์โควิด-19 พบมูลค่าของผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.3 ภายหลังประกาศใช้แผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ.2560-2564 เป็นอัตราการเติบโตมากกว่าจีน ที่เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.06 ญี่ปุ่น ร้อยละ 0.85 และเกาหลีใต้ร้อยละ 5.43 ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า แนวโน้มการบริโภคสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรในไทยตั้งแต่ปี 2560 – 2563 มีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปีทีเดียว
ขณะที่ในปัจจุบัน มีสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่เปิดหลักสูตรเกี่ยวกับการผลิตบุคลากรแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก เพราะต้องยอมรับว่าบุคลากรด้านนี้ของไทยมีจำนวนจำกัดดังนั้น ระบบการเรียนการสอนในปัจจุบันจึงมีการเปิดรับทั้งในระดับปริญญาตรี/โท และหลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพร นำไปต่อยอดในการทำงานหรือธุรกิจ ซึ่งสมุนไพร ถือเป็นภูมิปัญญา รากเหง้าของคนไทยที่อยู่มาอย่างยาวนาน
สำหรับหลักสูตรการแพทย์แผนไทยวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มธบ. เปิดรับทั้งนักศึกษาในระดับปริญญาตรี และบุคคลทั่วไป โดย 2 กลุ่มนี้ จะได้รับเพียง 40 คนต่อปี และการเรียนการสอนเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่นี่ นอกจากจะเรียนเกี่ยวกับสมุนไพรแล้ว ยังต้องเรียนรู้การวินิจฉัยอาการต่างๆ เรียนรู้การนำสมุนไพรต่างๆ มาปรุงเป็นตำรับยาสมุนไพร การนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายด้าน
เช่น การใช้สมุนไพรประกอบอาหารเพื่อสุขภาพ หรือการทำอาหารให้เป็นยา การแปรรูปสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการใช้สมุนไพรในกลุ่มสารเสพติดและเรียนรู้เรื่องศาสตร์แห่งการชะลอวัยเป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนได้บูรณาการศาสตร์ต่างๆ และนำไปใช้ในการดูแลสุขภาพได้จริง และในการเรียนนั้นต้องเรียนพร้อมกับปฏิบัติ เพื่อให้มีองค์ความรู้และต้องปฏิบัติได้ อีกทั้งต้องรู้จักสกัดสมุนไพรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคได้
“หลักสูตรแพทย์แผนไทยจะมีทั้งหมด 4 สาขา คือ สาขาเวชกรรมไทย เรียนเกี่ยวกับการวินิจฉัยอาการต่างๆ และจ่ายยาหรือ นำตำรับยาไทยมาใช้ สาขาเภสัชกรรมไทย จะเรียนเกี่ยวกับสมุนไพร การปฏิบัติและการควบคุมโรงงานผลิตยาสมุนไพรไทย การสกัดสารในกระบวนวิธีทางแพทย์แผนไทยและแบบใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือผลิตยาสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ
สาขาการนวดไทย จะเรียนเกี่ยวกับการนวดรักษาโรคแบบแพทย์แผนไทยและสาขาผดุงครรภ์ไทย เป็นการเรียนเกี่ยวกับการดูแลแม่หลังคลอด ซึ่งในทุกหลักสูตรของที่นี่ วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จะได้เรียนรู้การแพทย์ทางเลือกต่างๆ แบบบูรณาการศาสตร์เข้าร่วมกัน”นายอภิรัช ระบุ
หัวหน้าหลักสูตรการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มธบ. ยังกล่าวอีกว่า การรักษาโรคในขณะนี้ บางโรคจำเป็นที่ต้องนำศาสตร์หลายๆ ศาสตร์เข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แพทย์แผนไทยผสมผสานกับแพทย์แผนปัจจุบันประยุกต์ใช้กับการดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ความรู้สามารถดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ซึ่งตั้งแต่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 มีคนสนใจเข้ามาเรียนในหลักสูตรแพทย์แผนไทยมากขึ้น ทั้งในส่วนของเด็กรุ่นใหม่ และบุคคลทั่วไป เพราะต้องการเรียนรู้ว่าสมุนไพรใช้อย่างไร
และบางคนสนใจเรียนรู้การสกัดสมุนไพร นำมาใช้ในการรักษา หรือทำเครื่องสำอางต่างๆ ดังนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลังจากนี้ต่อให้ตลาดสมุนไพรขยายมากขึ้น เราก็จะมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญรองรับ และสามารถต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของผู้บริโภค ตนแนะนำว่า ก่อนจะซื้อสมุนไพร เพื่อจะนำไปใช้นั้น ขอให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรืออาจจะต้องศึกษาข้อมูลเอกสารต่างๆเพื่อรู้ประโยชน์และโทษ รวมถึงข้อบ่งใช้ และข้อควรระวังต่างๆในการใช้สมุนไพรหรือยาสมุนไพรนั้นๆ และตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อถูกต้อง ไม่ใช่ของปลอม
“หากอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพร ขอให้มาเรียนรู้สมุนไพรเป็นศาสตร์รากเหง้าที่อยู่คู่กับประเทศไทยเรามาอย่างยาวนานและเรียนร่วมกับวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปใช้ได้อย่างถูกต้องรวมถึงวิธีการสกัดสมุนไพรหลายๆ ชนิด เพื่อมาใช้ในการรักษาดูแลสุขภาพ และยกระดับตลาดสมุนไพรไทยให้เติบโตยิ่งขึ้นด้วยคุณภาพและมาตรฐาน”นายอภิรัช กล่าวในท้ายที่สุด
สำหรับผู้สนใจหลักสูตรต่างๆของ CIM DPU สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://cim.dpu.ac.th/