#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/611479

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
“เครื่องยาสูบที่เป็นไฟฟ้าถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ 67 ประเทศทั่วโลกมีการยอมรับบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว โดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ สหรัฐอเมริกา จีนแม้แต่มาเลเซีย เพราะถือว่าเป็นยาสูบที่มีความอันตรายน้อยกว่าบุหรี่จริง บุหรี่ไฟฟ้าจะมีสารพิษน้อยกว่า เพียงแต่ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่ยอมรับ เรื่องนี้กำลังศึกษาข้อกฎหมายอยู่ว่าติดขัดเรื่องอะไร เพราะหากทำให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายได้จะสามารถลดอันตรายให้กับผู้สูบ เพราะบางคนไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ แม้จะมีการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่ก็ตาม แต่ปัจจุบันเหลือคนสูบบุหรี่อีกเกือบ 10 ล้านคน ดังนั้น หลายประเทศจึงยอมรับว่าหากเรามีบุหรี่ไฟฟ้าจะสามารถลดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนได้มากกว่า”
ความเห็นจาก ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)กล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล ออกตัวหนุน “บุหรี่ไฟฟ้า” แนะ “ปลดล็อก” จากสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งนอกจากเป็นทางเลือกของผู้ที่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้แล้ว ยังจะช่วยแก้ปัญหาโรงงานยาสูบและชาวไร่ยาสูบที่รายได้ลดลง เนื่องจากผู้สูบบุหรี่นิยมสูบบุหรี่นำเข้าทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายได้ด้วย
การ “จุดกระแส” ของ รมว.ดีอีเอส ทำให้บุหรี่ไฟฟ้ากลับมาเป็น “ข้อถกเถียง” ในสังคมไทยอีกครั้งตลอดเดือน ต.ค. 2564 “ฝ่ายหนุน” นำโดย อาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า แอดมินเพจเฟซบุ๊ค “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” กล่าวว่าพฤติกรรมผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนต่างมองหาวิธีลดอันตรายให้ตัวเอง การห้ามนำเข้าห้ามขายนั้นไม่ได้ผลและไม่อยู่บนโลกของความเป็นจริง ในขณะที่ 79 ประเทศทั่วโลกอนุญาตให้บุหรี่ไฟฟ้าควบคุมได้อย่างถูกกฎหมาย กำหนดอายุขั้นต่ำผู้ซื้อเพื่อปกป้องเยาวชน สร้างมาตรฐานความปลอดภัย เก็บภาษีสรรพสามิตเข้ารัฐได้
“ประเทศไทยยังคงอ้างผิดๆเรื่องความเข้มข้นนิโคตินและการเสพติด สวนทางกับหน่วยงานสาธารณสุขชั้นนำในต่างประเทศจำนวนมาก เช่น ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา กระทรวงสาธารณสุขนิวซีแลนด์ หรือแม้กระทั่งองค์การอนามัยโลกสำนักงานภาคพื้นยุโรป ที่ต่างก็ยืนยันว่าหากเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะช่วยลดการได้รับสารพิษได้มากกว่าการสูบบุหรี่ หากผู้สูบบุหรี่ไม่มีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่วันนี้รู้แล้วว่าอันตรายน้อยกว่า เหมือนบังคับให้คนไทยยังต้องตายจากบุหรี่มวนปีละกว่า 70,000 คนเหมือนทุกวันนี้”แอดมินเพจเฟซบุ๊ค “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” กล่าว
เช่นเดียวกับ สาริษฎ์ สิทธิเสรีชนแอดมินเพจเฟซบุ๊ค “มนุษย์ควัน” แกนนำกลุ่มผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทให้ความร้อน หรือ“ไอคอส” ยืนยันว่า ไม่ได้สนับสนุนให้คนสูบบุหรี่ แต่คิดว่าคนที่สูบบุหรี่อยู่แล้วควรมีทางเลือกเช่นเดียวกับในอีก67 ประเทศทั่วโลกที่ ไอคอส ถูกกฎหมายและมีหน่วยงาน อย. สหรัฐที่อนุญาตให้ขายและสื่อสารได้ว่ามีสารพิษน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาอย่างมีนัยสำคัญ
“ไม่เข้าใจว่าทำไมกลุ่มสมาพันธ์สุขภาพถึงคิดว่ารัฐบาลของประเทศอื่นๆ ประสงค์ร้ายกับประชากรของตนเองหรืออย่างไร ทำไม ญี่ปุ่น เกาหลีสหรัฐฯ สหภาพยุโรป หรือแม้แต่มาเลเซียเพื่อนบ้านเรา อนุญาตให้ขายได้ ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในโลกที่มีเด็กและเยาวชน ผมจึงสนับสนุนที่ รมว.ดีอีเอส เสนอให้ทำการศึกษาเพื่อควบคุมให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้เปิดเสรี แทนที่ดีอีเอสจะต้องมานั่งไล่ปิดเว็บไซต์ขายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” สาริษฎ์ กล่าว
อีกด้านหนึ่ง “ฝ่ายค้าน” แกนหลักหนีไม่พ้นบุคลากรและเครือข่ายวิชาชีพสาธารณสุข อาทิ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกแถลงการณ์โต้ รมว.ดีอีเอส โดยย้ำถึง “พิษภัย” ของสาร “นิโคติน” ทั้งเป็นสารที่ติดแล้วเลิกยาก เป็นสาเหตุของโรคเรื้อรัง อีกทั้งความเข้มข้นของนิโคตินในน้ำยาเติมบุหรี่ไฟฟ้ายังควบคุมได้ยาก ยิ่งผู้สูบได้รับสารนิโคตินที่เข้มข้นมาก ก็จะยิ่งเสพติดและมีโอกาสเจ็บป่วยมากขึ้นด้วย ที่สำคัญคือ ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังมี “นักสูบหน้าใหม่” ที่ได้รับอิทธิพลทางการตลาด ไม่ได้มีแต่ผู้ที่สูบบุหรี่มวนอยู่เดิมเท่านั้น
“การเลิกสูบบุหรี่นั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งหรืออาศัยบุหรี่ไฟฟ้า หากต้องการเลิกสูบจริงๆ ทางเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่และเครือข่ายต่างๆ มีวิธีการและกำลังดำเนินการช่วยเหลืออยู่อย่างเต็มกำลัง ทั้งให้คำปรึกษา และการจัดหายาเลิกบุหรี่ให้ ท่านสามารถปรึกษาได้ที่สายด่วนเลิกบุหรี่ โทรศัพท์1600 (โทร.ฟรีทุกเครือข่าย) คลินิกฟ้าใส544 แห่งทั่วประเทศ และที่หน่วยบริการทางการแพทย์ทุกแห่ง ที่ต้องรีบทำก่อนคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต้องให้ความกระจ่างที่ชัดเจนกับประชาชนทั้งที่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอยู่แล้ว หรือยังไม่เคยสูบ ตระหนักว่าสิ่งที่ร่างกายต้องการจากลมหายใจเข้าปอดคืออากาศบริสุทธิ์เท่านั้น” แถลงการณ์ระบุ
เช่นเดียวกับ พล.อ.ท.นพ.อนุตตรจิตตินันทน์ ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เขียนบทความ “บุหรี่ไฟฟ้าดีกว่าบุหรี่จริงหรือ?” ระบุว่า ถึงแม้ดูเหมือนว่าบุหรี่ไฟฟ้าอาจมีผลเสียต่อสุขภาพน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป แต่ก็ยังคงมีอันตรายต่อสุขภาพ “และยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่ได้จริงหรือไม่ เนื่องจากการศึกษาที่ผ่านมายังไม่ชัดเจนว่าช่วยทำให้เลิกบุหรี่ได้ผลดีจริง หลายการศึกษากลับพบว่าผู้ที่เคยสูบบุหรี่แล้วใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลับไม่เลิกบุหรี่ แต่ใช้ร่วมกันทั้งบุหรี่กับบุหรี่ไฟฟ้า” และที่สำคัญยังขาดข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวของบุหรี่ไฟฟ้าด้วย
“หลังจากที่สหรัฐอเมริกาให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ พบว่ามีเด็กและวัยรุ่นใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ศูนย์ควบคุมโรค (CDC) และองค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกาแสดงความเป็นห่วงต่อสุขภาพในอนาคตของเด็กและวัยรุ่นในเรื่องนี้” พล.อ.ท.นพ.อนุตตร กล่าวในบทความ
รวมถึงเสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่ ในเวทีเสวนา “Gen Z GenZa ท้าคุย ทําไมบุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่ควรถูกกฎหมายในประเทศไทย” อย่าง เอ (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี เผยว่า แต่เดิมเคยสูบบุหรี่มวนมาก่อน แต่พอมีบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาจึงได้ลอง ซึ่งก็ทำให้เลิกสูบบุหรี่มวนแล้วหันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทนเนื่องจากรสชาติดีกว่าบุหรี่มวน แต่สาเหตุที่ทำให้เลิกทั้งบุหรี่มวลและบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากในขณะนั้นป่วยเป็นทอนซิลอักเสบเป็นเวลานาน จึงทำให้ลองพักสูบบุหรี่จนเลิกในที่สุด และย้ำว่า “หลายคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อให้เลิกบุหรี่มวนเนื่องจากมีกลิ่นหอมกว่าและสะดวกสบาย แต่ที่จริงแล้วการที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ทำให้เลิกสูบบุหรี่มวนได้จริง” เพื่อนๆ ที่รู้จักกันก็ไม่มีใครเลิกได้เลย
เช่นเดียวกับ อนวัช แจ่มจันทร์ ประธานกลุ่มเด็กและเยาวชน UGZ อุบลราชธานี ที่เผยว่า จากที่ทางกลุ่มได้จัดกิจกรรมกับเยาวชนจึง พบว่าเยาวชนที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่จะทั้งสูบบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า โดยจะเริ่มสูบกันตั้งแต่ชั้น ม.3 ซึ่งสาเหตุที่สูบบุหรี่เกิดจากสังคมรอบข้างของเด็กและเยาวชนสูบบุหรี่กัน จึงนำไปสู่การอยากรู้และอยากลองจากบุหรี่มวนไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของ “วิวาทะ”ระหว่างฝ่ายหนุนและฝ่ายค้านบุหรี่ไฟฟ้า และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ตราบใดที่ด้านหนึ่งยังมีข่าวบรรดาประเทศชั้นนำของโลกอนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้(ภายใต้มาตรการควบคุม) ยังไม่ห้ามอย่างสมบูรณ์ และอีกด้านหนึ่งคือยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจนอย่างหมดสิ้นความสงสัย ว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้ผู้สูบบุหรี่มวนเลิกบุหรี่ทุกชนิดได้เด็ดขาดในระยะยาวได้จริงจริอไม่?