#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/612878

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.
(ซ้าย) ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา (ขวา) รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช
สมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change : เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา
ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ในประเทศไทยมีคนร้อยละ 20 อยู่ในภาคเกษตรกรรม ขณะเดียวกันเมื่อมีวิกฤตเกิดขึ้นสังคมไทยก็มักพึ่งพิงภาคเกษตร แต่ในการคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของภาคเกษตรนั้นกลับไม่ได้นับรวมอุตสาหกรรมเกษตรเข้ามาด้วย ทำให้งานในภาคเกษตรอาจดูด้อยค่าลง แม้กระทั่งงบประมาณลงทุนภาคเกษตรก็ไม่ค่อยขยายตัวเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ
“จริงๆ สิ่งที่เราต้องพยายามแก้ไขก็คือ Mindset (วิธีคิด) ของพวกเราเอง เวลาเริ่มพูดเราก็ไปมองว่าเกษตรกรเป็นคนยากไร้ การที่จะพยายามทำให้งานเกษตรกรรมเป็นงานที่เป็นอาชีพอย่างนักบัญชี วิศวกร นักเศรษฐศาสตร์หรืออื่นๆ ให้มันเป็นอาชีพ แต่เบื้องต้นความคิดของเราบอกว่าเกษตรกรเป็นผู้ยากจน อย่างนี้ก็เสร็จตั้งแต่แรกแล้ว มันกลายเป็นว่าแทนที่เราจะไปส่งเสริมให้เกษตรกรรมดีขึ้น เราไปมองภาพของความช่วยเหลือ ฉะนั้นงบประมาณที่เทไปก็จะมุ่งการช่วยเหลือเป็นหลัก ส่วนเรื่องของการสร้างหรือปรับโครงสร้างเป็นเรื่องรอง” ปีติพงศ์ กล่าว
นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาภาคเกษตรของไทยจึงเน้นแต่การผลิตสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐานซึ่งราคานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง นอกจากนี้ยังไม่ค่อยสนใจบริบทใหม่ เช่น ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาถูกคว่ำบาตรสินค้าประมง เนื่องจากประเทศปลายทางมองว่าการทำประมงของไทยมีปัญหาทั้งแรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (IUU) ในความเป็นจริงคือมีสัญญาณเตือนมา 9 ปีแล้ว และเชื่อได้ว่าในอนาคตประเทศที่ซื้อสินค้าเกษตรจากไทย จะยังคงยกประเด็นสิ่งแวดล้อมมาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าต่อไป
อนึ่ง ที่ผ่านมาการแบ่งประเภทเกษตรกรของไทยจะแบ่งตามผลผลิตที่ทำได้ เช่น ปลูกพืช เลี้ยงปศุสัตว์ทำประมง ซึ่งควรแบ่งตามรูปแบบหรือวิถีการประกอบอาชีพ ประกอบด้วย 1.เกษตรอุตสาหกรรม ผลิตเพื่อป้อนโรงงานแปรรูปโดยเฉพาะ เช่น สับปะรด มันสำปะหลัง อ้อย กลุ่มนี้การดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนเป็นเรื่องสำคัญ จะทำอย่างไรให้การผลิตมีประสิทธิภาพและมีความเป็นธรรม
2.เกษตรทางเลือก ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งเกษตรพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร กระบวนการส่งเสริมควรเน้นการสร้างเครือข่าย (Networking)และการวางแนวปฏิบัติที่ดี (GoodPractice) และ 3.เกษตรสมัยใหม่ ซึ่งจะมาทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่าที่อายุส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 50 ปีขึ้นไป คำถามคือจะมีแพลตฟอร์มแบบใดมาส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ ทั้งการใช้เทคโนโลยี การจัดการที่ดิน การซื้อ-ขายผลผลิต ไปจนถึงแนวคิดใหม่ๆ เช่น การทำฟาร์มในเมือง หรือการระดมทุนรูปแบบใหม่ๆ อาทิ ฟินเทค (Fintech) คราวด์ฟันดิง (Crowdfunding) เป็นต้น
ปีติพงศ์ ยังกล่าวถึงปัญหาและความท้าทายในด้านเกษตรกรรมไว้อีกหลายประการ 1.ที่ดิน เช่น มีที่ดินราคาสูงจำนวนไม่น้อยที่เจ้าของนำพืชต่างๆ มาปลูกไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีที่ดิน แทนที่จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ ควรเปิดช่องให้รัฐสามารถเข้าไปเช่าที่ดินได้ และรัฐก็นำที่ดินมาให้เกษตรกรที่ตั้งให้เป็นกลุ่มเป้าหมายการพัฒนาเข้ามาใช้ประโยชน์ เหตุที่ต้องให้รัฐเช่าก่อน เพราะเจ้าของที่ดินอาจกลัวกฎหมายเช่านา จึงไม่กล้าให้ประชาชนเช่าเองโดยตรง
2.แหล่งทุน เกษตรกรมักเข้าไม่ถึง จึงเป็นข้อจำกัดในการปรับปรุงหรือพัฒนา 3.ทะเล อุตสาหกรรมประมงจำนวนมากล้มหายตายจากไปด้วยผลกระทบจาก IUU ขณะที่ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในลักษณะทำฟาร์มในทะเล แม้แบ่งพื้นที่แล้วแต่ก็ยังพบเหตุกระทบกระทั่งกัน 4.แหล่งน้ำ ที่ผ่านมามุ่งแต่การจัดหา (Supply) ซึ่งหากทำแต่ด้านนี้ด้านเดียวอย่างไรก็ไปไม่รอด จะทำอย่างไรจึงลดความต้องการใช้น้ำ (Demand) ลงได้บ้าง นอกจากนี้ ชุมชนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย ควรมีสิทธิเข้าถึงงบประมาณในการพัฒนาแหล่งน้ำของตนเอง
5.หนี้สิน ซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนตามโครงการส่งเสริมของรัฐ ดังนั้นรัฐจะช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างไร เหมือนกับที่เคยช่วยเหลือกิจการธนาคารในวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อกว่า 20 ปีก่อน 6.เทคโนโลยีและนวัตกรรม ปัญหาที่พบคือเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้วไม่ได้คำนวณความคุ้มทุน โอกาสในการขยายผล การจัดหาวัตถุดิบ ทำให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง
7.การสร้างคน เช่น คณะในมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรมีผู้เรียนลดลง อีกทั้งมีคำถามถึงหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวข้อง (Relevance) กับบริบทของเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือไม่ เพราะปัจจุบันไทยต้องแข่งขันกับชาติมหาอำนาจ เช่น จีน ที่มาตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง สปป.ลาว และ 8.กฎระเบียบ เช่น กฎหมายสหกรณ์ที่กำหนดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรต้องจัดประชุมใหญ่ อาจไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประชุมออนไลน์มากขึ้น เป็นต้น
ด้าน รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงความท้าทายของภาคเกษตรไทย 1.เกษตรกรกับข้อจำกัดในการพัฒนา ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตรนั้นชัดเจนแบบเร่งตัวเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรวมของทั้งประเทศ นอกจากเรื่อง “อายุ” แล้ว “การศึกษา” ก็เป็นอีกข้อจำกัด โดยมีข้อค้นพบว่า “ครัวเรือนในภาคเกษตรมีระดับการศึกษาต่ำกว่าครัวเรือนที่อยู่นอกภาคเกษตร” และคนในภาคเกษตรมีระดับการศึกษาเฉลี่ยเพียงประถมศึกษาเท่านั้น
“ปัจจุบันนี้ภาคเกษตรไทย 20% ของเกษตรกรมีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ปี 2544 เรามีประมาณ 7% ตอนนี้คนสูงวัยเรามี 20% แล้วคนหนุ่ม-สาว แต่ก่อนอยู่ภาคเกษตร 50% 20 ปีผ่านไปเราหดเหลือ 29% มันหมายถึงอะไร?สังคมสูงวัยไม่ใช่แค่คนสูงวัยอย่างเดียว คนที่เป็นหนุ่ม-สาวก็ออกจากภาคเกษตร โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เทคโนโลยีก็เปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงหมด คนสูงวัยจะปรับตัวได้มาก-น้อยแค่ไหน” อาจารย์วิษณุ ระบุ
2.กำลังคนภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจจริง กำลังคนทั้งที่เป็นข้าราชการและอาสาสมัคร กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีเกษตรกรน้อยหรือในสินค้าเกษตรที่มีน้อย แต่ในพื้นที่ที่มีเกษตรกรมากหรือสินค้าเกษตรที่มีจำนวนมากกลับมีกำลังคนภาครัฐไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีหลายสาขาวิชาที่ยังขาดแคลน 3.ความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งเกษตรกรนอกเขตพื้นที่ชลประทานนับเป็นกลุ่มเปราะบาง ขณะที่พืชเศรษฐกิจของไทยสุ่มเสี่ยงได้รับความเสียหาย
และ 4.เกษตรกรไทยยังใช้เทคโนโลยีกันน้อย จากการสำรวจพบเกษตรกรไทยใช้เทคโนโลยีเพียงร้อยละ 26.7 และในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การพยากรณ์อากาศไปจนถึงการทำตลาดทางออนไลน์ แต่จะใช้เป็นบางอย่างเท่านั้น เช่น ผู้ที่ใช้แอปพลิเคชั่นดูสภาพอากาศก็จะใช้เฉพาะด้านนี้ เป็นต้น ทั้งที่หากใช้อย่างครบวงจร ประสิทธิภาพการผลิตจะสูงขึ้นมาก
อาจารย์วิษณุ ให้ข้อเสนอแนะ 1.การใช้จ่ายงบประมาณควรเป็นไปเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรปรับตัว เช่น ปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ จากเดิมที่เน้นการให้เปล่าไม่มีเงื่อนไข ที่เป็นการฉุดรั้งการปรับตัวเพราะรู้ว่าปลูกอะไรไปเดี๋ยวมีปัญหารัฐก็จ่ายเยียวยาให้ 2.ส่งเสริมให้เครื่องจักรกลการเกษตรเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย ซึ่งปัจจุบันก็มีระบบการเช่าอยู่แล้ว เช่น รถแทรกเตอร์ รัฐจะส่งเสริมอย่างไรให้ทั่วถึงมากขึ้นในราคาค่าบริการที่ไม่แพงเกินไป เพราะนอกจากเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังลดปัญหาการเผาในภาคเกษตรซึ่งกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
3.ต้องมีฐานข้อมูลเกษตรกร เพื่อให้สามารถจัดโปรแกรมเพิ่มทักษะได้ตรงกับเป้าหมาย 4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงกับหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน แต่รวมถึงภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาด้วย 5.สถาบันการศึกษาต้องปรับหลักสูตรโดยให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติมากขึ้น ซึ่งสามารถดึงการมีส่วนร่วมจากผู้ใช้บัณฑิต (เช่น ภาคเอกชน) 6.โครงสร้างกำลังคนภาครัฐต้องกระจายตัว ให้สอดคล้องกับจำนวนเกษตรกรในพื้นที่ และ 7.รัฐต้องให้ความเชื่อมั่น-มีหลักประกันว่าเปลี่ยนแล้วจะดีขึ้น เพื่อให้เกษตรกรกล้าเปลี่ยน
“งานวิจัยพบว่าคนที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีรายได้ช่วงก่อนโควิดเทียบกับคนที่ไม่ใช้ ประมาณ 165,000-190,000 บาทต่อปี นี่คือประโยชน์ของการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี นี่ช่วงก่อนโควิด ช่วงหลังโควิดก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ 60,000-80,000 บาทต่อปี และช่วงที่เกิดโควิดขึ้น เชื่อไหม? ผลการทดลองบอกว่าคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกัน รายได้เขาลดลงน้อยมาก นี่คือผลประโยชน์ของเทคโนโลยีที่เราต้องร่วมส่งเสริม” อาจารย์วิษณุ กล่าว
ในตอนแรกนี้กล่าวถึงปัญหาของเกษตรกร รวมถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีไปแล้ว ส่วนในตอนหน้า จะเป็นตัวอย่างของ 2 ผู้ประกอบการ ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ถึงขั้นสร้างแบรนด์พร้อมขยายตลาดสู่ต่างประเทศ..โปรดติดตาม!!!