#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/614150

วันจันทร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.
พายุของความเปลี่ยนแปลงที่โหมกระหน่ำ มนุษยชาติ ทั้งจากภัยธรรมชาติ สงคราม ความขัดแย้งและอื่นๆ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน และวิกฤตจากโควิด-19 ก็เป็นบททดสอบอีกครั้งของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งได้รับผลพวงเชิงลบกันทั้งสิ้น และทุกครั้งที่เรารอดมาได้ คือความชาญฉลาดในการปรับตัว พลิกหาโอกาสใหม่ๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัว ด้วยการเรียนรู้สังเคราะห์บทเรียน และต่อยอดสู่ความรู้ นวัตกรรมสร้างสรรค์ด้านต่างๆ
นายธนนนทน์ พรายจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวถึงวาระสำคัญแห่งยุคไว้ว่า “การเปลี่ยนถ่ายเชิงโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อย่างพลิกฟ้าพลิกดิน คาดว่าจะเกิดในยุคพ.ศ.2563-2573 โดยการสำรวจ ศึกษาจากหลายสำนักผู้เชี่ยวชาญและองค์กรในต่างประเทศที่นี้หากหันมามองภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี ก็พบว่าเรามีผู้ประกอบการอยู่ 3 กลุ่ม ในสถานการณ์วันนี้ กลุ่มที่ 1 ยังประคองหรือกัดฟันสู้ในแนวทางที่เคยทำมา แต่ยังไม่เห็นแสงสว่างหรือทางออก, กลุ่มที่ 2 เริ่มเห็นทางออกบางอย่าง แต่ไม่รู้แนวทางหรือวิธีการว่าจะทำอย่างไร และ กลุ่มที่ 3
รู้สถานการณ์ เห็นทางออกและค่อยๆค้นหาหรือกำลังดำเนินการต่างๆให้สามารถอยู่รอดหรือหาโอกาสใหม่ๆ
ด้วยปัจจัยข้างต้น ทางสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานที่ช่วยพลิกฟื้นและพัฒนา SMEs มากว่า 20 ปี วันนี้ ISMED ขอส่งสัญญาณถึงเอสเอ็มอีว่า ต้องทำ“เดี๋ยวนี้” คือ ปัจจัยของความสำเร็จในอนาคตข้างหน้า เราได้เตรียมโซลูชั่นสมัยใหม่ พร้อมแล้วสำหรับการ Reset ธุรกิจเพื่อจะก้าวกระโดดไปข้างหน้า และ The Great Reset ครั้งนี้ สำหรับเอสเอ็มอีแล้ว จำเป็นต้องปรับตัวสู้ด้วยการบริหารจัดการแบบสมาร์ท ใช้เทค ใช้ดาต้าเพื่อทันยุคสมัยการดิสรัปชั่น พลิกเกมธุรกิจเดิมให้สอดคล้องกับผู้บริโภคในยุค New Normal”
นายธนนนทน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถาบันจะนำเสนอ Super Smart Solutions ที่จะมาช่วยเอสเอ็มอี ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือกับที่ปรึกษามืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาร่วมมือกันพัฒนา และให้ความรู้ เป็นพี่เลี่ยง และเชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมกันในการขับเคลื่อนในครั้งนี้
“ในซีรี่ส์แรกต้อนรับวาระการเปิดประเทศครั้งนี้ เราจะให้น้ำหนักกับกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องการแก้ปัญหาและหาทางออก ด้านการขายการตลาด และอีกกลุ่มที่สำคัญของประเทศ คือกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการบริการที่หลังวิกฤตโควิด-19
จำเป็นต้องค้นหาแนวทางและวิธีการในการสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้แก่ธุรกิจ และกลุ่มที่มีการเติบโตวันนี้ก็จริง แต่ยังขาดระบบ ขาดกระบวนการคิดที่จะมาเสริมให้ธุรกิจเติบโตแบบ “นิว เอสเคิฟ” เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ รวมถึง ISMED ร่วมชูโมเดลใหม่เอี่ยม คือการดิสรัปชั่นบริการแพทย์แผนไทยทะลุมิติคิดแบบดั้งเดิม และกลยุทธ์แบรนดิ้งในยุคหลังโควิด-19 จะมีแนวทางอย่างไรที่จะสร้างคุณค่าและมูลค่าแบรนด์ธุรกิจอย่างยั่งยืน”
ท้ายนี้ ผู้อำนวยการสถาบันฯ ตอกย้ำถึงการลงมือปฏิบัติทันที อย่ารอช้า ทว่า หากเอสเอ็มอีมีความไม่มั่นใจในทางเดินข้างหน้า ขาดกลยุทธ์ที่เหมาะสม ก็ขอเชิญชวนมาพบปะแลกเปลี่ยนกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ได้ทั้งบนออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งสถาบันจะมีกิจกรรมตลอดเดือน พฤศจิกายน เป็นต้นไปและสามารถติดตามข่าวสารใหม่ๆที่สถาบันจะทยอยเปิด โซลูชั่นใหม่ๆและมีคอร์สเข้มข้น (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) มากมายได้ที่ http://www.ismed.or.thและ https://www.facebook.com/TheBudiis”
