#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/614335

วันอังคาร ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.
แม้ฝนเริ่มจะจางไป แต่ก็ยังครึ้มอยู่อีกอย่างยังคงมีน้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่องโรคหนึ่งที่ตามมาเมื่อมีฝนตกน้ำขังคือ “ไข้เลือดออก” นั่นเอง วันนี้ไขปัญหากับอายุรแพทย์ โดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยจึงมีสาระเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกมาฝากกันครับ
ไข้เลือดออก คืออะไร?
โรคไข้เลือดออก คือ โรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมี4 สายพันธุ์ คือ 1, 2, 3 และ 4 มียุงลายบ้านและยุงลายสวนเป็นพาหะ ติดต่อโดยการถูกยุงกัด หลังจากที่ถูกกัดจะมีระยะฟักตัวในคนประมาณ 5-8 วัน
กลุ่มเสี่ยงมีใครบ้าง?
กลุ่มที่เป็นได้บ่อยได้แก่เด็กวัยเรียนและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แต่กลุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิต คือ ผู้สูงอายุ โรคอ้วน และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับวาย ไตวาย
การดำเนินโรคเป็นอย่างไร?
การดำเนินโรคมี 3 ระยะ ได้แก่
1.ระยะไข้สูง ร่วมกับอาการต่างๆ เช่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มักไม่มีอาการไอหรือหวัด
2.ระยะวิกฤต ผู้ป่วยบางรายหลังไข้ลงแล้วจะเข้าสู่ระยะนี้ จะมีการรั่วของน้ำเหลืองออกนอกเส้นเลือด ทำให้มีความดันตกจนถึงช็อก มีกระสับกระส่ายปลายมือปลายเท้าเย็น อวัยวะล้มเหลว เช่น ตับวาย ไตวาย อาจมีเลือดออกมากโดยเฉพาะในทางเดินอาหารทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้
3.ระยะฟื้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่หลังระยะไข้สูงจะเข้าสู่ระยะนี้ทันที หรือบางรายถ้าเข้าสู่ระยะวิกฤตแล้ว 1-2 วัน จะเข้าสู่ระยะนี้ จะมีอาการอยากอาหารมากขึ้น มีผื่นแดงที่มีวงขาวและคันตามตัว
วินิจฉัยได้อย่างไร?
ใช้การตรวจเลือดเป็นหลัก ได้แก่การตรวจปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน และการตรวจหาการติดเชื้อไวรัสเดงกี
สามารถรักษาได้อย่างไร?
การรักษาหลักเป็นการรักษาตามอาการและเฝ้าระวังการเข้าสู่ระยะวิกฤตรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลและเช็ดตัว ไม่ควรใช้แอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน เพราะทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้ ยาอื่นๆ เช่น ยาลดคลื่นไส้อาเจียนและน้ำเกลือแร่ เป็นต้น หากมีอาการแย่ลงหรือเข้าสู่ระยะวิกฤต ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล
เครดิตภาพ : กรมควบคุมโรค
โดย นพ.สรไกร วงศ์ไพบูลย์วัฒน และศ.นพ.ชุษณา สวนกระต่าย
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
