#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/614613

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.
“ชมรมเพื่อนโดม” โดย ดร.สันติภาพ เตชะวณิช จัดงาน “ธรรมศาสตร์สามัคคี” ประจำปี 2564 เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ “5 พ.ย. 2494” ซึ่งเป็นวันที่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย ศ.(พิเศษ)มารุต บุนนาค ซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อว่ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กว่า 3,000 คน รวมตัวกันทวงคืนมหาวิทยาลัยจากกองทัพได้สำเร็จ เนื่องจากวันที่ 2 ก.ค. 2494 มีการยกกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะกองทัพต้องการนำที่ดินอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยไปทำเป็นหน่วยทหาร ทำให้นักศึกษาไม่มีสถานที่เรียนนานกว่า 4 เดือน
จากเหตุการณ์ครั้งนั้นซึ่งมีคำขวัญว่า “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” ชาวธรรมศาสตร์จึงถือเอาวันที่ 5 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันธรรมศาสตร์สามัคคี เพราะเป็นวันสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
ในวาระพิเศษนี้ ชมรมเพื่อนโดม ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติและมอบรางวัล “จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ประจำปี 2564” ให้แก่ “ศ.(พิเศษ) มารุต บุนนาค” แกนนำนักศึกษาชุดบุกเข้ายึดมหาวิทยาลัยคืนเมื่อปี 2494 และได้รับใช้ชาติบ้านเมือง ตลอดจนบำเพ็ญตนอันเป็นประโยชน์และทรงคุณค่ายิ่งแก่ประเทศชาติ เหมาะสมทุกประการกับรางวัล “จิตวิญญาณธรรมศาสตร์”
ซึ่ง ศ.(พิเศษ)มารุต ได้กล่าวว่า สิ่งที่ตนภูมิใจก็คือได้รับการยกย่องจากคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เป็นบุรพาจารย์และชมรมเพื่อนโดมได้สร้างประติมากรรม“วันธรรมศาสตร์สามัคคี 5 พฤศจิกายน”บริเวณตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ออกแบบโดย ภัฏ พลชัย (ฏ.ปตัก)เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้รำลึกถึงการต่อสู้เพื่อรักษามหาวิทยาลัยเอาไว้ แสดงออกถึงความสามัคคีของนักศึกษา ทั้งเผยแพร่ให้ศิษย์เก่าและปัจจุบันทุกคนได้รู้ว่า “การจะได้สิ่งใดไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องต่อสู้เรียกร้องจึงได้มา”
สำหรับประวัติ ศ.(พิเศษ) มารุต บุนนาค เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2467 จบการศึกษากฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2490 ในสมัยที่มหาวิทยาลัยยังใช้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” และได้รับปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, ปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ ว.ป.อ.วุฒิบัตรกิตติมศักดิ์ วิทยาลัยการทัพบก
ด้วยประสบการณ์ทำงานเป็นทนายความที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2516 และเป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี พ.ศ. 2518 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ได้เข้าสู่วงการเมืองสังกัดพรรคประชาธิปัตย์และลงเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครหลายสมัย และเคยได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และดำรงตำแหน่งมากมาย ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ประธานรัฐสภา, ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และประธานสภาผู้แทนราษฎร และทำหน้าที่เป็นประธานสภาชั่วคราว ปัจจุบันวางมือจากการเมืองแล้วแต่ยังมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ และมีสำนักงานทนายความของตนเอง ชื่อ สำนักกฎหมายมารุต-รุจิระ บุนนาค
.jpg)
สิงห์ชัย ทนินซ้อน อัยการสูงสุด ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “องค์กรอัยการกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม”
พร้อมกันนี้ได้มีการมอบเข็มเกียรติยศธรรมศาสตร์สามัคคีปี 2564 ห้แก่ นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน (นิติศาสตร์ 2518) อัยการสูงสุด, น.ส.พรประไพกาญจนรินทร์ (เศรษฐศาสตร์ 2517)ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,นายปกรณ์ นิลประพันธ์ (นิติศาสตร์ 2529)เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, นางพรพิศเพชรเจริญ (รัฐศาสตร์ 2524) เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, นายจิระพัฒน์ พันธุ์ทวี (นิติศาสตร์ 2525) เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม, นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี (นิติศาสตร์ 2525) ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, นายขจิต ชัชวานิชย์ (รัฐศาสตร์ 2524) ปลัดกรุงเทพมหานคร
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “องค์กรอัยการกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” โดยได้รับเกียรติจากนายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อัยการสูงสุดเป็นผู้กล่าวปาฐกถาผ่าน VideoConference ซึ่งมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ด้วยหน้าที่ขององค์การอัยการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นับได้ว่าสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นองค์กรที่มีความมั่นคง และดำรงอยู่มาเกือบ 130 ปี อีกทั้งยังเป็นองค์กรเพื่อการสร้างความยุติธรรมให้ประชาชน และยังหมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปกระบวนยุติธรรม ที่จะต้องเกิดขึ้นไปพร้อมกัน
.jpg)
ดร.สันติภาพ เตชะวณิช ประธานชมรมเพื่อนโดม พร้อมด้วย รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ชาญศิลป์ ตรีนุชกร นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ ร่วมถ่ายภาพกับผู้ได้รับมอบเข็มเกียรติยศธรรมศาสตร์สามัคคีปี 2564
เพื่อให้การทำหน้าที่เป็นไปอย่างสมบูรณ์และบรรลุเป้าหมายสูงสุด ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ในหมวด 16 การปฏิรูปประเทศมาตรา 258 ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ตามบทบัญญัติดังกล่าว เน้นการปฏิรูปประเทศเป็นสำคัญ เพื่อให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อย ปรองดองกัน และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ และลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนมีความสุขและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“ผมมองว่าการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการปฏิรูปนั้น ต้องสามารถตอบสนองความยุติธรรมที่ต้องเกิดขึ้นกับประชาชนและสังคมอย่างแท้จริง และความจริงใจของพวกเราทั้งหมดในกระบวนการยุติธรรม” นายสิงห์ชัย กล่าว
ต่อด้วย ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ความหวังฟื้นเศรษฐกิจท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19” ได้รับเกียรติจาก นายพิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้กล่าวปาฐกถา ซึ่งมีใจความสำคัญว่า เราต้องมีความหวังในทุกปัญหา รวมถึงความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ด้วยเช่นกัน
“เราต้องเชื่อใจและเชื่อมั่นโดยการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศไทยทั้งจากต่างประเทศและคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งต่างประเทศไม่ได้สำคัญกับเราเพียงแค่เรื่องของการส่งออกเท่านั้น แต่ยังเป็นนักลงทุนที่สร้างเม็ดเงินให้แก่ประเทศไทยอย่างมหาศาล อีกทั้งยังกระตุ้นให้ต่างชาติมาท่องเที่ยวในประเทศไทยอีกด้วย” นายพิชัย กล่าว





