#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/620289

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.10 น.
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) ผนึกความร่วมมือกับ สมาคมธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น จัดงานสัมมนา Loghealth Forum เรื่อง “ยกระดับบริหารจัดการโลจิสติกส์โซ่ความเย็น (Cold Chain) ความท้าทายใหม่ของประเทศไทย” เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนตื่นต้วพัฒนาเพื่อรองรับมาตรฐานกำกับดูแลอุตสาหกรรมโซ่ความเย็น ยาและวัคซีน
ภก.ดร.สุชาติ จองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า จากปัญหาความหลากหลายของข้อมูลผลิตภัณฑ์ ทั้งผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้กระจายสินค้า ตลอดจนข้อมูลและอุปกรณ์ในระบบโซ่ความเย็น การทำงานของบุคลากรในระบบโซ่ความเย็นที่ยังขาดความรู้ในการจัดเก็บและการขนส่งผลิตภัณฑ์ ดังนั้น อย. จึงจัดทำมาตรฐานหลักปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยจะประกาศใช้ “มาตรฐาน GSDP (Good Storage and Distribution Practices)” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2565 เป็นต้นไป
ซึ่งเป็นประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกระจายยาแผนปัจจุบัน พ.ศ. 2564 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 กำหนด “วิธีการจัดส่งสินค้าที่ดี (Good Distribution Practices-GDP)” เพื่อยกระดับการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ในภาคเอกชนจะมีมาตรฐานที่ใช้เป็นหลักในการพัฒนาธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด และภาคประชาชนจะได้รับคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานนำไปสู่เป้าหมายสำคัญในมิติคุณภาพความปลอดภัยของผู้ป่วย
รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย หัวหน้าศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันในประเทศไทยมีแนวโน้มการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมโซ่ความเย็นมากขึ้น มีมูลค่าตลาด 2.6 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตปีละ 8% ซึ่งจากการคำนวณอัตราการเติบโต CAGR (Compound Annual Growth Rate) ตั้งแต่ ปี 2562-2565 เป็นที่ทราบกันดีว่า ประสิทธิภาพของยา วัคซีนรักษาโรค ตลอดจนอุณหภูมิการเก็บรักษาการขนส่งถึงผู้ป่วย ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องตระหนักถึง
ดังนั้นห่วงโซ่อุปทานความเย็น (Cold Chain) จึงจำเป็นต้องพัฒนาประสิทธิภาพตามมาตรฐานของประเทศและหลักสากลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ด้วย แนวทางมาตรฐาน GSDP (Good Storage and Distribution Practices) ซึ่งกำหนดไว้ในข้อกฎหมาย จะเป็นแนวทางสำหรับใช้ในการจัดส่งผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ในห่วงโซ่การกระจายจากผู้ผลิต และการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการบริจาค
เช่น ผลิตภัณฑ์ยาที่กำหนดสภาวะควบคุม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาที่ไวต่ออุณหภูมิต้องควบคุมสภาวะการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ยาระหว่างการขนส่งให้เหมาะสม ตามสภาวะการเก็บรักษาที่ระบุบนฉลากของผลิตภัณฑ์ยา และต้องขนส่งด้วยอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม อาทิ บรรจุภัณฑ์เก็บรักษาอุณหภูมิ ภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ยาและยานพาหนะที่ควบคุมอุณหภูมิได้ หากมีการนำวัสดุให้ความเย็นมาใช้ในภาชนะบรรจุ จะต้องวางวัสดุให้ความเย็นในตำแหน่งที่ไม่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ยาโดยตรง และต้องตรวจสอบวัสดุให้ความเย็นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ทุกครั้ง
ภาชนะบรรจุ บรรจุภัณฑ์และฉลาก ความจุของภาชนะบรรจุ และ บุคลากรของผู้กระจายผลิตภัณฑ์ยา ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ GDP และต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบ ด้านอาคารสถานที่และอุปกรณ์ ต้องสะอาด แห้ง และรักษาอุณหภูมิตามกำหนด มีบริเวณแบ่งแยกสำหรับจัดเก็บผลิตภัณฑ์ยามีป้ายแสดงชัดเจน การควบคุมอุณหภูมิและสภาวะแวดล้อม โดยจัดทำแผนผังอุณหภูมิ (Temperature Mapping) ของบริเวณจัดเก็บผลิตภัณฑ์ยา พร้อมติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิตามผลการศึกษาแผนผังอุณหภูมิ
การจัดเก็บผลิตภัณฑ์ยา ต้องได้รับการออกแบบให้สะอาดมีสุขลักษณะ มีพื้นที่และแสงเพียงพอ ต้องสามารถรักษาระดับอุณหภูมิที่กำหนด และต้องป้องกันจากสภาวะแวดล้อม อุณหภูมิ แสงสว่าง ความชื้น โดยบรรจุภัณฑ์ต้องทำความสะอาดก่อนการจัดเก็บ จัดจ่ายยาหมุนเวียนตามหลักการ First Expired First Out (FEFO) ส่วนการจัดส่งผลิตภัณฑ์ยา ต้องมีเอกสาร ชื่อและรูปแบบของผลิตภัณฑ์ รุ่นการผลิต วันสิ้นอายุ ปริมาณผลิตภัณฑ์ที่จัดส่ง ชื่อและที่อยู่ตัวแทนจำหน่าย ชื่อและที่อยู่ของผู้รับ สภาวะการจัดเก็บ และจัดให้มีบันทึกว่าจัดส่งไปที่ใด
รวมทั้งกำหนดรายละเอียดขั้นตอนวิธีปฏิบัติ การเรียกคืนผลิตภัณฑ์ ได้ทันทีและตลอดเวลา สามารถสอบย้อนกลับได้ ตลอดจน การกระจายและขนส่งสินค้า ต้องรักษาผลิตภัณฑ์, ป้าย Batch และบรรจุภัณฑ์ตลอดเวลา ข้อมูลสามารถนำมาใช้กรณีเรียกคืนสินค้าได้ ใช้พาหนะที่เหมาะสม ส่วนการบันทึกข้อมูลต้องมีประสิทธิภาพสำหรับกรณีตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในกรณีที่ผู้ขนส่งเป็นบุคคลที่สาม ผู้กระจายผลิตภัณฑ์ยาจะต้องแจ้งผู้ขนส่งถึงสภาวะในการขนส่งที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ยา หากมีการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ยา ณ สถานที่ระหว่างการขนส่ง ต้องมีการตรวจติดตามอุณหภูมิ ความสะอาด และมาตรการความปลอดภัย เป็นต้น
นายณัฐภูมิ เปาวรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจคลังสินค้า ไซโลและห้องเย็น กล่าวถึง เมกะเทรนด์แนวโน้ม
ของห้องเย็น (Cold Storage) ในประเทศไทยมี 3 ประการ คือ 1.Robotic & Automation ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และอัตโนมัติในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้อง แม่นยำ โดยเฉพาะในวงการอาหารและยาสำคัญมาก เพราะในการจ่ายสินค้าแต่ละครั้ง ผลิตภัณฑ์เดียวกันแต่หากส่งผิดลอต จะก่อให้เกิดปัญหาทันที
2.Data-Driven Business ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล ตรวจสอบย้อนกลับได้ และแสดงบน Dashboard เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงในอนาคตได้และ 3.Pharmaceutical & Healthcare เป็นแนวโน้มสำคัญจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของไทย และโควิด-19 ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น เช่น Vaccine at Home ระบบแพทย์ทางไกล
ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้โซ่ความเย็น (Cold Chain) เกิดความสำเร็จ ได้แก่ 1.Certification Standard & Operation Excellence ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ในอนาคตจะต้องผ่านการรับรองด้วยมาตรฐาน GMP & HACCP, ISO 9001,ISO 14001 และ GSDP (Good Storage and Distribution Practise) เพื่อความมั่นใจในระบบบริหารจัดการมีคุณภาพเป็นต้น 2.การพัฒนานำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น (Smart Warehouse-Cold Storage & Technology) เช่น ด้าน Smart Warehouse นำระบบ AI Camera ช่วยแคปเจอร์ภาพ คัดแยกผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่าใช้สายตาคน, QR Code & Scanner, ASRS (Automated Storage and Retrieval System) ระบบจัดเก็บและดึงข้อมูลอัตโนมัติเพื่อความแม่นยำในการจัดเก็บและการหยิบจ่าย, IoT Temperature Sensor เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิอย่างแม่นยำ เป็นต้น ด้าน Smart Transport มีความสำคัญ ไม่แพ้กัน จะมีการนำ AI Control Tower, Smart GPS Track & Trace เข้ามาช่วยติดตามและควบคุมคุณภาพ Smart Information การเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์สามารถโชว์ข้อมูลบน Dashboard และนำมาใช้วิเคราะห์พัฒนาต่อไปได้