#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/623623

วันพุธ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group-MWG) จัดกิจกรรมเนื่องในวันผู้อพยพย้ายถิ่นสากล (International Migrant Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 18 ธันวาคม ของทุกปี โดยในปี 2564 นี้มีการจัดเสวนาเรื่อง “แรงงานข้ามชาติในช่วงโควิด:จะวนลูปหรือมูฟออน” เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2564 ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ(FCCT) อาคารมณียา ย่านชิดลม กรุงเทพฯ
นายอดิศร เกิดมงคล เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ แสดงความเป็นห่วงปัญหาการลักลอบเข้าประเทศ ซึ่งมีการลักลอบเข้ามาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2563 และมาเพิ่มมากขึ้นในปี 2564 หลังช่วงเดือน มี.ค. 2564เป็นต้นมาจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดซึ่งตนเข้าใจว่าเกิดจาก 2 ส่วน คือ 1.เริ่มมีการเปิดให้มีจ้างงานอย่างเป็นระบบ กิจการต่างๆ เปิดดำเนินการได้มากขึ้น จึงมีการดึงแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา กับ 2.สถานการณ์การเมืองในเมียนมา จึงมีคนจำนวนหนึ่งที่หลบหนีการปราบปรามและผลกระทบทางการเมืองเข้ามาทำงานในไทย
“ปัญหาที่เห็นได้ชัดขึ้นคืออุบัติเหตุจากการเดินทางของคนงาน เฉพาะเดือน พ.ย.-ต้น ธ.ค.ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว 7-8 ครั้ง มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุแล้ว11 คน บาดเจ็บ 47 คน สะท้อนให้เห็นว่าหากสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้อยู่ การย้ายถิ่นอย่างปลอดภัยในการทำงานก็ไม่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดจากดนโยบายของรัฐที่ไม่มีความชัดเจนเรื่องการเปิดให้คนเดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่” นายอดิศร กล่าว
นายอดิศร กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งรัฐบาลต้องทำคือ 1.จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวในการในการรองรับแรงงานข้ามชาติในข่วงสถานการณ์โควิด โดยเฉพาะเมื่อเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนเข้ามา แต่ยังไม่มีแผนรับมือที่เหมาะสม ซึ่งการระบาดจะเกิดขึ้นรุนแรงในกลุ่มแรงงานข้ามชาติอีกหรือไม่ เพราะเชื้อโอไมครอนแพร่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดิม และสุดท้ายจะกลับเข้าสู่วงจรเดิม คืออาจต้องมีการปิดชายแดนหรือปิดกิจการอีกปัญหาก็จะแก้ไม่จบ 2.ต้องพิจารณามาตรการในการจัดการคนข้างใน คือป้องกันไม่ให้แรงงานหลุดจากระบบ ทำให้ระบบการจดทะเบียนการขออนุญาตทำงานมีความสะดวกมากขึ้นและค่าใช้จ่ายถูกลง
3.การจัดการพื้นที่ชายแดน ต้องมีความชัดเจน มีค่าใช้จ่ายในการคัดครองที่ไม่แพงมาก กรณีนักท่องเที่ยวยังเปิดให้เข้ามาแบบไม่ต้องกักตัว แรงงานเหล่านี้ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นไปได้หรือไม่ 4.เรื่องการนำเข้าแรงงาน แม้รัฐบาลจะเปิดให้มีการนำเข้า แต่ก็ยังเจอปัญหาค่าใช้จ่ายที่แพง ต้องมีการตรวจโรคโควิดเพิ่ม และการกักตัวตามเงื่อนไข แต่พื้นที่กักตัวตามด่านต่างๆ ไม่เพียงพอ จึงทำให้นโยบายและเอ็มโอยูของรัฐบาลอาจจะทำได้น้อยหรือแทบทำไม่ได้เลย
ด้าน น.ส.ศิรดา เขมานิฏฐาไท อาจารย์สำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางภาครัฐพยายามแก้ปัญหาแรงงามข้ามชาติมาตลอด โดยพยายามจัดการให้แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศให้เข้าสู่ระบบ ดังนั้นหากจะมีการจะเปิดลงนามความร่วมมือ (MOU) นำเข้าแรงงานครั้งใหม่รอบพิเศษ อยากจะให้มีลักษณะของการที่เปิดช่องทางให้กับชาวเมียนมาหรือแรงงานข้ามชาติที่ต้องการจะเข้ามาทำงานในไทย ให้มีช่องทางเข้ามาทำงานได้ง่ายมากขึ้น และสามารถเข้าสู่ระบบได้
“ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถจะห้ามการข้ามแดนมาได้ จึงควรให้มีระบบที่เข้าถึงได้ง่ายๆ ถ้าเกิดรัฐไทยมีความกลัวเรื่องโรคระบาดการเข้าระบบก็จะทำให้ทุกอย่างมันอยู่ในร่องในรอยมากขึ้น ถ้าทำให้เขาอยู่ในระบบและมีแรงดึงดูดให้เขาเข้ามาอยู่ในระบบได้ ก็จะเป็นผลดี จะทำให้เห็นภาพ ตัวเลขต่างๆ และควบคุมได้ง่ายขึ้นในเชิงการปฏิบัติจึงต้องมีระบบที่ทำให้เขาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนที่เหมาะสมด้วย”น.ส.ศิรดา ระบุ
ภายในงานยังมีเสียงสะท้อนจากแรงงานข้ามชาติ อาทิ นายปอด สังตัวแทนแรงงานก่อสร้างกล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 พวกตนอยู่อย่างลำบากมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน เรื่องของรายได้ เนื่องจากถูกสั่งปิดตั้งแต่เมื่อมีการระบาดของโควิด เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนครึ่งที่ไม่มีรายได้ ในส่วนอาหารก็ต้องอาศัยการบริจาคจากมูลนิธิต่างๆ ซึ่งในแคมป์คนงานของตนมีอยู่ประมาณ 200 คนที่ได้รับผลกระทบ ในส่วนของวัคซีนมีแรงงานหลายคนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 หรือคนที่ได้รีบการฉีดเข็มที่ 1 ก็ยังไม่รู้ว่าตนเองจะได้ฉีดเข็ม 2 เมื่อไหร่
Yin Htwe ตัวแทนแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา กล่าวว่า ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 2564 แรงงานข้ามชาติค่อนข้างเข้าถึงวัคซีนได้ยากลำบาก เพราะไม่รู้ว่าจะติดต่อช่องทางไหน แต่หลังจากที่ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและมูลนิธิรักษ์ไทยก็ได้ช่วยกันติดตามวัคซีนให้ ทั้งในส่วนที่เป็นแรงงานในระบบมีประกันสุขภาพ และแรงงานเถื่อนไม่มีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย อีกทั้งตอนนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสภากาชาดไทยในเรื่องการจัดการหาวัคซีนให้วอล์กอินเข้าไปฉีดได้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ได้
ทั้งนี้ ตนคิดว่าว่าแรงงานข้ามชาติทั้งหมดก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนเช่นเดียวกับคนไทย แต่ก็ยังพบปัญหาในส่วนของคนที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน หรือคนที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ หรือ จ.สมุทรสาคร ไม่มีอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) คอยช่วยดำเนินการ อาจจะเข้าถึงข้อมูลการฉีดวัคซีนได้ค่อนข้างลำบาก ในมุมมองของตนการบริหารจัดการวัคซีนเพื่อให้แรงงานต่างชาติทุกคนได้เข้าถึงนั้น ควรจะลงลึกไปถึงระดับสำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือสถานีอนามัยในแต่ละเขตแต่ละพื้นที่ อยากให้มีประกาศว่าแรงงานข้ามชาติสามารถเข้ามาฉีดได้
“นอกจากนั้นการมีจิตอาสาหรือล่ามแปลเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้แรงงานข้ามชาติได้ฉีดวัคซีนก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งระบบของรัฐไทยยังมีปัญหาเรื่องการจัดหาล่าม การประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อให้แรงงานข้ามชาติได้รับรู้และเข้าถึงข้อมูลการฉีดวัคซีน ถ้าเป็นไปได้พื้นที่ต่าง ๆ ควรดำเนินการในเรื่องนี้ด้วย” Yin Htwe กล่าว