ที่สุดแห่งความภูมิใจ‘แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์’กับรางวัล‘คนดปิดทองหลังพระ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623924

ที่สุดแห่งความภูมิใจ‘แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์’กับรางวัล‘คนดปิดทองหลังพระ’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“หลายคนเคยพูดว่า “ทำดีแล้วไม่เห็นได้ดี” ในความคิดส่วนตัวทำดีแล้วได้ความรู้สึกที่ดีทันทีที่ทำ แต่เรื่องการหวังผลด้านอื่น บางครั้งก็ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งในส่วนของผลลัพธ์ที่ได้รับทันทีนั้นคือ การขัดเกลาจิตใจและลดกิเลสตนเองนั่นเอง ความจริงแล้ว ทุกคนมีสิทธิที่จะทำความดีไม่ว่าจะยากดีมีจน แค่เป็นคนธรรมดาที่มีใจอยากช่วยเหลือสังคม ก็ทำความดีได้แล้ว”

นี่เป็นหนึ่งในแนวความคิดของ “คุณหมอต้อย” แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ ซีอีโอหญิงเก่ง ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด บริษัทขายตรงที่เป็นแบรนด์ไทยที่เติบโตสู่ระดับสากล นักธุรกิจหญิงที่พา “กิฟฟารีน” กวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน  

นอกจากรางวัลแห่งความสำเร็จที่กิฟฟารีนฯ ได้รับมาแล้วนั้น แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ ยังตอกย้ำความสำเร็จในด้านการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ล่าสุดจากการได้รับรางวัล “ผู้ปิดทองหลังพระ ประจำปี 2564” ในฐานะนักธุรกิจคนไทยที่คืนกำไรสู่สังคมด้วยการให้แก่ผู้ยากไร้ ซึ่งคุณหมอต้อยได้กล่าวถึงรางวัลนี้ว่า “ชื่นชมสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ที่จัดให้มีรางวัลนี้ขึ้นมา เชื่อว่ารางวัลนี้จะเป็นขวัญและกำลังใจให้คนไทยหลายคนที่ทำความดีและถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งในชีวิตที่ได้รับรางวัลนี้ รวมทั้งถือโอกาสนี้ขอบคุณคณะกรรมการอย่างมากที่พิจารณาให้ได้รับรางวัลในครั้งนี้

โดยส่วนตัวชอบคำว่า “ปิดทองหลังพระ” มาก เพราะอยู่ในแนวพระราชดำริ มันเป็นอะไรบางอย่างที่เหมือนทดสอบความรู้สึกของเราเองว่า จริงหรือที่เราอยากจะทำเรื่องดีๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน และเชื่อไหมว่าเมื่อทำซ้ำๆและบ่อยครั้ง เราจะพบว่าการทำความดีแบบปิดทองหลังพระ คือการทำดีที่สร้างความปีติสุขอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าผู้ที่เราช่วย เช่น สัตว์ ทารก คนพิการ หรืออาจไม่มีใครรับรู้การกระทำของเราเลยก็ตาม เราก็มีความสุขจากการมองเห็นเขาเหล่านั้นมีชีวิตที่สิ้นทุกข์และปลอดภัย”

มาถึงวันนี้ นอกจากการดูแลองค์กรที่ต้องทำ CSR แล้ว คุณหมอต้อย ย้ำว่า ในฐานะที่เรามุ่งมั่นว่ากิฟฟารีนจะต้องเป็นองค์กรที่คืนกำไรสู่สังคมด้วย เราก็ต้องทำความดีที่ออกสื่อด้วยโดยตลอดเพื่อแสดงจุดยืนของ Brand ว่าเราเป็นองค์กรที่พร้อมจะดูแลสังคม แต่ขอยืนยันว่า ในชีวิตส่วนตัวบ่อยครั้งที่จะทำความดีหรือสร้างกุศลในทุกครั้งที่สามารถทำได้แบบปิดทองหลังพระ  

“ในส่วนตัวได้มีช่วยเหลือทั้งคนและสัตว์มากมาย ครั้งหนึ่งเคยไปช่วยย้ายสวนสัตว์ดุสิต ทางสวนสัตว์ไม่ได้ขอให้ไปช่วยนะคะ แต่เราขอเข้าไปช่วยเองด้วยความคิดเพียงอย่างเดียวคือ อยากให้สัตว์ที่มีอายุมากได้รับการย้ายอย่างนุ่มนวล ไม่กระทบกระเทือน เช่น ฮิปโปแม่มะลิ และสัตว์ที่มีคอยาว เช่น ยีราฟ ก็ทำให้การโยกย้ายเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย ด้วยการสร้างกรงที่ปรับความสูงได้ เพราะการเดินทางไปบ้านใหม่ต้องก้มตัวลดความสูงเพื่อลอดสะพานตลอด

หลังจากนั้น ก็ไปเยี่ยมสัตว์เหล่านี้หลายครั้ง เขาไม่รู้หรอกว่าเราช่วยเขา แต่เรามีความสุขทุกครั้งที่พบว่าเขามีความสุขจนถึงทุกวันนี้ และอยากจะบอกทุกท่านว่า เชื่อเถิดค่ะว่าการปิดทองหลังพระหรือการทำความดีที่ไม่หวังผล ไม่ต้องการให้ใครรับรู้ เป็นการขัดเกลาจิตใจอย่างดีที่สุด เพราะเราจะมีความโลภที่น้อยลงไม่โกรธง่าย และมีสติมากขึ้น เป็นความรู้สึกดีๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้

โดยส่วนตัวนะคะ รู้สึกเสมอว่า การทำความดีโดยที่คนไม่รู้ จะมีความสุขมากกว่าการทำความดีที่สาธารณชนรับรู้ด้วยซ้ำ คือมันเหมือนได้อะไรคนละแบบ  การทำความดี ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย หรือเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่มีใจอยากช่วยเหลือสังคมตามกำลังของตนเอง ก็ถือเป็นความดีที่ยิ่งใหญ่แล้ว โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 แบบนี้มีคนดีมากมายช่วยเหลือโรงพยาบาลเล็กๆ หรือเพื่อนมนุษย์ที่ยากลำบากทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้น ก็ไม่ได้มีเงินมากมายอะไร และก็ไม่มีใครรู้นอกจากผู้ที่เขายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ยังพูดเสมอว่าเชื่อไหมเรามีคนไทยที่เป็นคนดีมากมายกว่าที่ใครๆ คิด

คุณหมอต้อย-แพทย์หญิงนลินีไพบูลย์ ถือเป็น 1 ใน 23 “ผู้ปิดทองหลังพระ ประจำปี 2564” ที่ได้รับรางวัลจากสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย โดยมติคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พิจารณาคัดเลือกจากประวัติผลงานทำคุณประโยชน์ ผู้เสียสละเพื่อสังคมต่อเนื่องยาวนาน โดยการมอบรางวัลผู้ปิดทองหลังพระ จัดขึ้นทุกปี จะมีบุคคลสำคัญที่ได้รับเชิญเข้าร่วมเป็นเกียรติกับรางวัลนี้ เพื่อร่วมกันยกย่องเกียรติคุณ ผลงานคุณงามความดีของผู้เข้ารับรางวัลเพื่อให้ผู้เข้ารับรางวัลมีกำลังใจในการทำความดีเพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติต่อไป

ท้ายสุด คุณหมอต้อยกล่าวว่า “ทำความดีไปเถิด ทำเท่าที่ทำได้ ความสุขเกิดขึ้นทันทีที่ทำ ถ้าเข้าใจและคิดอย่างลึกซึ้ง ชีวิตคนไม่ยืนยาวนักหรอก ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ แต่ก่อนไม่เข้าใจคำพูดของคนโบราณว่า คนอายุยืนเป็นผู้มีบุญ เถียงในใจว่าเราไม่เห็นอยากอยู่จนแก่เลย มีแต่โรคภัย ร่างกายก็ร่วงโรย มาวันนี้เข้าใจแล้ว คนอายุยืนยาว คือคนที่จะมีโอกาสได้ทำความดีได้มากๆ และนานๆนั่นเอง ถ้าเขาไม่ทิ้งโอกาสอันมีค่านั้นไป”

Leave a comment