#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/625239

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
“กลุ่มเปราะบาง” หมายถึง ประชากรที่มีลักษณะบางอย่างซึ่งเป็นข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ ถูกมองอย่าง
เป็นอื่นจากสังคม สุ่มเสี่ยงถูกละเมิดสิทธิหรือแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่ง “ผู้ขายบริการทางเพศ (Sex Worker)” หรือที่นักรณรงค์สิทธิของคนเหล่านี้พยายามให้ใช้คำว่า “พนักงานบริการ” ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบางดังกล่าว จนมีการถือเอาวันที่ 17 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันสากลยุติความรุนแรงต่อพนักงานบริการ (International Day to End Violence Against Sex Workers) มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ในหลายประเทศทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย เรื่องของการ “ยุติความผิดฐานค้าประเวณี(กรณีสมัครใจและไม่ใช่เด็ก-เยาวชน)”ถูกพูดถึงอย่างมากช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยในสภาผู้แทนราษฎรก็กำลังมีการศึกษาความเป็นไปได้ ตั้งแต่การทำเพียงแก้ไขกฎหมายเดิมเพื่อยกเลิกความผิด ไปจนถึงการมีกฎหมายใหม่กำหนดให้ขึ้นทะเบียน ขณะที่ภาคประชาชนหลายองค์กรก็ใช้การรณรงค์และรวบรวมรายชื่อตามกรอบของรัฐธรรมนูญรวมถึงล่าสุดมีการจัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “หยุด ทำร้าย ตีตรา พนักงานบริการ” โดยมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2564 ที่ผ่านมา
รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครองคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะประธานมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ อธิบายสาเหตุที่การซื้อ-ขายบริการทางเพศถูกมองเป็นปัญหา ว่ามาจากฐานคิด 3 แบบ ประกอบด้วย 1.ความเชื่อในเรื่องเพศและศีลธรรม เช่น มองว่าความสัมพันธ์ทางเพศที่ดีคือต้องเป็นไปเพื่อการสืบพันธุ์เท่านั้น การซื้อ-ขายบริการทางเพศจึงเป็นสิ่งผิด ซึ่งกฎหมายของรัฐสมัยใหม่ก็ไปรับรองความเชื่อแบบนี้โดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าเกิดความไม่เป็นธรรมอย่างไรหรือไม่
2.มุมมองเรื่องการซื้อ-ขายบริการทางเพศคือการกดขี่ผู้หญิงซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องชายเป็นใหญ่จึงควรถูกกำจัดให้หมดไป แต่ในความเป็นจริงเมื่อไม่สามารถทำได้เพราะเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ชายจำนวนมาก การซื้อ-ขายบริการทางเพศจึงถูกมองว่าเป็นความชั่วร้ายที่จำเป็น และนำไปสู่การมีกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมให้อยู่เป็นที่เป็นทาง และ 3.ความกังวลด้านสุขอนามัย มองว่าการซื้อ-ขายบริการทางเพศนำไปสู่ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
“สิ่งที่รัฐทำคือไม่มีรัฐไหนกำจัดให้หมดสิ้นไป แต่ใช้วิธีรับรองโดยกฎหมายเฉพาะ คำถามคือแล้วมันเป็นปัญหาตรงไหน? เวลาเราใช้กฎหมายเฉพาะ มันเป็นการบอกว่าคนกลุ่มนี้ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป มันต้องใช้กฎหมายเฉพาะ ซึ่งเป็นการหล่อเลี้ยงการตีตราประณาม บวกกฎหมายของรัฐ มันนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่มาก” รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ กล่าว
เช่นเดียวกับ สุรางค์ จันทร์แย้มผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ ที่กล่าวว่า เป็นเวลา 61 ปี นับตั้งแต่มีกฎหมายกำหนดให้การขายบริการทางเพศเป็นอาชีพผิดกฎหมาย คือ พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาจนถึงกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ถึงปัจจุบัน คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 รัฐเชื่อว่าการมีกฎหมายห้ามไว้จะทำให้อาชีพดังกล่าวหมดไป แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีคนเลือกเข้ามาทำอาชีพนี้แม้ในทางสังคมจะมีการตีตรา (Stigma) มองในแง่ลบ นั่นเป็นเพราะผู้ที่เลือกทางนี้มีความจำเป็น
นอกจากนั้นมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ เช่น เจ้าหน้าที่มีการนำข้อหาในกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วมาใช้อาทิ ข้อหาเตร็ดเตร่ ซึ่งอยู่ใน พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 แต่พ.ร.บ.นี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ส่วน พ.ร.บ.ที่ยังบังคับใช้อยู่คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ก็ไม่มีข้อหาดังกล่าว หรือนำข้อหาที่ไม่เคยปรากฏในกฎหมายใดๆ เลยมาใช้อาทิ ค้าประเวณีในวันสำคัญทางศาสนาบดบังทัศนียภาพอันสวยงาม เป็นต้น
“เราเห็นด้วยที่จะยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 และเราคิดว่าเราสู้ไม่ถอย เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นสิ่งที่สร้างปัญหาที่เราก็พูดกันมา ทีนี้การที่จะมีกฎหมายขึ้นมาใหม่ การขึ้นทะเบียนอะไร เห็นด้วยว่าเราคงต้องคุยกันเยอะ เราอาจจะไม่ต้องรีบทำให้มันเสร็จภายใน 1-2 เดือน หรือปีนี้ ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว คงต้องใช้เวลาคิดให้มันรอบทุกด้าน” สุรางค์ ระบุ
ผอ.มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการยังตั้งข้อสังเกตถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันคือ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509ด้วยว่า กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถจัดตั้งสถานบริการได้ แต่ไม่ได้กล่าวถึงพนักงานในสถานบริการ ดังนั้น ต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไข โดยระบุสถานะความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้างอย่างชัดเจน เพื่อให้พนักงานในสถานบริการเข้าข่ายได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็จะสามารถทำธุรกิจได้โดยการจ่ายภาษีเข้ารัฐเหมือนกิจการอื่นๆ ไม่ต้องเสียเงินให้รั่วไหลลงใต้ดินอีกต่อไป
สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวว่า มูลนิธิฯ ทำงานกับประชากรกลุ่มเสี่ยงหลากหลายกลุ่ม ซึ่งผู้ขายบริการทางเพศก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยการกำหนดให้อาชีพขายบริการทางเพศเป็นความผิดตามกฎหมาย นอกจากความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่จนนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายแล้ว ยังพบการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ได้มาจากความตั้งใจบังคับใช้จริงๆ แต่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วย
ส่วนแนวคิดเรื่องให้แก้ไขกฎหมายจากการห้ามค้าประเวณีโดยเด็ดขาดเป็นการอนุญาตภายใต้การขึ้นทะเบียน ในความเป็นจริงคนทำอาชีพนี้ไม่ได้ทำอย่างถาวร เป็นเพียงงานชั่วคราวอีกทั้งไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ใด ดังนั้น รัฐควรเปลี่ยนมุมมองจากการใช้กฎหมายเพื่อกำหนดเป็นความผิดทางอาญา เป็นการใช้เพื่อคุ้มครองและส่งเสริมคุณภาพชีวิต ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนมากกว่า
“สถานการณ์โควิดก็ชัดเจนอีกเช่นเดียวกัน เขาไม่ถูกนับเป็นอาชีพที่รัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือเยียวยา นั่นเป็นเพราะคุณไม่ยอมรับการทำงานของเขา แต่ในขณะเดียวกันจริงๆ แล้วเขาก็เป็นอาชีพที่สร้างเม็ดเงิน แล้วก็สร้างเศรษฐกิจให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก ทำให้ GDP(ผลิตภัณฑ์มวลรวม) เติบโต เพราะงานบริการเป็นงานที่นำพาเอานักท่องเที่ยวหรือเม็ดเงินเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมาก แต่เรากลับเพิกเฉยที่จะไม่ดูแลเขา” สุภัทรายกตัวอย่าง
วงเสวนานี้ยังมีตัวแทนจากพรรคการเมือง โดย ศาสตรา ศรีปานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา พรรคพลังประชารัฐในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยอมรับว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายห้ามค้าประเวณี แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้ทำให้การขายบริการทางเพศหมดไป ซึ่งเป็นเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจ คนต้องการเงินไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่นั่นก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่แต่ละคนเลือกว่าจะทำหรือไม่ ปัญหาคือคนกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงสวัสดิการด้านต่างๆ ของรัฐ
ดังนั้น “ถึงเวลาแล้วที่ประเด็นนี้ต้องถูกนำมาพูดคุยกันอย่างจริงจังโดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง” เช่น กระทรวงต่างๆ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่รัฐ ให้มองอาชีพดังกล่าวเป็นเพียงอาชีพหนึ่ง นอกจากนี้ ในการประชุมของ กมธ.ยังมีการพูดถึงปัญหาตั้งแต่การเรียกรับผลประโยชน์ (ส่วย) ไปจนถึงการล่อซื้อ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น ขณะที่ประเด็นการขึ้นทะเบียน ยอมรับว่าจากที่เคยพูดคุยกับพนักงานบริการ หลายคนกังวลเรื่องนี้มาก
“ถ้าเกิดเอาเขาไปลงทะเบียนอะไรต่างๆ หลายๆ คนเขาบอกว่าเขาไม่ได้ต้องการอย่างนั้น เขาแค่ต้องการเข้าถึงสวัสดิการเท่านั้น แล้วก็ให้เป็นอาชีพที่เท่าเทียมกัน เขามีความคิดว่าเขาก็ยังห่วงเรื่องการแต่งงานกัน เพราะว่าคนที่ทำอาชีพนี้ในสังคม เราต้องให้ความรู้เป็นอย่าง
มากแล้วก็ต้องใช้เวลามากคนถึงจะเข้าใจ” ศาสตรา ระบุ
ขณะที่ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการเด็ก เยาวชน สตรีผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ยอมรับว่า การผลักดันให้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเมื่อนำเรื่องราวมาไว้บนโต๊ะก็จะพบความต้องการของทุกฝ่าย อาทิ1.ผู้ประกอบอาชีพ หรือพนักงานบริการเช่น ทำให้อาชีพนี้ไม่เป็นความผิดทางอาญาได้หรือไม่ สิทธิด้านสุขภาพและความปลอดภัยควรเป็นอย่างไร ไปจนถึงความกังวลด้านข้อมูลส่วนบุคคล
2.ผู้ประกอบการ ในขณะที่ฝ่ายพนักงานต้องการการคุ้มครองเรื่องผลตอบแทนที่เป็นธรรม อีกมุมหนึ่งก็ต้องคุ้มให้เจ้าของกิจการยังคงประกอบธุรกิจอยู่ได้ด้วย ซึ่งต้องวิเคราะห์ปัจจัย 5 ด้าน คือความเข้มข้นในการแข่งขันทางธุรกิจนั้น อำนาจต่อรองของผู้ให้บริการ อำนาจต่อรองของลูกค้า การมาของคู่แข่งรายใหม่ และเทคโนโลยี 3.รัฐ ต้องการรายได้ผ่านการจัดเก็บภาษี มาตรการกำกับดูแลสถานประกอบการ และ 4.ลูกค้า หรือผู้ใช้บริการต้องการอะไร
ส่วนประเด็นการขึ้นหรือไม่ขึ้นทะเบียน เรื่องนี้ยังถกเถียงกันไม่มีข้อสรุป แต่ก็อยากชวนคิดในมุมของการตลาด ว่าหากความต้องการใช้บริการมีมากกว่าจำนวนพนักงานบริการ ราคาก็จะแบบหนึ่ง แต่หากพนักงานบริการมีจำนวนมากกว่าความต้องการใช้บริการ ราคาก็จะอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นที่บอกว่าคนตัดสินใจขายบริการทางเพศเพราะปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่การไม่มองเรื่องการตลาด ท้ายที่สุดแม้เข้ามาทำอาชีพนี้ก็อาจยังเอาตัวไม่รอดก็ได้
“เข้าใจคำว่าตีตรา แต่เวลา Discuss (สนทนา) เวลาเราแบกคำว่าตีตราไว้มันเป็น Propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) เหมือนกัน การที่มีคนมาบอกว่าเรากำลังถูกตีตรา เราเข้าใจว่าเราต้องลุกขึ้นสู้ แต่การที่เราแบกคำนี้ไว้ เราไม่เคลื่อนที่ ไม่ผลักมันไป มันจะมีฝ่ายที่กอบโกยผลประโยชน์จากสิ่งที่เราแบกรับอยู่ ฉะนั้นคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เปราะบางมาก แล้วเราจะผลักมันไปอย่างไรต่อไปเพื่อให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด แต่ฝากไว้ มันเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน ขึ้นหรือไม่ขึ้นทะเบียนเรายังไมได้สรุป แต่เราจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างปลอดภัยและขับเคลื่อนไปได้” ธัญวัจน์ กล่าว
ปิดท้ายด้วยมุมมองจากสื่อมวลชนธนกร วงษ์ปัญญา ผู้สื่อข่าว THE STANDARD ยอมรับว่า ที่ผ่านมาการนำเสนอข่าวของเกี่ยวกับประเด็นผู้ขายบริการทางเพศมักเป็นไปในแง่ลบ อย่างไรก็ตาม การเสนอข่าวในเชิงบวก หมายถึงการเปิดประเด็นให้ถกเถียงเรื่องสิทธิของพนักงานบริการก็พบว่ามีมากขึ้น ทั้งนี้ การสื่อสารในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของสื่อสังคมออนไลน์ (SocialMedia) มีลักษณะเป็นการสื่อสาร2 ทาง (2 Ways Communication)
ที่ทั้งคนทำสื่อและผู้รับสารจะได้รับรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งเมื่อสื่อมวลชนนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับการขายบริการทางเพศ ตลอดจนประเด็นอื่นๆ ที่สังคมไทยยังมีการถกเถียงกันอย่างมาก หรือแม้แต่บางส่วนก็ไม่เปิดใจยอมรับ ก็จะพบการแสดงความคิดเห็นในหลากหลายแง่มุม ทำให้สื่อเองก็ต้องระมัดระวังการใช้ถ้อยคำ และทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังรายงานให้มากขึ้น
“สื่อมวลชนต้องทำการบ้านให้มากขึ้น แล้วต้องตระหนักมากขึ้นกว่าเดิมที่เราเคยเห็นพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์สมัยก่อน ที่เราเห็นการใช้คำหรือวิธีการที่ไม่พึงระวังในแง่ไป Bully (เหยียด) ผลิตซ้ำ หรือทำให้เกิดการเหยียดหรือกระทบกระเทือนทางจิตใจ หรือไป Judge (ตัดสิน)
พนักงานบริการ ที่ทำให้ถูกมองเป็นอื่นหรือกลายเป็นอาชีพที่เป็นอะไรบางอย่างที่ตกเป็นเหยื่อของสังคม มากกว่าพูดถึงคุณภาพชีวิตหรือปัญหาอย่างอื่น” ธนกร กล่าว
