โอมิครอนล้อมอเมริกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/626138

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาทิตย์ก่อนมีการรายงานว่าพบสายพันธุ์โอมิครอน 33 รัฐเผลอแป๊บเดียว อาทิตย์นี้แจ๊กพอตแตกใช้เวลาแพร่กระจายไม่กี่วันก็ครอบคลุมทุกรัฐในอเมริกาเรียบร้อยแล้วโอมิครอนมาเยือนอเมริกาช่วงคริสต์มาสราวกับมาแจกของขวัญแทนซานต้ายังไงยังงั้นแต่ดูทรงแล้วไม่น่าจะใช้ของขวัญจากซานต้าแต่น่าจะมาจากซาตานมากกว่า

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติหรือ CDC แถลงว่าตอนนี้โอมิครอนคิดเป็น 73.2% ของเคสผู้ติดเชื้อรายใหม่อาการหนักสุดคือรัฐแถวอีสต์โคสต์ นิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์นี่อาการหนักหนาสาหัสมากลามไปถึงแถวบ้านคนเขียนคือในโซนมิดเวสต์พุ่งใส่รัฐทางใต้แบบโหดสัส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงพรรครีพับลิกันที่พวกนี้สนับสนุนทรัมป์ จึงไม่ยอมไปฉีดวัคซีน โดยหารู้ไม่ว่าตาลุงผมเป๋เนี่ยแกฉีดเข็มกระตุ้นไปแล้ว

เรื่องที่ตาลุงผมเป๋ไปฉีดวัคซีนเข็มสามสร้างความไม่พอใจกับบรรดาแฟนคลับของลุงถึงกับตะโกนโห่ใส่เลยทีเดียวคือมีสัมภาษณ์ลุงผมเป๋ในรายการนักจัดชื่อดัง บิล โอ’ไรลลีย์ ที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ซึ่งนับว่าเป็นรัฐฐานเสียงของตาลุงผมเป๋แบบสุดลิ่มทิ่มประตูเมื่อถูกถามว่าตาลุงผมเป๋ฉีดเข็มสามหรือยัง

ลุงแกก็ตอบเสียงดังฟังชัดว่าฉีดแล้วเท่านั้นแหละกลุ่มสาวกที่เข้าชมรายการโห่ฮาด่าทอเสียงดังด้วยความไม่พอใจสุดๆ

แม้สาวกตาลุงผมเป๋จะไม่ถูกใจสิ่งนี้ แต่หมอเฟาซี่กับลุงโจยิ้มพอใจบรรดาสาวกทั้งหลายควรแหกตาดูบ้างนะ อย่าเอาแต่งมงายต่อต้านวัคซีนขนาดคนที่ต่อต้านวัคซีนตัวพ่ออย่างทรัมป์ยังไปฉีดแล้วจะต่อต้านหาพระแสงอะไรนักหนาการไม่ยอมไปฉีดวัคซีนของพวกยู มันส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆในประเทศอย่าเอาแต่อ้างว่า “ร่างกายของฉัน สิทธิของฉัน” ตะบี้ตะบันอยู่อย่างนี้

โจ ไบเดน ขอร้องอเมริกันที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนหรือฉีดไม่ครบให้เร่งไปฉีดวัคซีนด่วนๆ เพราะพวกนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะต้องนอนโรงพยาบาลหรือตายได้ทุกเมื่อว่าแล้วก็งัดเรื่องตาลุงผมเป๋มาบอกว่าดูซี้ ขนาดอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไปฉีดเข็มบูสเตอร์มาแล้ว

ลุงโจประกาศแผนตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนและตรวจหาเชื้อโควิดเพิ่มทั่วประเทศและจะแจกชุดตรวจโควิดฟรี จำนวน 500 ล้านชุด ให้แก่ครอบครัวชาวอเมริกันตั้งแต่เดือนม.ค.ปีหน้า แต่เชื่อเถอะไอ้พวกที่ไม่ยอมฉีดก็ไม่ฉีดอยู่นั่นเอง ตัวใครตัวมันก็แล้วกันงานนี้ขนาดหลายรัฐหลายเมืองออกมาแจกเงิน ยังไม่ยอมไปฉีดเลยรัฐที่ผู้เขียนอยู่ไม่แจกอะไรเลย แต่ก็ยอมไปฉีดแหละเพราะกลัวโควิด

กลุ่มที่ปวดหัวหนักมากคือหมอและพยาบาลต่างโอดครวญว่ารับมือไม่ไหวแล้ว รัฐบาลเลยเตรียมส่งแพทย์ทหารพยาบาล และเจ้าหน้าที่การแพทย์ราว 1,000 คน ลงพื้นที่ช่วยเหลือโรงพยาบาลต่างๆ ที่มีผู้ป่วยโควิดล้นมืออยากให้พวกที่ตะโกนถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” มาอ่านข่าวนี้จังจะได้เลิกถาม

คนรอบตัวของผู้เขียน นั่นคือบรรดาเพื่อนฝรั่งอั้งม้อยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในบ้าน แต่จะนัดมารับของขวัญคริสต์มาสโดยวางไว้นอกบ้าน แล้วเปิดประตูไปทักทายแบบไม่ออกนอกบ้าน

ผู้เขียนใส่หน้ากากกันไว้ก่อน ในขณะที่บรรดาฝรั่งนั่งอัดมาจนเต็มรถไม่มีใครใส่หน้ากากเลย ทั้งที่ยังไม่ได้ฉีดเข็มสาม เห็นแล้วน่ากลุ้มใจแทนเพราะในช่วงเวลาแห่งความสุขแบบนี้ โอมิครอนจัดหนักจัดเต็มจนมีคนตายคนแรกในอเมริกาหักล้างแนวคิดที่ว่าโอมิครอนอาการไม่หนักเท่าเดลต้า แต่ลืมคิดไปว่าหากภูมิคุ้มกันไม่ดี แถมไม่ได้ฉีดวัคซีนโอมิครอนก็คร่าชีวิตทุกคนได้ไม่เลือกหน้าผู้เสียชีวิตรายแรกจากโอมิครอนในอเมริกาอายุแค่ห้าสิบเศษๆเป็นชายในรัฐเท็กซัสอย่างที่บอกแหละว่ารัฐนี้เป็นฐานเสียงพรรครีพับลิกันที่โยงไปเกี่ยวกับการเมือง เพราะรัฐไหนที่เป็นฐานริพับลิกันรัฐนั้นจะมีอัตราการฉีดวัคซีนน้อยกว่ารัฐที่เป็นฐานเสียงเดโมแครตชายคนที่ว่านี้ไม่ได้ฉีดวัคซีนอะไรทั้งนั้นพอเจอโอมิครอนที่คิดกันว่าไม่น่ากลัวเท่าเดลต้าเลยเสียชีวิตในวัยแค่ห้าสิบกว่าๆ น่าเสียดายแท้ๆ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าคุณสมบัติของโอมิครอนที่แพร่กระจายได้เร็วทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 2 เท่าตัวในทุกๆ 1.5-3 วัน และยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนพอจะฟันธงได้ว่าจะก่ออาการป่วยที่รุนแรงมากกว่า เดลต้าหรือไม่

แม้แต่ชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ก็อาจจะติดเชื้อโอมิครอนได้เจ้าหน้าที่พบการติดเชื้อแบบฝ่าภูมิคุ้มกัน (breakthrough infections) เพิ่มขึ้นในกลุ่มประชากร 61%ที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว รวมถึง 30% ที่ได้รับวัคซีนบูสเตอร์

เห็นยอดคนป่วยแต่ละวันแล้วหัวใจจะวายระบบสาธารณสุขไม่ว่าจะเทพขนาดไหนรับมือไม่ได้แน่สำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯหรือ FDAเลยอนุมัติให้ใช้ยาแพกซ์โลวิดเป็นกรณีฉุกเฉินสำหรับผู้ป่วยโควิดอายุ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางและมีความเสี่ยงสูงที่อาการจะลุกลามคือต้านไว้ก่อนที่จะหามมาโรงพยาบาล แต่ก็ยังต้องใช้ใบสั่งแพทย์เดินโทงๆ ออกไปร้านหมอตี๋เหมือนที่บ้านเราไม่ได้ขนาดสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแต่อเมริกันก็ทำเหมือนไม่รู้ว่าโลกนี้มีการระบาดของโควิดยังคงใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไอ้ที่ป่วยก็ป่วยไป ตายก็หามไปฝังทำนองนั้นเพราะขนาดมีข่าวให้เห็นตั้งแต่ช่วงโควิดระบาดใหม่ๆ ว่าไม่ควรไปเที่ยวเรือเดินสมุทรไม่ว่าจะแล่นไปเส้นทางไหนแต่พี่มะริกันไม่สน กูจะเที่ยวซะอย่าง จะทำไมว่าแล้วก็แห่ลงเรือรักเรือสำราญกันคับคั่ง สุดท้ายความซวยมาเยือน

มีการติดโควิดกันในเรือสำราญรอยัล แคริบเบียนทั้งๆ ที่คัดกรองอย่างดีว่าผู้โดยสารทั้งหมดได้รับการฉีดวัคซีนแล้วนี่แหละแต่ระบาดจัดหนักในเรือจนได้ ไม่ใช่เฉพาะลำเดียวหากเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้กระจายไปทุกลำจนบรรดาประเทศที่อเมริกันด้อยค่าว่าเป็นประเทศโลกที่สามอย่างแถบแคริบเบียนไม่ยอมให้เรือเหล่านี้เข้าเทียบท่า

ไม่เฉพาะเรือรักเรือสำราญ ช่วงนี้เป็นเทศกาลคริสต์มาส ที่ใครๆ ก็บินกลับบ้านกันอารมณ์ประมาณสงกรานต์บ้านเราปรากฏว่ามะริกันไปตกคลั่กอยู่ในสนามบินทุกแห่งทั่วอเมริกาเพราะสายการบินในอเมริการะงับเที่ยวบินเกือบ 1,000 เที่ยว ตั้งแต่วันคริสต์มาสอีฟและวันคริสต์มาสเนื่องจากนักบินและพนักงานติดโควิด

จากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flight Aware.com รวม 2 วัน มีการยกเลิกเกือบ 2,000 เที่ยวบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ยกเลิกบริการ 230 เที่ยวบิน ขณะที่อเมริกันแอร์ไลน์ยกเลิก 90 เที่ยวบินขณะเดียวกันการระบาดของโอมิครอนทำให้เดลต้าแอร์ไลน์ต้องยกเลิกเที่ยวบิน 344 เที่ยวในวันคริสต์มาส

เฉพาะวันคริสต์มาสมีการยกเลิกเที่ยวบินกว่า 2,700 เที่ยวทั่วโลกและล่าช้า 7,049 เที่ยว สนามบินในอเมริกาที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือท่าอากาศยานนานาชาติฮาร์ทสฟิลด์-แจ็คสัน ในแอตแลนตา ท่าอากาศยานนานาชาตินวร์กลิเบอร์ตี้ในนิวเจอร์ซีย์ และท่าอากาศยานนานาชาติเจเอฟเคในนิวยอร์กทั้งสามแห่งอยู่ในสามรัฐที่มีการระบาดสูงสุดในเวลานี้

วันคริสต์มาสผ่านไปอย่างเหงาๆ ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมเพราะไม่มีหิมะ มีแต่ฝนปรอยๆ กับท้องฟ้าสีเทาทึมนับจากวันนี้อเมริกาคงเข้าสู่แดนสนธยาอีกหนแม้ในความมืดมิดก็ยังมีความหวังว่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์และเราจะสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง

Leave a comment