#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/627423

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง และสมาคม IEEE Robotics & Automation Society Thailand Chapter ผนึกความร่วมมือจัด งานสัมมนา (ออนไลน์) หัวข้อ “หุ่นยนต์การแพทย์เจเนอเรชั่นที่ 5” โดย รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงโครงการ Reinventing University : Mahidol Medical Robotics Program ว่า คณะวิศวะมหิดลได้เดินหน้าจัดการสัมมนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์การแพทย์ (Medical Robotics Seminar) ร่วมกับมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างต่อเนื่องเป็นซีรี่ส์
จากงานครั้งที่ 1 จัดร่วมกับ Imperial College London แห่งสหราชอาณาจักร ส่วนครั้งที่ 2 นี้ เราจัดร่วมกับ Shanghai Joao Tong มหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าแห่งประเทศจีน และในอนาคตอันใกล้จะจัดครั้งที่ 3 โดยร่วมกับ Johns Hopkins University ซึ่งชื่อเสียงระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เพื่อเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายด้านหุ่นยนต์ทางการแพทย์ให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งในระดับภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย สำหรับภาพรวมและการเติบโตของงานวิจัยพัฒนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์ (Medical Robotics) ในประเทศไทย เริ่มในยุคบุกเบิกเมื่อ 20 ปีก่อน
โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ก่อตั้งศูนย์วิจัย BARTLAB และได้สร้างทีมนักวิจัย นวัตกร และพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์การแพทย์ขึ้นเป็นแห่งแรกของไทย โดยทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับแพทย์ในโรงพยาบาลต่างๆ สร้างนวัตกรรมเฮลท์เทคมาจนถึงปัจจุบัน เช่น หุ่นยนต์ผ่าตัดสมอง หุ่นยนต์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง หุ่นยนต์ช่วยแพทย์อัจฉริยะ Telemedicine หุ่นยนต์ฟื้นฟูผู้ป่วย วัสดุและอุปกรณ์เฮลท์เทคเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์ฝึกสอนแพทย์ เป็นต้น ตอบโจทย์การพัฒนาเทคโนโลยี อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์และเครื่องมือแพทย์ของประเทศสู่อนาคต
ศ.กวง จง หยาง (Prof.Guang-Zhong Yang) คณบดี สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง (Shanghai Joao Tong) ที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ของประเทศจีน กล่าวถึงหุ่นยนต์การแพทย์ เจเนเรอชั่นที่ 5 ในอนาคต ว่าในโลกวิทยาการด้านหุ่นยนต์การแพทย์นั้นมีพัฒนาการต่อเนื่องมากว่า 40 ปี แบ่งเป็น 5 เจเนอเรชั่น เริ่มตั้งแต่ หุ่นยนต์การแพทย์ เจเนอเรชั่นที่ 1 ในช่วงทศวรรษปี 1980’s เริ่มจากการประยุกต์หุ่นยนต์แขนกลที่ใช้ในอุตสาหกรรมมาใช้งานทางการแพทย์ เช่น หุ่นยนต์ Puma, Neuromate
ต่อมาเจเนอเรชั่นที่ 2 ช่วงปี 1990-2003 มีการออกแบบและผลิตนวัตกรรมหุ่นยนต์การแพทย์มากมาย เช่น หุ่นยนต์ ROBODOC หุ่นยนต์ ZEUS ใช้ในการฝึกทางคลินิค CyberKnife เป็นระบบหุ่นยนต์ฉายรังสีศัลยกรรมสำหรับผ่าตัดเนื้องอก เซลล์มะเร็งและอื่นๆได้ทั่วร่างกาย และในปี 2003 หุ่นยนต์ผ่าตัด da Vinciผลงานของสตาร์ทอัพชื่อ Intuitive Surgical เปิดตัวในลอนดอนด้วยเทคโนโลยีอันก้าวล้ำเป็นที่ยอมรับในนานาประเทศ และพัฒนามาจนถึงปัจจุบันโดยครองส่วนแบ่งตลาดโลกสูงที่สุด
สำหรับเจเนอเรชั่นที่ 3 ช่วงปี 2015 จะเป็นหุ่นยนต์ที่ออกแบบและพัฒนาสำหรับการใช้ผ่าตัดเฉพาะที่ของร่างกายมนุษย์ ช่วยให้แพทย์ทำงานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคต่างๆได้ดียิ่งขึ้น เช่น da Vinci SP ในปี 2018 หุ่นยนต์ Monach ซึ่งเป็น Flexible Robot มีระบบนำทางแบบ 3D สำหรับส่องกล้องทางเดินหายใจส่วนล่าง กล่องเสียง ตรวจภายในหลอดลม เป็นต้น
ส่วนการพัฒนาหุ่นยนต์ในเจเนอเรชั่นที่ 4 เป็นการต่อยอดพัฒนาหุ่นยนต์การแพทย์ที่ใช้กับกลุ่มโรคต่างๆ โดยแบ่งเป็น หุ่นยนต์สำหรับระบบประสาท/การบาดเจ็บที่หู คอ จมูก (Neuro/ENT) หุ่นยนต์สำหรับการตรวจรักษาลำไส้ (Endoluminal) หุ่นยนต์สำหรับงานผ่าตัดช่องท้องด้วยวิธีผ่านกล้อง (Laparoscopy) และหุ่นยนต์สำหรับการผ่าตัดกระดูก (Orthopaedics) และสำหรับหุ่นยนต์การแพทย์แห่งอนาคต ในเจเนอเรชั่นที่ 5 จะเป็นไมโครโรบอตที่มีขนาดเล็กลงผสานรวมเทคโนโลยีการทำงานหลายอย่างเข้าด้วยกัน
การเปลี่ยนผ่านระบบผ่าตัดในโรงพยาบาลสำหรับอนาคตจะมี 5 ลำดับของการพัฒนาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ จากเดิมที่เป็นการผ่าตัดของแพทย์โดยไม่มีระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติใดๆ มาช่วยเลย มาเป็น 1.การผ่าตัดโดยมีหุ่นยนต์มีส่วนช่วยแพทย์ผ่าตัด 2.พัฒนาการผ่าตัดไปสู่การทำงานอัตโนมัติให้บรรลุภารกิจหลักที่ตั้งไว้ 3.ใช้ระบบอัตโนมัติในการผ่าตัดที่มีการกำหนดเงื่อนไข 4.การใช้ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติระดับสูง และ 5.ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติดำเนินการผ่าตัดตลอดกระบวนการอย่างสมบูรณ์ 100% ในที่สุด
หุ่นยนต์การแพทย์ในอนาคต จะมีคุณลักษณะ 4 อย่าง คือ 1.ความไปกันได้กับระบบ (Compliant) 2.ความต่อเนื่อง (Continuum) 3.การประสานร่วมมือ (Corporative) และ 4.เป็นที่ยอมรับในคุณภาพ (Cognitive) อุปกรณ์เครื่องมือจะมีขนาดเล็กลง แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ ความเร็วยิ่งขึ้น เช่น High-Speed Endomicroscopy, Fabrication Across Scales
ในงานนี้ ทีมคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความสำเร็จในการทำงานร่วมกับคณะวิศวะมหิดล เช่น พัฒนาหุ่นยนต์ผ่าตัดปลูกเส้นผมในประเทศไทย (Robotic Hair Transplantation) โดย รศ.นพ.รัฐพลตวงทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผมและหนังศีรษะ ได้พัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ผ่าตัดปลูกผมระบบ FUE ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วแม่นยำ
และ ผศ.นพ.วิษณุ กัมทรทิพย์ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ได้นำเสนอเกี่ยวงกับ “Siriraj NeuRoART : Experience, Expectation & Evolution” การสร้างผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์ อาทิ การพัฒนาหุ่นยนต์และอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย หุ่นยนต์ฝึกการเดิน (RAGT), Rigid Wearable Exoskeleton Lower Limb, Upper Limb Robotic Rehabilitation เป็นต้น เชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างวิศวกรและแพทย์เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้
ทีมคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดย รศ.ดร.นพ.สรยุทธ์ ชำนาญเวช ได้นำเสนอประสบการณ์ด้านพัฒนาหุ่นยนต์ผ่าตัดระบบประสาทที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “Robotic Integrated Neurosurgery in Ramathibodi Hospital” ด้วยความร่วมมือจากคณะวิศวะมหิดล ในการพัฒนาหุ่นยนต์ผ่าตัดสมอง หุ่นยนต์ผ่าตัดกระดูกสันหลังได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
นอกจากนี้ รศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์กิติยากร หัวหน้าศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ได้เผยถึงการดำเนินงานของศูนย์ MIND หรือ Medical Innovations Development Ramathibodi Center ว่า ศูนย์ฯเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเฮลท์แคร์ ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์และนักศึกษา ตลอดจนทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการช่วยจำหน่ายผลงานด้านนวัตกรรมที่ได้รับการแจ้งจดทางทรัพย์สินทางปัญญา บริหารจัดการนวัตกรรมให้เข้าสู่เชิงพาณิชย์โดยเร็ว
เพื่อให้มีการผลิตและจัดจำหน่ายต่อไปอีกด้วย!!!

