#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/626728

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
‘เฉลิมชัย’สั่งกรมปศุสัตว์เร่งแก้หมูแพงทั้งระบบ งดส่งออกไปต่างประเทศ ลดผลกระทบประชาชน
“เฉลิมชัย” สั่ง กรมปศุสัตว์ เร่งทำแผนแก้หมูแพงทั้งระบบ พร้อมเตรียมหารือ พาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเร็วที่สุด ด้าน ธ.ก.ส.พร้อมหนุนเกษตรกรเลี้ยงสุกรครบวงจร ทั้งผลิตอาหารสัตว์ การลงทุนฟาร์ม มาตรฐานป้องกันโรคระบาด ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน3มื่นล้านบาท
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้สั่งการให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาปริมาณสุกรที่ลดลง จนส่งผลให้ราคาจำหน่ายสูงขึ้น โดยต้องครอบคลุมทุกปัจจัยตั้งแต่ ปัจจัยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะอาหารสัตว์และยารักษาโรคแพง ปัจจัยการพบโรคระบาดในสุกรที่เนื่องจากต้องทำลายสุกรเพื่อควบคุมโรค อีกทั้งก่อนหน้านี้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายเล็ก รายย่อย และรายกลางเกิดความตื่นตระหนกต่อข่าวของการเกิดโรคระบาดในสุกรจึงได้เร่งขายสุกรมีชีวิตออกจากฟาร์ม เมื่อพักคอกแล้ว เกษตรกรรายย่อยและรายเล็กส่วนหนึ่งหยุดเลี้ยงเนื่องจากไม่ได้ปรับระบบการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อควบคุมโรค จึงเกรงว่า หากสุกรติดโรคระบาดจะเสียหายมาก ส่งผลให้ปริมาณสุกรในระบบการผลิตลดลง แต่ยังความต้องการบริโภคยังสูง
ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ เตรียมมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวไว้แล้ว โดยจะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันโดยเร็วต่อไป
ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้จัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาราคาสุกรสูงขึ้น 3 ระยะคือ1.มาตรการระยะด่วนได้แก่การห้ามส่งออกสุกรมีชีวิตเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อสุกรภายในประเทศให้มากขึ้น การช่วยเหลือด้านราคาอาหารสัตว์โดยเฉพาะส่วนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเช่น การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษี การจัดสินเชื่อพิเศษของธ.ก.ส. เพื่อให้เกษตรกรที่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขได้ กลับมาเลี้ยงใหม่ในพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ การตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้น พร้อม เร่งสำรวจภาพรวมสถานการณ์การผลิตสุกรเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายและมาตรการที่เหมาะสม และเพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทนโดยให้เกษตรกรใช้สุกรขุนตัวเมียมาใช้ทำพันธุ์ชั่วคราว เร่งรัดเจรจาฟาร์มรายใหญ่ในการสรรและกระจายพันธุ์และลูกสุกรขุนให้กับรายย่อยและเล็กที่ต้องการกลับเข้ามาสู่ระบบใหม่กำหนดโซนเลี้ยงและออกมาตรการบังคับใช้อย่างเหมาะสมเพื่อควบคุมโรค และเร่งรัดการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค
ส่วนมาตรดารที่2 คือมาตรการระยะสั้นได้แก่ การส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศการขยายกำลังผลิตแม่สุกรสนับสนุนศูนย์วิจัยและบำรุงสัตว์ ในสังกัดกรมปศุสัตว์และเครือข่ายคู่ขนานกับฟาร์มเกษตรกรและภาคเอกชน การศึกษาวิจัยยาและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อลดความสูญเสียจากโรคระบาด
ขณะที่มาตรการที่3 คือ มาตรการระยะยาวได้แก่ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชอื่น แล้วส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้า หรือส่งเสริมการผลิตข้าวโพดในฤดูแล้งให้มากขึ้นการยกระดับมาตรการปรับปรุงระบบ Biosecurity ในการเลี้ยงสุกรให้เป็น GAP หรือ GFM ซึ่งจะป้องกันโรคได้ดีขึ้น ใช้ยุทธศาสตร์การควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) เพื่อส่งเสริมการส่งออกสุกรไปต่างประเทศ ใช้ระบบการติดตามการเคลื่อนย้ายสุกร Tracking Smart Logistics พร้อมทั้งศึกษาและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์สุกรให้ได้สุกรพันธุ์ดีและทนทานต่อโรคระบาด ศึกษาและพัฒนาการลดต้นทุนการเลี้ยงสุกรทั้งวงจรโดยกรมปศุสัตว์จะเร่งหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากราคาเนื้อสุกรสูงขึ้นโดยเร็วต่อไป
จากการประเมินจำนวนสุกรทั้งประเทศในปี 2564 ในการตรวจสอบจากการขออนุญาตเข้าฆ่าและส่งออกพบว่า รวมสุกรขุนทั้งประเทศ 19.27 ล้านตัวแบ่งเป็น สุกรเข้าฆ่า 18.29 ล้านตัวและส่งออก 0.98 ล้านตัว หรือลดลงร้อยละ 13
ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง และประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)เผยว่า จากปัญหาราคาเนื้อสุกรแพงเนื่องจากความต้องการของตลาด ผลกระทบของโรคระบาดร้ายแรงในสุกร ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง มีราคาแพงขึ้นอย่างมาก ทำให้เกษตรกร มีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงส่งผลมายังผู้บริโภค รัฐบาลจึงเร่งออกนโยบายแก้ไขปัญหาทั้งการงดส่งออกสุกรมีชีวิต การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมภาษีรวมทั้งการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้าเพื่อช่วยเหลือด้านราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงการจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อการฟื้นฟูการผลิตสุกรผ่านธ.ก.ส.เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสุกรคุณภาพ
ขณะที่นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า จากปัญหาโรคระบาดในสุกรราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพิ่มสูงขึ้นทำให้มีผู้เลี้ยงรายใหม่ลดลง เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ธ.ก.ส.ได้จัดเตรียมสินเชื่อพิเศษส่งเสริมการเลี้ยงสุกร การเพาะปลูกผลผลิต สำหรับผลิตอาหารสัตว์ และการวางระบบการเลี้ยงมาตรฐานเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคระบาด การเพิ่มปริมาณสุกรให้ออกสู่ตลาดได้มากขึ้น จึงเตรียมสินเชื่อวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
1)สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ สำหรับเกษตรกรรายย่อยและบุคคลในครัวเรือนที่ประสงค์จะกู้เงินเพื่อไปลงทุนเลี้ยงสุกรหรืออื่นๆเพื่อเป็นการสร้างอาชีพวงเงินกู้ไม่เกิน100,000บาทต่อราย กรณีกู้เป็นค่าใช้จ่ายคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ4ต่อปี กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน12เดือน (พิเศษไม่เกิน18เดือน) นับแต่วันกู้ กรณีเป็นค่าลงทุนปีที่1-3 คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ปีที่4–5อัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.5ต่อปี) กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน5 ปีโดยปลอดชำระต้นเงิน 2 ปีแรก
2) สินเชื่อ Food Safety เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือเพื่อเป็นค่าลงทุนในการส่งเสริมการประกอบอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อัตราดอกเบี้ยกรณีเกษตรกร MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ ร้อยละ 6.5 ต่อปี) กรณีผู้ประกอบการนิติบุคคล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือองค์กร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร ดอกเบี้ย MLR (ปัจจุบัน MLR เท่ากับร้อยละ 4.875ต่อปี)พิเศษสำหรับผู้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฯหรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน กรณีเกษตรกร ดอกเบี้ย MRR-1 กรณีผู้ประกอบการ นิติบุคคลต่างๆดอกเบี้ย MLR-0.5 ระยะเวลาชำระคืน กรณีค่าใช้จ่ายหมุนเวียน ไม่เกิน 12 เดือน (กรณีพิเศษ ไม่เกิน 18 เดือนนับแต่วันกู้) กรณีค่าลงทุนไม่เกิน15 ปี
3) สินเชื่อเสริมแกร่ง SME เกษตร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือค่าลงทุนในการประกอบธุรกิจ โดยมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หรือรักษาสิ่งแวดล้อม กำหนด วงเงินกู้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยปีที่1–2ร้อยละ4ต่อปี และปีที่3–10 อัตราดอกเบี้ย MRR-1 / MLR / MOR ตามประเภทของลูกค้า (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ6.5 ต่อปี/MLR เท่ากับร้อยละ 4.875 ต่อปี และ MOR เท่ากับร้อยละ6.25 ต่อปี) กรณีที่ผู้ประกอบการสามารถนำ Platform มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ หรือมีการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ หรืออาหารปลอดภัย (Food Safety)ที่มีมาตรฐานรับรองหรือรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรต้นน้ำ หรือกลุ่มวิสาหกิจที่ได้รับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP)ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของต้นทุนวัตถุดิบ หรือเป็นธุรกิจที่นำหลักโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ องค์รวม (BCG Model) อย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 3 – 4 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี เพิ่มอีก 2 ปี ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
ปัจจุบันไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรราว190,000ราย กว่าร้อยละ90เป็นรายย่อย เลี้ยงสุกรในระบบร้อยละ30โดยเป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.จำนวน 59, 205ราย ขณะที่ผู้เลี้ยงขนาดกลางและรายใหญ่มีประมาณร้อยละ3แต่ผลิตสุกรร้อยละ70เลี้ยงออกสู่ตลาดเฉลี่ยปีละ22ล้านตัว กว่าร้อยละ90ใช้บริโภคภายในประเทศ เมื่อมีโรคระบาดร้ายแรงในสุกรในช่วง2ปีที่ผ่านมา แม้จะควบคุมโรคได้ดี แต่ ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายร้อยละ 30-40 เหลือเพียง18ล้านตัว คาดว่าปี2565จะผลิตได้เพียง 13-15 ล้านตัว