#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/630575

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
“มกราคม-เมษายน” ในช่วงเดือนดังกล่าวสำหรับผู้คนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย “ไฟป่าและฝุ่นพิษ” ดูจะกลายเป็นเรื่องชาชินมานานกว่าทศวรรษ ซึ่งมีทั้งจากการเผาด้วยเหตุผลด้านการเกษตร การหาของป่ารวมถึงไฟป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยมีความพยายามแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ประจำปี 2565 ที่ จ.ลำปาง
วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า โครงการ ชิงเก็บ ลดเผา ที่ดำเนินการในปี 2564 ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2563 โดยสามารถลดจุดความร้อนได้มากถึงร้อยละ 50 ส่วนในปี 2565 จะเป็นปีที่มีความท้าทายเนื่องจากมีการตั้งเป้าหมายเพื่อลดจุดความร้อนให้มากกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 20
ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีการทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ และที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน การประสานงานระหว่างภาครัฐกับประชาชน ซึ่งผู้นำชุมชนในพื้นที่จะมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงและทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ในการที่จะทำให้ปี 2565 จะสามารถลดปริมาณจุดความร้อนให้ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกคนในแต่ละพื้นที่ล้วนมีความยากลำบาก
“ความร่วมมือกันของชาวบ้านจะเป็นส่วนสำคัญในการทำตามเป้าหมาย ซึ่งจังหวัดที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษจะเป็นพื้นที่ที่มีการเผาซ้ำซาก โดยเฉพาะจังหวัดลำปาง ซึ่งขณะนี้ทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกำลังทดลองทำโครงการเพื่อฟื้นฟูสภาพป่า เพื่อให้ป่ามีความชุ่มชื้นมากขึ้นในบริเวณดอยพระบาท ถ้าโครงการสำเร็จจะทำให้โอกาสเกิดไฟป่าลดลง และยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ และนำไปต่อยอดไปอีกหลายพื้นที่ที่มีปัญหา”วราวุธ กล่าว
วราวุธ กล่าวต่อไปว่า ในปี 2565 ยังได้เตรียมความพร้อมในการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งมีพื้นที่รวม 42.09 ล้านไร่ ตามมาตรการที่ 1 คือ “การเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมไฟป่าเชิงพื้นที่” ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมไฟป่า ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนประกอบด้วย 1.การเตรียมการ เช่น จัดโครงสร้างหน่วยงาน จัดทำแผนปฏิบัติงาน กำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า จัดประชุมชี้แจงแนวทางปฏิบัติงาน และการประชาสัมพันธ์เชิงรุกทุกรูปแบบ
2.รับมือ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-15 พฤษภาคม แบ่งเป็น ช่วงก่อนเกิดวิกฤติในเดือนมกราคม ซึ่งได้ดำเนินจัดตั้งวอร์รูมกรมป่าไม้/ส่วนหน้า/สำนักฯ จัดตั้งชุดพิเศษควบคุมไฟป่า รายงานสถานการณ์ประจำวันจัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เข้าตรวจสอบและควบคุมไฟป่า และช่วงวิกฤตในเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม เน้นดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การบริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยการชิงเก็บอย่างต่อเนื่อง และแก้ไขไฟป่าและหมอกควันข้ามแดนผ่านกลไกอาเซียน
และ 3.ประเมินและสร้างความยั่งยืน เช่น วิเคราะห์พื้นที่ไฟไหม้ป่าออกประกาศกรมป่าไม้ เรื่องห้ามเข้าบุกรุกยืดถือครอบครองพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้ การตรวจสอบไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ การจัดทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ และสรุปผลการดำเนินงานและถอดบทเรียนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า การปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคเหนือ ในปี พ.ศ.2565 ได้มอบหมายให้กรมป่าไม้ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการป้องกันไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ โดยจัดเตรียมกำลังพล ประกอบด้วย นปพ. (พิทักษ์ป่า) 520 คน และเหยี่ยวไฟ 135 คน เพื่อประจำจุดต่างๆ ตามแผนที่กำหนด
“โครงการ ชิงเก็บ ลดเผา ที่ให้กรมป่าไม้ดำเนินการในปี 2565 มีเป้าหมายชิงเก็บ 1,500 ตัน และชิงเผา155,000 ไร่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการตามโครงการปลูกป่า เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน และป้องกันไฟป่า ของกรมป่าไม้ในปี 2565 ในพื้นที่รับผิดชอบ 10 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อป้องกันกันไฟป่าลุกลามเข้าโครงการ และเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบจิตอาสา” ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุ
ด้านเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่าง ศิริรัตน์ พัฒนาสุพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่า จ.ลำปางเล่าว่า การทำแนวกันไฟป่า จะทำให้สามารถป้องกันการเกิดไฟป่าได้เป็นอย่างดี ซึ่งบริเวณพื้นที่ดอยพระบาทได้ทำแนวกันไฟกว้างประมาณ 8 เมตร ความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อป้องกันไฟป่าในเขตป่าชุมชนบริเวณดอยพระบาท ซึ่งบริเวณดอยพระบาทมีบริเวณของจุดความร้อนค่อนข้างมาก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม
หลังจากที่มีการทำแนวกันไฟพบว่า จุดความร้อนในพื้นที่ค่อนข้างลดลงอย่างชัดเจน อีกทั้งได้เครือข่ายชุมชนเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ทางกรมป่าไม้ได้มอบเงินอุดหนุนให้กับเครือข่ายชุมชน เครือข่ายละ 30,000 บาท เพื่อดำเนินงานกิจกรรมป้องกันควบคุมไฟป่า ออกล่าตระเวน และการเก็บใบไม้ในพื้นที่ ซึ่งการนำชาวบ้านในพื้นที่มามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมป้องกันและควบคุมไฟป่า จะช่วยงานของภาครัฐค่อนข้างมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมีค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับป่าที่ต้องดูแล
“ถ้าได้ชาวบ้านมาช่วยเหลือจะสามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม ในส่วนของการเก็บเศษใบไม้เพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิง ได้มีการประสานงานเพื่อนำก้อนใบไม้ที่แปรรูปไปขายให้กับ SCG ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ นอกจากนี้ยังทำเป็นก้อนเชื้อเพลิง และยังมีการแปรรูปเป็นภาชนะได้อีกด้วย” ศิริรัตน์ กล่าว

