#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/630812

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
ไขปัญหากับอายุรแพทย์ โดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยวันนี้ มาให้ท่านรู้จักกับโรคลมชัก ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการมีคลื่นไฟฟ้าผิดปกติในสมองทำให้เกิดอาการเกร็งกระตุก เหม่อนิ่ง หรือเคลื่อนไหวผิดปกติ
โรคลมชักอาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง ได้แก่ ความผิดปกติในเนื้อสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอก หรือการเจริญเนื้อเยื่อสมองผิดปกติ มีแผลหรือเลือดออกในสมอง และการติดเชื้อ การมีของเสียคั่งในผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไต ความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่ และพันธุกรรม
อาการ มีได้หลากหลาย เช่นหยุดนิ่งพร้อมกับสูญเสียการรับรู้สิ่งรอบตัวการเคลื่อนไหวผิดปกติไร้จุดหมาย เช่นถูมือ ถีบขา หรือเคี้ยวปากพร้อมการสูญเสียการรับรู้สิ่งรอบตัว เกร็งกระตุกเฉพาะส่วนของอวัยวะ เช่น แขนหรือขาหรือเป็นทั้งตัว โดยระยะเวลาเกิดอาการเป็นวินาทีหรืออาจนานกว่านั้น หากมีกระแสไฟฟ้าผิดปกติออกมาเรื่อยๆ หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
โรคลมชักทำให้เกิดปัญหาทั้งต่อผู้ป่วยเอง เช่น อุบัติเหตุล้ม ตกจากที่นอนหรือบันได หรือชักเกร็งจนทำให้ขาดออกซิเจนในเลือดแล้ว ซึ่งอาจมีผลต่อพัฒนาการโดยเฉพาะในเด็กเล็ก และปัญหาต่อสังคม เช่น ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางจราจรหรือเกิดภาวะทุพพลภาพตามมา
การวินิจฉัยเมื่อสงสัยโรคลมชักควรพบอายุรแพทย์ประสาทวิทยา เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกายและอาจมีความจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เพื่อช่วยแยกโรคและหาสาเหตุโดยมีการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ เจาะเลือดตรวจ การถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง หรือตรวจด้วยเครื่องสแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (เอ็มอาร์ไอ) นอกจากนี้ ยังมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง เพื่อหาจุดกำเนิดคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติ
การรักษาที่สำคัญคือรักษาตามสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น ภาวะเกลือแร่ในเลือดผิดปกติหรือผ่าตัดเนื้องอกผิดปกติหรือรักษาภาวะเลือดออกในสมอง เป็นต้น หากไม่สามารถแก้ไขสาเหตุได้ มักจำเป็นต้องใช้ยาป้องกันชัก โดยควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เพื่อให้ได้ยากันชักที่เหมาะกับโรค และมีผลข้างเคียงของยาน้อยที่สุด ในบางรายอาจต้องรับการผ่าตัดเพื่อลดอาการชักหรือลดการกระจายของคลื่นไฟฟ้าผิดปกติ นอกจากนั้นจะต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการชักเช่น การขาดยากันชัก การพักผ่อนน้อย หรือแสงไฟกะพริบสำหรับโรคลมชักบางชนิด หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยผู้ป่วยควรได้รับการติดตามรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท รวมทั้งบุคคลรอบข้างควรมีความรู้ความเข้าใจตัวโรคและการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องและเหมาะสมด้วย
บทความโดย พ.ท. นพ.ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สูง
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย