กลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ ปั่นจักรยานกว่า 900 โล บุก ศธ. ทบทวนฉีดวัคซีนเด็ก 5-11 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632240

กลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ ปั่นจักรยานกว่า 900 โล บุก ศธ. ทบทวนฉีดวัคซีนเด็ก 5-11 ปี

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 13.20 น.

กลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ ฉีดวัคซีนเด็ก กระทรวงศึกษาธิการ

วันที่ 31 มกราคม 2565 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ สาขาภาคเหนือ นำโดย ดร.ณฐพบธรรม พบธรรมเจริญใจ  เลขาธิการกลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์, นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง และคณะกว่า 30 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ขอให้ทบทวนมาตรการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 5-11 ปี รวมถึงการตรวจตราให้ผู้รับนโยบายจาก ศธ.ไม่นำไปปฏิบัติในลัษณะที่ละเมิดสิทธิ์ของเด็ก  โดยมี นายวิสิทธิ์ ใจเถิง หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ รับเรื่องแทน เพื่อนำเสนอ รมว.ศธ.พิจารณาต่อไป 

โดย นพ.อรรถพล กล่าวว่า  ทางกลุ่มร่วมกับชมรมจักรยานต่าง ๆ ได้รงณรงค์ “ปั่นเพื่อเด็กไทย ให้ปลอดภัยจากวัคซีนทดลอง”  โดยปั่นจักรยานระยะทางประมาณ 900 กิโลเมตร จากเชียงใหม่ มากรุงเทพมหานคร เพื่อรณรงค์ให้หน่วยงานต่างๆ ได้ชะลอนโยบายฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 5-11 ปี รวมถึงยกเลิกมาตรการต่าง ๆ ที่อาจจะออกมาในลักษณะกีดกันหรือละเมิดสิทธิของเด็ก เพราะจากมาตรการการฉีดวัคซีนให้เด็กกลุ่มอายุ 12-18 ปี แม้ว่าจะเป็นการฉีดโดยความสมัครใจของผู้ปกครอง แต่ก็พบว่าสถานศึกษาจำนวนมากกลับออกมาตรการไม่ให้คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนเข้าเรียนออนไซต์ หรือให้คนที่ไม่รับวัคซีนต้องตรวจ ATK โดยให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นการบังคับให้เด็กต้องเลือกฉีดวัคซีน 

นพ.อรรถพล กล่าวต่อว่า ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการแบ่งแยกเด็ก ส่งผลกระทบทางจิตใจของเด็ก ละเมิดสิทธิเด็ก ทั้งที่เด็กนั้นหากป่วยโควิด-19 ก็จะไม่มีอาการหนักมาก แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.สื่อสารกับหน่วยงานต่าง ๆว่า ไม่นำเด็กฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีน มาเป็นเงื่อนไข หรือข้อจำกัดในการเข้าเรียน แต่ในความเป็นจริง หน่วยปฏิบัติตั้งแต่ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) โรงเรียนของรัฐและเอกชน บางแห่งกลับมีคำสั่งตรงข้าม มีการจำกัดและลิดรอนสิทธิ คือไม่ให้เด็กมาเรียนออนไซต์ ให้เรียนออนไลน์หรือรูปแบบอื่น ๆแทน ถ้าไม่ฉีดวัคซีน

“ทางกลุ่มฯ ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดและร่วมกันปกป้องสิทธิของเด็ก ด้วยการให้ข้อมูล ความรู้ที่ถูกต้อง เกี่ยวกันการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ไม่ได้มีแต่เฉพาะการใช้วัคซีน เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของวัคซีน เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเลือกได้ว่าควรที่จะฉีดวัคซีนให้บุตร หลานของตนหรือไม่ ยกเลิกระเบียบ มาตรการในโรงเรียนที่มีลักษณะของการแบ่งแยกเด็กที่ได้รับวัคซีนและไม่ได้รับวัคซีน แต่ควรให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนที่ส่งเสริมพัฒนาการ และทักษะที่รอบด้าน และตักเตือน ลงโทษ ผู้กระทำผิด หรือผู้ที่บังคับใช้กฎระเบียบ ข้อบังคับที่ละเมิดสิทธิเด็ก” นพ.อรรถ กล่าว

Leave a comment