#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/632516

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.
“บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P)” เป็นบริการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายปีให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนคนไทยทุกสิทธิหลักประกันสุขภาพ ซึ่งจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ลดอัตราการป่วย-เสียชีวิต และประหยัดงบประมาณในการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้โดย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสปสช. ให้ข้อมูลไว้ว่า ในปีงบประมาณ 2565 สปสช.ได้จัดหมวดงบประมาณด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบันมากขึ้น
สำหรับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค สปสช. ได้จัดหมวดหมู่สิทธิประโยชน์ออกเป็นตามช่วงวัย และเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นนพ.กฤช ลี่ทองอิน ที่ปรึกษา กลุ่มภารกิจสนับสนุนการเข้าถึงบริการปฐมภูมิและการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค สปสช. ได้อธิบายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนคนไทยทุกคนควรจะได้รับ แบ่งออกเป็น 5 ช่วงวัย ได้แก่
1.หญิงตั้งครรภ์ เริ่มตั้งแต่คู่สามีภรรยาที่วางแผนจะมีบุตร สามารถขอรับคำปรึกษาการเตรียมความพร้อมที่จะมีบุตรได้ที่หน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียนไว้ และขอรับยาเสริมธาตุเหล็กและกรดโฟลิกกินก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงพิการของทารกแต่กำเนิด เมื่อประจำเดือนขาด คลื่นไส้อาเจียนหรือแพ้ท้อง อาจซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์ (Pregnancy Test) มาทดสอบเองได้ หรือไปตรวจกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์ที่หน่วยบริการประจำหรือเครือข่ายของหน่วยบริการประจำ เช่น รพ.สต. ที่ลงทะเบียนไว้
หากตั้งครรภ์จริงจะได้รับคำแนะนำให้รับบริการดูแลการตั้งครรภ์ หรือที่เรียกว่าฝากครรภ์ ซึ่งนอกจากการตรวจสุขภาพของแม่และทารกแล้วยังมีการตรวจปัสสาวะเพื่อคัดกรองการติดเชื้อแบคทีเรียในทุกระยะของการฝากครรภ์ การตรวจนับเม็ดเลือดหรือ CBC ตรวจการติดเชื้อเอชไอวีซิฟิลิส และตับอักเสบบี ในการฝากครรภ์ครั้งที่ 1 หรือ 2 และตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 30 สัปดาห์ เพราะเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่เจอในการตรวจครั้งแรก ซึ่งหากตรวจพบจะได้วางแผนดูแลแม่และเด็กต่อไป
ยังมีการตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย และภาวะดาวน์ซินโดรม ซึ่งกรณีของธาลัสซีเมีย จะต้องตรวจทั้งสามี-ภรรยา ซึ่งก็จะได้สิทธิตรวจฮีโมโกลบิน ชนิดและปริมาณของฮีโมโกลบินจะบ่งบอกว่าเป็นธาลัสซีเมียหรือไม่ หากผลออกมาแล้วพบว่ายังเป็นบวกทั้งคู่ก็แสดงว่าเป็นคู่เสี่ยงที่จะทำให้ลูกเกิดมามีแนวโน้มเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง นำไปสู่ทางเลือกของมารดาว่าจะยุติการตั้งครรภ์หรือไม่อย่างไรก็ตาม การยุติการตั้งครรภ์จะต้องไม่เกิน 24 สัปดาห์ เพราะหากเกินกว่านั้นอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้
“การฝากครรภ์ครั้งแรก การตรวจหลายๆ อย่างจะสามารถตรวจได้ทันที ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับหน่วยบริการแต่ละแห่ง ยกเว้นการตรวจดาวน์ซินโดรม ซึ่งจะต้องรอให้มีอายุครรภ์ประมาณ 13-20 สัปดาห์ เพราะวิธีการตรวจที่ใช้เหมาะสมกับช่วงอายุครรภ์ประมาณนี้ พร้อมอาจตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อทราบอายุครรภ์ที่ชัดเจน ส่วนการตรวจครั้งที่ 2-3 และต่อๆ ไป นั้นก็จะเป็นการตรวจติดตามและประเมินทั่วไป” นพ.กฤช ระบุ
หญิงตั้งครรภ์จะได้รับยาเสริมวิตามินธาตุเหล็ก กรดโฟลิก และไอโอดีน ซึ่งอาจรวมเป็นเม็ดเดียวกันในชื่อยาไตรเฟอร์ดีน (Triferdine) โดยจะได้รับตั้งแต่ตั้งครรภ์ไปจนถึงหลังคลอด เนื่องจากจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเม็ดเลือดให้กับมารดา และเพิ่มสารไอโอดีนเพื่อป้องกันเด็กทารก นอกจากนั้นยังจะได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเมื่อมารดามีอายุครรภ์เกิน 4 เดือนขึ้นไป และการฉีดวัคซีนคอตีบบาดทะยักเพื่อป้องกันบาดทะยักในเด็กแรกเกิด อย่างไรก็ดี การดูแลการตั้งครรภ์ในสิทธิประโยชน์ของบัตรทองนั้น กำหนดไว้อย่างน้อย 5 ครั้ง แต่ปีนี้ขยายเป็น 8 ครั้ง
ซึ่งหากมีความจำเป็นหน่วยบริการจะให้การดูแลมากกว่า 8 ครั้งได้ โดย สปสช.อาจขอทราบเหตุผลและหลักฐานการให้บริการจากหน่วยบริการที่ดูแลการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ มารดาจะได้รับการดูแลหลังคลอดประมาณ 3 ครั้ง ครั้งแรกอยู่ที่ประมาณ 7 วัน หรือระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อดูแผล ดูน้ำคาวปลา ครั้งที่ 2 ถัดไปอีก7-14 วัน หลังจากนั้นไม่เกิน 6 สัปดาห์จะเป็นการดูแลครั้งที่ 3 ซึ่งจะได้รับคำแนะนำในการดูแลและวางแผนครอบครัว ส่วนยาไตรเฟอร์ดีนจะได้รับไปจนถึง 6 เดือน เพื่อการให้นมบุตร
2.กลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-5 ปี เมื่อทารกคลอดออกมาก็ได้รับการเจาะเลือดที่ส้นเท้า เพื่อส่งตรวจภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนและโรคฟินิลคีโตนูเรีย และในปีนี้จะมีการขยายสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับการตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมเมตาบอลิก40 โรคด้วยเครื่อง Tandem mass spectrometry ซึ่งปัจจุบันตรวจประมาณ 24 โรคและให้เฉพาะเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือสงสัยจากการตรวจวินิจฉัยของแพทย์
ตรวจคัดกรองการได้ยินสำหรับกลุ่มเสี่ยงในทารกแรกเกิด ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ว่ามีอาทิ เด็กที่มีประวัติคนในครอบครัวหูตึงตั้งแต่ยังเล็ก เด็กที่มีความผิดปกติของหน้าตา โครงหน้าที่ผิดปกติ รวมทั้งปากแหว่ง เพดานโหว่ โรคทางพันธุกรรมเด็กที่คลอดออกมาแล้วน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม มารดามีภาวะติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน เริม เป็นต้น ยังมีสิทธิประโยชน์ครอบคลุมการฉีดวัคซีนพื้นฐานตามโปรแกรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศที่กำหนดด้วย
“เมื่อเด็กอายุ 9 เดือน 18 เดือน30 เดือน และ 42 เดือน ตามสิทธิประโยชน์จะมีการตรวจคัดกรองพัฒนาการ เพื่อดูว่าเด็กนั้นสามารถทำอะไรหรือทำอะไรไม่ได้บ้าง พอถึงช่วงอายุ 3-12 ปี ก็จะให้สิทธิในการคัดกรองภาวะสายตาผิดปกติ หากมีสายตาหรือการมองเห็นที่ผิดปกติและจำเป็นต้องใส่แว่น เด็กก็จะได้รับแว่นตาซึ่งตรงนี้ก็จะอยู่ในสิทธิประโยชน์เช่นกัน” นพ.กฤช กล่าว
สำหรับกลุ่มเด็กเล็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ตามสิทธิประโยชน์ก็จะให้ยาน้ำเสริมธาตุเหล็กไปจนถึงอายุ 12 ปี เนื่องจากเด็กไทยมีภาวะซีดเป็นจำนวนมาก หากอายุมากกว่า 12 ปี ไปแล้วนั้นก็จะให้เฉพาะแค่เด็กผู้หญิงอย่างเดียว ซึ่งจะต้องรับบริการที่หน่วยบริการประจำ เนื่องจากยังไม่ได้เป็นรายการบริการ Fee Schedule ที่จะไปรับบริการที่หน่วยบริการใดก็ได้ แต่ในอนาคต สปสช.อาจพิจารณาขยายช่องทาง เช่น อาจให้รับที่ร้านขายยาได้ นอกจากนี้ก็ยังมีสิทธิประโยชน์สำหรับการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจางประมาณช่วงอายุ 6 เดือน-1 ปี และ 3-5 ปี การตรวจสุขภาพช่องปาก และทาหรือเคลือบฟลูออไรด์
3.กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นอายุ 6-24 ปี นอกจากวัคซีนป้องกันคอตีบและบาดทะยักที่จะได้รับในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก็มีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจากเชื้อเอชพีวี (HPV) ที่จะให้ช่วงประถมศึกษาปีที่ 5 หรืออายุ 11-12 ปี โดยหน่วยบริการจะเข้าไปฉีดให้ที่สถานศึกษา เพราะการเข้าถึงเด็กทำได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ดี หากผู้ปกครองคนใดที่มีลูกอายุ 11-12 ปี และขาดเรียนในวันที่มีการฉีดวัคซีน ก็สามารถไปขอรับบริการที่หน่วยบริการได้
ช่องปากก็มีการทาฟลูออไรด์-เคลือบหลุมร่องฟัน ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันฟันผุ ทำให้ฟันผุในระยะเริ่มแรกหายเป็นปกติได้ อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องทำความสะอาดฟันด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันให้ถูกวิธี รวมถึงปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารลดอาหารหวาน จะทำให้เรามีสุขภาพช่องปากที่ดี ขณะที่วัยรุ่นมีสิทธิประโยชน์สำหรับการคัดกรองความเสี่ยงเรื่องเหล้า-บุหรี่-สารเสพติด และบริการสายด่วนเลิกบุหรี่ รวมไปถึงการประเมินเรื่องการเจริญเติบโต หรือดัชนีมวลกาย วัดความดันโลหิต
และสำหรับผู้หญิงวัยรุ่นหรือเมื่อเริ่มมีประจำเดือน มีสิทธิประโยชน์ตรวจเลือดเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจางที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ถึงแม้ไม่มีภาวะซีด ก็มีสิทธิประโยชน์ยาเสริมธาตุเหล็ก และกรดโฟลิกให้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับเยาวชนที่แต่งงานมีครอบครัวและวางแผนจะมีบุตร ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงพิการในทารกดังได้กล่าวแล้ว บริการส่วนนี้ยังไม่ได้จ่ายเป็นรายการบริการเฉพาะหรือ fee schedule จึงต้องไปรับที่หน่วยบริการประจำที่ได้ลงทะเบียนไว้
“กลุ่มวัยรุ่นอยู่ในวัยเรียนรู้อยากท้าทาย อยากลอง อาจพลั้งเผลอตั้งครรภ์ได้ หรือที่บรรลุนิติภาวะแต่งงานแล้วแต่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมก็มีบริการทางเลือกที่เป็นสิทธิประโยชน์ที่กลุ่มวัยรุ่นจะได้รับ นั่นคือเรื่องของ การจัดการการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม” เพื่อเป็นทางออก ซึ่งจะมีการให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อตัดสินใจ รวมถึงการตรวจอัลตร้าซาวนด์ เพื่อเป็นตัวเลือกว่าจะตั้งครรภ์ต่อ หรือจะยุติการตั้งครรภ์” นพ.กฤช กล่าว
หากเลือกยุติการตั้งครรภ์ ก็มีสิทธิประโยชน์บริการยุติการตั้งครรภ์และบริการคุมกำเนิดภายหลังยุติการตั้งครรภ์ ในวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปีไม่ว่าจะเป็นกรณีหลังคลอดหรือแท้งหรือสมัครใจก็จะมีสิทธิประโยชน์คุมกำเนิดกึ่งถาวรที่เป็นรายการบริการเฉพาะให้ได้แก่ การฝังยาคุมและการใส่ห่วงอนามัยหากอายุ 20 ปีขึ้นไป ก็จะให้เฉพาะหลังการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ซึ่งสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการประจำได้ แต่หน่วยบริการที่ดูแลเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อมอาจจะยังมีน้อยซึ่ง สปสช.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขยายหน่วยบริการต่อไป
4.กลุ่มผู้ใหญ่อายุ 25-59 ปีและ 5.กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปสิทธิประโยชน์ของทั้ง 2 กลุ่มจะไม่แตกต่างกันมากนัก เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจะให้สิทธิผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ผู้พิการภูมิต้านทานบกพร่อง อ้วน และคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมีการตรวจคัดกรองความดัน-เบาหวาน-ไวรัสเอชพีวี และคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอายุ 50-70 ปี รวมไปถึงการให้ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านม โดยการเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียนไว้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในปี 2565 มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม คือ การตรวจคัดกรองการกลายพันธุ์ของยีนโรคมะเร็งเต้านม คือ ยีน BRCA1 BRCA2 ในคนที่เป็นมะเร็งเต้านม และติดตามญาติสายตรงที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมารับการตรวจคัดกรองและให้การดูแลต่อเนื่อง ซึ่งจะให้สิทธิทายาทสายตรงในการตรวจยีนกลายพันธุ์ของมะเร็งเต้านม นอกจากนั้นยังมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test หรือแปบสเมียร์ (Pap smear) สำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 30-59 ปี ซึ่งบางส่วนมีการตรวจเพียงแต่อาจยังไม่ทั่วถึง โดยจะให้สิทธิการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 1 ครั้ง ทุก 5 ปี
สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไปจะมีการตรวจคัดกรองความดัน-เบาหวาน-มะเร็งลำไส้ใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 60-70 ปี เป็นต้น ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีโรคประจำตัว และไปรับการดูแลที่หน่วยบริการประจำอยู่แล้ว สิทธิประโยชน์สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่จะเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มนี้ยังอยู่ในช่วงการรอเสนอสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ขณะนี้จึงแนะนำให้ดูแลส่งเสริมสุขภาพตนเอง ด้วยการกินอาหารที่เป็นประโยชน์และเพียงพอต่อสุขภาพการออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก เป็นต้น อย่างก็ตาม การดูแลสุขภาพนี้สามารถทำได้ทุกกลุ่มวัย
ในปี 2565 ยังให้สิทธิประโยชน์สำหรับการตรวจคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งและมะเร็งช่องปากในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป และการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสเชื้อ (HIV PEP) ซึ่งกรณีหลังนี้ให้ในทุกกลุ่มวัยไม่ใช่เฉพาะวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูล
สิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ที่ สายด่วน สปสช. โทร.1330 ตลอด 24 ชม. หรือ คลิก https://lin.ee/zzn3pU6 เพิ่มเพื่อนไลน์กับ สปสช. @nhso
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)