#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/635957

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานและเจริญพระพุทธมนต์เนื่องวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ครบรอบปีที่ 63และการเสวนาพิเศษ เรื่อง “สภาการศึกษาเข็มทิศการศึกษาไทย : สร้างกำลังคนสมรรถนะสูงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก” พร้อมมอบประกาศนียบัตร “คนดีศรี สกศ.” แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2564
คุณหญิงกัลยากล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาพิเศษว่า สกศ.จะต้องเป็นสมอง เป็นผู้นำทางความคิด ชี้นำทิศทางการศึกษาไทยในยุค VUCA World หรือในยุคที่มีความผันผวน เปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน มีความสลับซับซ้อนที่ไม่เคยเจอมาก่อน อีกทั้งโลกยังถูกสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019หรือโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติมอีก แต่ถึงแม้ไม่มีสถานการณ์โควิด-19 เราก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนทิศทางการศึกษาของไทยโดย สกศ.จะต้องชี้ทิศทางการศึกษาให้กับเยาวชน ให้กับคนไทย เพื่อให้การศึกษาของประเทศก้าวทันโลกและชนะโลกได้นี่คือเป้าหมายการทำงานในปีต่อไปของ สกศ. อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการศึกษาจะต้องระดมกำลังทุกภาคส่วน เพื่อให้เข็มทิศการศึกษาไปถูกที่ถูกทางได้ผลดีและเร็วที่สุด สามารถปรับเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ของโลก
คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า สกศ.ต้องเป็นเข็มทิศของการศึกษาไทยเป็นเข็มทิศประเทศไทยโดยทิศทางต้องมีความชัดเจนเพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถอยู่ในโลก Digital Disruption ได้อย่างมีความสุข และมีความพร้อมมีภูมิคุ้มกัน สามารถแก้ปัญหาในยุค VUCAWorld ให้ได้ ทั้งนี้ จะต้องเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ที่ขณะนี้ผ่านการพิจารณาในการประชุมรัฐสภาวาระแรกไปแล้ว คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาวาระสองและสามภายในกลางปีนี้
“ส่วนการสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลกนั้น โดยเร็วๆ นี้ สกศ.มีโครงการ สกศ.สัญจร เพื่อเดินทางไปพบภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจที่เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อหารือในการผลิตกำลังคน โดยกลุ่มแรกจะไปพบภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก่อนและโรงแรม เป็นต้น เมื่อรับฟังข้อมูลจากนั้น สกศ.ก็จะนำมาวิจัยสังเคราะห์และวางแผนผลิตกำลังคนของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการโดยเฉพาะผู้เรียนสายอาชีวศึกษาเมื่อเรียนจบแล้วจะต้องทำงานได้จริง”คุณหญิงกัลยา กล่าว
ด้าน ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การที่ สกศ.จะขับเคลื่อนการทำงานจะชี้ทิศ จะวางแผนขบวนการทำงานอย่างไร เราทุกคนจะต้องหลอมรวมกันเพื่อวางแผนการทำงานที่หนักแน่นและพัฒนางานที่จำเป็น ซึ่งการจะมี พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่เกิดขึ้น ทางรัฐบาลและกระทรวงศึกษาฯ ก็มองว่าสกศ.ควรปรับบทบาทปรับเปลี่ยนเป็นคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ เป็นซุปเปอร์บอร์ด ดังนั้น การที่ สกศ. จะเป็นซุปเปอร์บอร์ด ก็ควรมีองคาพยพที่จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศ ต้องเป็นผู้นำการศึกษาของประเทศให้ได้ ดังนั้น สกศ.ต้องวางแนวทางในการทำงาน ร่วมกันอย่างมีศักยภาพและมีความตั้งใจอย่างสูงสุด
ดร.อำนาจ กล่าวต่อว่า สกศ. มี 3 เรื่อง คือ พ.ร.บ.การศึกษา การศึกษาปฐมวัย และกรอบคุณวุฒิฯ ที่จะต้องขับเคลื่อน ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้มีความสำคัญทั้งหมด ดังนั้น สกศ.จะกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการทำงานออกไปสู่สาธารณชนและสังคมอย่างไร ต้องออกไปเชิญชวนให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และลงไปสู่โรงเรียน สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำให้ทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ และแผนที่เกิดจากการศึกษาชาติ หรือแผนที่เกิดจากสภาการศึกษา จะต้องเป็นเครื่องมือในการกำกับและให้ทุกภาคส่วนอยากมาร่วม การพัฒนาการศึกษาจึงจะเกิดขึ้นได้
“ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาที่มีอยู่ในวันนี้ เราต้องเปลี่ยนทั้งขบวนการทางความคิดและการพัฒนาที่เรามีอยู่ และเราจะนำพาองคาพยพขับเคลื่อนไปกับเราได้อย่างไร ซึ่งจากที่เราประสบกับสถานการณ์โควิด-19 ครั้งนี้แล้วจะเห็นว่าเทคโนโลยีเข้ามาแรงและเร็วมาก การเรียนรู้ของผู้คนในสังคมโลกเร็วมาก ผู้ปกครองเข้าใจการเรียนรู้ของเด็ก เพราะได้มีโอกาสอยู่กับลูกนานขึ้น และครูก็เข้าใจการใช้เทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น นักเรียนก็เรียนรู้เทคโนโลยีได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น ในการปรับเปลี่ยนแผนหรือแนวคิด สกศ.จะต้องคิดถึงการใช้เทคโนโลยี การใช้ภาษาในการสื่อสาร เช่น ภาษาโค้ดดิ้ง หรือภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่ทั่วโลกใช้มากที่สุดมาใช้ในการสื่อสารขับเคลื่อนการทำงาน หรือนวัตกรรม นวัตกรอื่นมาใช้ ดังนั้นจึงอยู่ที่ สกศ.จะเป็นผู้ชี้ทิศและวางแผนการขับเคลื่อนต่อไป”
ขณะที่ ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสกศ.กล่าวว่า รมช.ศธ. ได้เน้นย้ำเรื่องการสร้างสมรรถนะให้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ และการสอดแทรกเรื่องวัฒนธรรม ประเพณีดีงามของไทย และความมีรากเหง้าเราจะต้องสอดแทรกไปในการเรียนการสอนเพื่อให้คนไทยมีคุณภาพ นอกจากจะเก่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีแล้ว ต้องเป็นคนไทยที่มีคุณภาพ จะทำให้เราชนะเครื่องจักรและชนะประเทศอื่น
เลขาธิการ สกศ. กล่าวต่อว่า ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงนี้ เราจะปรับตัวอย่างไรในสถานการณ์วิกฤตโลก (VOCA World) การเปลี่ยนแปลงในการผลิตและพัฒนากำลังคน ควรจะไปทางใด ซึ่ง สกศ.เปรียบเสมือนสมอง ในการที่จะระดมความคิดบุคลากรในหน่วยงานและบุคลากรภายนอก เพื่อจะขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศ ในช่วง Digital disruption นี้จะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย และเห็นชัดขึ้นในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 นี้
“ผมจะนำแนวทางและนโยบายของ รมช.ศธ. และ อดีตผู้บริหาร สกศ. มาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนกำหนดยุทธศาสตร์ของ สกศ. และในการนำเสนอของบประมาณ ปีงบประมาณ 2566 และจะขับเคลื่อน Steam ไปสู่การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษาในแต่ละพื้นที่ และขับเคลื่อนขยายผลการเรียนโค้ดดิ้งให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งการผลักดันโค้ดดิ้งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างเด็กไทยเป็นนักนวัตกรที่สมบูรณ์ได้” นายอรรถพล กล่าว




