กรมควบคุมโรคเผยสถานการณ์ไข้เลือดออก เตือนประชาชนกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/637445

กรมควบคุมโรคเผยสถานการณ์ไข้เลือดออก  เตือนประชาชนกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนภัยประชาชนระวังป่วยโรคป่วยโรคไข้เลือดออก เนื่องจากยุงลายเป็นตัวก่อโรคพร้อมเผยช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออก 2 ราย เนื่องจากผู้ป่วยไม่ได้คิดว่าเป็นไข้เลือดออก จึงไปคลินิกหรือซื้อยามากินเอง ซึ่งหากเป็นยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) จะมีผลทำให้เลือดออกในช่องทางเดินอาหาร และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตขอย้ำให้ทุกบ้านหมั่นสังเกตอาการหากมีคนในบ้านป่วยมีไข้สูงลอยติดต่อกัน 2 วัน ให้นึกถึงทั้งโรคโควิด 19 หรืออาจเป็นไข้เลือดออก หากกินยาลดไข้แล้วอาการไม่ดีขึ้น อย่านิ่งนอนใจ ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องและป้องกันอาการป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

                นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า ช่วงนี้นอกจากโรคโควิด 19 ที่ประชาชนต้องระวังแล้วยังควรระวังโรคไข้เลือดออกอีกโรคหนึ่งด้วย เนื่องจากการคาดการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2565 นี้ คาดว่าจะกลับมาระบาดอีกครั้งหลังจากที่เงียบหายไป 2 ปี ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19เนื่องจากประชาชนอยู่บ้านไม่ได้มีกิจกรรมรวมตัวกันแต่การกลับมาระบาดของโรคไข้เลือดออกในปีนี้ เกิดจากปัจจัยภูมิคุ้มกันหมู่ของประชาชนเริ่มต่ำลง โดยที่ภูมิต้านทานชั่วคราวที่เกิดจากการระบาดใหญ่ครั้งก่อนในประชาชนลดลง และสัญญานเตือนที่สำคัญคือ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมามีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเสียชีวิตแล้ว 2 ราย จุดสังเกตคือผู้ป่วยที่เสียชีวิตทั้งสองรายเป็นผู้ใหญ่อายุ 37 ปีและ 40 ปี เนื่องจากระยะแรกของอาการไข้ในผู้ใหญ่มักไม่ค่อยนึกถึงโรคนี้ คนป่วยซึ่งอยู่ในวัยทำงานมักไปรับการรักษาที่คลินิกหรือซื้อยามากินเอง และเมื่ออาการไม่เด่นชัดว่าเป็นไข้จากโรคอะไรมักได้รับยาที่ช่วยลดไข้ได้เร็ว ได้แก่ ยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ซึ่งมีผลในการทำให้เลือดออกในทางเดินอาหาร และโดยเฉพาะยาไอบูโพรเฟน แอสไพริน หรือ ไดโครฟีแนก ยิ่งจะทำให้ให้เลือดออกรุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ซึ่งการใช้ยาลดไข้ ขอให้ใช้ยาพาราเซตามอลเป็นหลัก

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกตั้งแต่วันที่1 มกราคม -2 กุมภาพันธ์ 2565 พบผู้ป่วย193 รายพบมากที่สุดในภาคกลาง รองลงมาภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่พบผู้ป่วยจำนวนมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และนครปฐม สำหรับกลุ่มอายุที่พบ(ป่วยสูงสุดคืออายุ 5-14 ปี จำนวน 61 ราย รองลงมาคืออายุ 15-24 ปี จำนวน 48 รายผู้เสียชีวิตมีทั้งหมด 2 ราย เป็นผู้ใหญ่ทั้งสองราย

                “สำหรับลักษณะอาการของโรคไข้เลือดออกคือมีไข้สูงอย่างเฉียบพลัน และไข้จะสูงตลอดทั้งวันประมาณ 2-7 วันปวดศีรษะปวดเมื่อยตามตัวส่วนใหญ่มีอาการหน้าแดง อาจมีจุดแดงเล็กๆ ขึ้นตามลำตัว แขน ขา ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูกมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องและเบื่ออาหาร ต่อมาไข้จะลดลงในระยะนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอาจเกิดอาการรุนแรงอาจมีภาวะช็อคและเสียชีวิตได้ ขอให้ประชาชนสังเกตอาการป่วยของคนในครอบครัวหากมีไข้สูงลอยเกิน 2 วัน และเช็ดตัวหรือกินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลดลง ขอให้คิดว่าอาจป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ให้รีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์หรือสถานบริการสาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อให้ได้รับการดูแลที่ถูกต้องและรวดเร็ว หรือหากพบผู้ป่วยสงสัย ก็ให้รีบพาไปพบแพทย์เช่นเดียวกัน เพื่อประเมินอาการและเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจ โดยสามารถตรวจด้วยชุดตรวจแบบรวดเร็ว NS1 และแอนติบอดี้(antigen-antibody test kit)ก็จะคัดกรองโรคไข้เลือดออกในเบื้องต้นได้เช่นกัน”นายแพทย์โอภาสกล่าว

ทั้งนี้ขอให้ทุกบ้านกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันโรคที่ได้ผลดีที่สุดด้วยหลักการ3 เก็บ เพื่อไม่ให้ยุงลายวางไข่ดังนี้1. เก็บกวาดบ้านให้ปลอดโปร่งไม่มีบริเวณอับทึบให้ยุงลายเกาะพัก 2. เก็บขยะ เศษภาชนะทุกชนิดบริเวณรอบบ้าน ทิ้งในถุงดำมัดปิดปากถุงแล้วนำไปทิ้งในถังขยะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งขังน้ำให้ยุงวางไข่เพาะพันธุ์ได้ 3. เก็บน้ำ ปิดฝาภาชนะใส่น้ำกินน้ำใช้ให้มิดชิด ล้างคว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ และเปลี่ยนน้ำในภาชนะเล็กๆ เช่น ถ้วยรองขาตู้ หรือแจกันทุกสัปดาห์ ใส่ทรายกำจัดลูกน้ำหรือปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะที่ปิดฝาไม่ได้ เช่นอ่างเลี้ยงไม้น้ำ เป็นต้น  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองโรคติดต่อ โทร 025903103-5 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

Leave a comment