ผลศึกษาสื่อ‘ดั้งเดิม-ออนไลน์-ท้องถิ่น’ หลากปัจจัยกระทบและแนวทางปรับตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638233

ผลศึกษาสื่อ‘ดั้งเดิม-ออนไลน์-ท้องถิ่น’  หลากปัจจัยกระทบและแนวทางปรับตัว

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานเผยแพร่ผลงานวิจัย 4 ชิ้น ในโครงการ “การปรับตัวขององค์กรข่าว เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม” อันเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งนอกจากงานวิจัย “คุณค่า ความหมาย และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (สังคม) ต่อสื่อในยุคดิจิทัล” ที่ทีมงาน นสพ.แนวหน้า ได้นำเสนอไปแล้ว (“คุณค่า-ความหมาย-ที่พึ่ง” เปิดผลวิจัยสังคมไทยมองสื่อ : สกู๊ปหน้า 5 ฉบับวันที่ 17 ก.พ. 2565) ยังมีงานวิจัยอีก 3 ชิ้นที่น่าสนใจเช่นกัน ได้แก่

1.งานวิจัย “การปรับตัวขององค์กรข่าวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม : กรณีศึกษาองค์กรสื่อกระแสหลัก”ผลงานโดย ผศ.อริน เจียจันทร์พงษ์ อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ผศ.ดร.พรรษาสิริกุหลาบ อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นองค์กรสื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (ทำสื่อเกือบครบทุกประเภท) 2 แห่งองค์กรสื่อธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อม (ทำสื่อเพียง 1-2 ประเภท) 2 แห่ง และองค์กรสื่อสาธารณะ 1 แห่ง

พบว่า ปัจจัยที่เป็นแรงกดดันต่อการทำงานของสื่อ มีทั้ง “การเมือง” ทั้งจากบรรยากาศการใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและสังคมที่มีความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์สูง ทำให้สื่อมวลชนเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตนเอง โดยเฉพาะในบางประเด็นที่มีความอ่อนไหว “เศรษฐกิจ” แหล่งทุนขนาดใหญ่มีไม่กี่แหล่ง ในขณะที่การแข่งขันสูงขึ้นบวกกับพฤติกรรมผู้รับสารเปลี่ยนไปและ “เทคโนโลยี” ที่องค์กรสื่อพยายามปรับตัวด้วยการเสนอข่าวผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสามารถปรับตั้งค่าการมองเห็นเนื้อหาได้เสมอโดยที่องค์กรสื่อไม่มีอำนาจต่อรอง

ทั้งนี้ “แม้สังคมคาดหวังให้สื่อนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนให้มากขึ้น แต่ในมุมองค์กรสื่อมองว่าข่าวรูปแบบดังกล่าวมีต้นทุนสูง มีความเสี่ยงในแง่กฎหมาย อีกทั้งไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าทำออกมาแล้วจะได้รับความสนใจจากผู้รับสารซึ่งส่งผลย้อนกลับมาเป็นรายได้ขององค์กรสื่อเองด้วย” การปรับตัวจึงเน้นไปในทางนำเสนอแบบ“เล่าข่าว” เพราะใช้ต้นทุนต่ำกว่าและความเสี่ยงน้อยกว่า ขณะที่ช่องทางออนไลน์ เน้นการนำเสนอข่าวปริมาณมากๆ และนำเสนอแบบปลุกเร้าอารมณ์แม้จะเป็นข่าวนโยบายสาธารณะก็ตาม เพื่อหวังผลการมองเห็นและดึงดูดผู้รับสาร

2.งานวิจัย “การปรับตัวขององค์กรข่าวออนไลน์เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม” ผลงานโดย เอกพล เธียรถาวร อาจารย์กลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ปาจารีย์ปุรินทวรกุล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นสำนักข่าวออนไลน์ 6 แห่ง พบว่า

“สำนักข่าวออนไลน์เลือกสร้างภาพลักษณ์แบบเฉพาะด้าน” เช่น บางสำนักเน้นข่าวที่มีเนื้อหาเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ บางสำนักเน้นข่าวอาชญากรรม บางสำนักเน้นข่าวตรวจสอบการทุจริต จนกลายเป็นภาพจำ ถึงขนาดที่เมื่อสำนักข่าวนั้นหยิบยกประเด็นอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากเดิมมานำเสนอก็จะถูกผู้รับสารท้วงติง อาทิ สำนักข่าวที่ปกติจะนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับความล้ำสมัยโดนใจคนรุ่นใหม่ จู่ๆ ก็เสนอข่าวตลาดข่าวชาวบ้านทั่วไป เป็นต้น ซึ่งจะแตกต่างจากองค์กรสื่อหรือสำนักข่าวแบบเดิม(วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์) ที่นำเสนอเนื้อหาหลากหลาย

การตั้งจุดยืนเรื่องภาพลักษณ์องค์กรเช่นนี้ ยังทำให้การทำงานของกองบรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์ต่างไปจากองค์กรสื่อแบบเดิมด้วย ในขณะที่สำนักข่าวแบบดั้งเดิมจะมีการแบ่งเป็นทีมการเมือง เศรษฐกิจ อาชญากรรม สังคม ฯลฯ แต่สำนักข่าวออนไลน์จะมีทีมงานเดียวเพราะมุ่งตามประเด็นข่าวเฉพาะที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์องค์กรสร้างไว้เท่านั้น ส่วนประเด็นทั่วไปอื่นๆ หากจะหยิบมานำเสนอเบื้องต้นจะใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิก่อน

อนึ่ง แม้สำนักข่าวออนไลน์จะรับได้กับเนื้อหาประเภทแฝงโฆษณา (Advertorial) ค่อนข้างมาก แต่ก็จะต้องต่อรองเรื่องจุดยืนของสำนักข่าวกับแหล่งทุนหรือสปอนเซอร์เช่นกัน อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ “นอกจากจะต้องรักษาความน่าเชื่อถือด้วยการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพเช่นเดียวกับสื่อมวลชนแบบดั้งเดิมแล้ว องค์กรสื่อหรือสำนักข่าวออนไลน์ยังต้องให้ความสำคัญกับชุดคุณค่าที่เป็นสากลด้วย” เช่น สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม อันเป็นผลมาจากช่องช่องทางการนำเสนอผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลที่เชื่อมโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน

และ 3.งานวิจัย “การปรับตัวขององค์กรข่าวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม : สำนักข่าวท้องถิ่น”ผลงานโดย ผศ.ดร.สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขาวารสารคอนเวอร์เจ้นท์และสื่อดิจิทัลสร้างสรรค์ คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และ อภิสิทธิ์ ศุภกิจเจริญ อาจารย์คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง เลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นสำนักข่าวท้องถิ่น แบ่งเป็นภาคเหนือ2 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 แห่ง ภาคตะวันออก 1 แห่ง ภาคตะวันตก 1 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง พบว่า

“ย้ายหรือขยายช่องทางนำเสนอเนื้อหา..แต่ไม่เปลี่ยนภาพลักษณ์ความเป็นสื่อท้องถิ่น” สื่อท้องถิ่นที่เดิมเป็นหนังสือพิมพ์มาก่อน เมื่อเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้รับสารเปลี่ยนไป บางสำนักเลิกผลิตหนังสือพิมพ์กลายเป็นสำนักข่าวออนไลน์อย่างเต็มตัว แต่บางสำนักหนังสือพิมพ์ยังพอขายได้ก็ยังไม่เลิกผลิต โดยทำงานแบบผสมผสาน เช่น ข่าวประจำวันนำเสนอผ่านช่องทางออนไลน์ ส่วนหนังสือพิมพ์จะขยายประเด็นลงลึกรายละเอียด เป็นต้น

ถึงกระนั้น รายได้ของสื่อท้องถิ่นในด้านที่เป็นสื่อออนไลน์ก็พบว่าไม่มากนัก เพราะแม้แหล่งทุนที่เคยสนับสนุนสื่อท้องถิ่นในรูปแบบสื่อดั้งเดิมจะตามไปสนับสนุนเมื่อปรับตัวเป็นสื่อออนไลน์ด้วย แต่ก็ไปในอีกราคาหนึ่ง ส่วนการปรับตัวของคนทำงาน คนที่เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องแต่ไม่ถนัดเทคโนโลยีดิจิทัล จะกลายเป็นผู้สื่อข่าวอิสระ (Freelance) ที่ถูกว่าจ้างให้ทำงานเฉพาะประเด็น ในขณะที่คนที่จะเป็นพนักงานประจำต่อไปได้ ต้องสามารถปรับตัวให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำงานได้ด้วย

แต่ทุกองค์กรยังคงรักษาแนวทางเดิมคือเน้นนำเสนอข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นหรือจังหวัดที่สำนักข่าวนั้นตั้งอยู่ และต้องรักษาความเป็น “ที่พึ่งของชุมชน” ไว้ให้ได้!!!

Leave a comment