#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/645549

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.15 น.
เมื่อวานมีการตีพิมพ์ในรายงานการเจ็บป่วยและเสียชีวิต (Morbidity and Mortality Weekly Report, MMWR) ของศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา (Central of Disease Control, CDC) เรื่องประสิทธิผลของวัคซีน (Vaccine Effectiveness, VE) หรือความสามารถในการป้องกันความรุนแรงของโควิด-19 ของวัคซีนของบริษัทแจนเซน กับวัคซีน mRNA (ไฟเซอร์หรือโมเดอนา) ในรัฐ 10 รัฐ ระหว่างวันที่ 16 ธ.ค.2564 ถึง 7 มีนาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน
การศึกษานี้พบว่าประสิทธิผลของวัคซีนต่อการเข้ารักษาในห้องฉุกเฉินหรือรักษาเร่งด่วนจากโควิด-19 หลังได้รับวัคซีนแจนเซน 1 เข็ม เท่ากับ 24%, วัคซีนแจนเซน 2 เข็ม เท่ากับ 54%, วัคซีนแจนเซน 1 เข็ม ต่อด้วยวัคซีน mRNA 1 เข็ม เท่ากับ 79% และประสิทธิผลของวัคซีน mRNA 3 เข็ม เท่ากับ 83%

ประสิทธิผลของวัคซีนต่อการรักษาในโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 หลังได้รับวัคซีนแจนเซน 1 เข็ม เท่ากับ 31%, วัคซีนแจนเซน 2 เข็ม เท่ากับ 67%, วัคซีนแจนเซน 1 เข็ม ต่อด้วยวัคซีน mRNA 1 เข็ม เท่ากับ 78% และประสิทธิผลของวัคซีน mRNA 3 เข็ม เท่ากับ 90%
ในสหรัฐอเมริกาจึงแนะนำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนแจนเซน 1 เข็ม นานกว่า 2 เดือน ควรได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีน mRNA ถึงแม้
บ้านเราจะไม่มีวัคซีนของบริษัทแจนเซน แต่ก็พอจะนำมาประยุกต์กับผู้ที่ได้รับวัคซีนของบริษัทแอสตราเซเนกาได้ เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดไวรัสเวคเตอร์เหมือนกัน แต่วัคซีนแจนเซนชุดหลัก (primary series) ฉีดเพียง 1 เข็ม ส่วนวัคซีนแอสตราเซเนกาชุดหลักต้องฉีด 2 เข็ม ดังนั้นผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกาชุดหลักครบ 2 เข็มแล้วก็ควรรับการกระตุ้นด้วยวัคซีน mRNA เช่นกัน
พลอากาศโท นายแพทย์อนุตตร จิตตินันทน์
ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
