#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/646322

วันศุกร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.
นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กระบวนการทอผ้าประกอบด้วยเส้นพุ่งและเส้นยืนนำมาทอเป็นผืนผ้า ซึ่งในการผลิตเส้นไหมเพื่อใช้ในการทอผ้านั้น เส้นไหมที่ได้จากการสาวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านส่วนใหญ่จะนำมาทำเป็นไหมเส้นพุ่งเพื่อการทอผ้า เนื่องจากเส้นใยมีความยาวค่อนข้างสั้น คือประมาณ 400–800 เมตร แต่นำมาทำเป็นเส้นยืนสำหรับทอผ้าได้ยาก จึงร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ พัฒนาเทคนิคและวิธีการสาวไหมและตีเกลียว เพื่อให้สามารถทำเส้นไหมยืน และเส้นไหมพุ่งจากไหมไทยพื้นบ้านด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เกษตรกรสามารถทำได้เอง เส้นไหมที่สาวได้มีลักษณะกลม มีการรวมตัวของเส้นไหมดี เส้นไหมมีความแน่น ไม่แตก เมื่อนำไปทอผ้าจะได้ผ้ามีคุณภาพดีมาก เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการสาวไหมทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพเส้นไหมโดยรวมของประเทศ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการทอผ้าไหมได้ผ้าไหมคุณภาพ สร้างอัตลักษณ์ให้กับไหมไทย
สำหรับกระบวนการทำเส้นไหมเส้นยืนนั้น มีเทคนิคและวิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เริ่มตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกรังไหม นำรังไหมรังดีที่ได้จากการคัดเลือกรังมาลอกปุยก่อนที่จะนำไปต้มรัง และนำรังไหมมาต้ม ซึ่งขั้นตอนนี้ มีความสำคัญมาก ต้องทำให้ถูกวิธี เนื่องจากวิธีการต้มรังไหมมีผลต่อประสิทธิภาพการสาวไหมและคุณภาพของเส้นไหม จากนั้นนำเส้นไหมมาตีเกลียวด้วยอุปกรณ์ที่พัฒนาจากเครื่องสาวไหม UB2 เพื่อตีเกลียวให้ได้ตามความต้องการที่ใช้งาน เช่น ทำเส้นยืน ตีเกลียว 400-450 เกลียว/เมตร หรือ 300-350 เกลียว/เมตรทำเส้นพุ่ง 250-300 เกลียว/เมตร หรือน้อยกว่านั้น
จุดเด่นของกระบวนการนี้ คือ สามารถนำรังไหมรังเหลืองจากไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านมาทำเป็นเส้นไหมได้ตามความต้องการ ทั้งไหมเส้นพุ่งและไหมเส้นยืน เส้นไหมที่สาวได้มีลักษณะกลมมีการรวมตัวของเส้นไหมดี เส้นไหมไม่แตก สามารถนำมาทอผ้าไหมคุณภาพสูง หรือผ้ากิโมโนได้