‘นภัคพร บุญญาภิสิทธิ์’ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ 4 อย่างสำเร็จพร้อมกันรายแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/649363

‘นภัคพร บุญญาภิสิทธิ์’ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ 4 อย่างสำเร็จพร้อมกันรายแรก
https://photos.app.goo.gl/BqZaxJMMrYgrDrQW8

วันจันทร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การปลูกถ่ายอวัยวะ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย แต่การรับรู้และเข้าใจเรื่องการบริจาคอวัยวะยังไม่กว้างขวาง และยังมีความเชื่อที่ผิดๆ เช่น บริจาคอวัยวะแล้วกลัวชาติหน้าเกิดมาแล้วมีอวัยวะไม่ครบ หรือบริจาคอวัยวะกลัวศพไม่สวย สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้มีการขาดแคลนอวัยวะเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันยังมีผู้ป่วยที่ลงทะเบียนรอรับอวัยวะไว้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยเป็นจำนวนมาก จากข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 มีผู้ลงทะเบียนรอรับอวัยวะมากถึง 5,817 คน แต่มีผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะแล้วเพียง 429 คน เท่านั้น หรือมีผู้รออวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะเพียงร้อยละ 7

การบริจาคอวัยวะ คือการที่บุคคลหนึ่งมีความประสงค์ที่จะให้อวัยวะของตนเมื่อเสียชีวิตแล้วให้แก่ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิธีอื่นๆ ต้องได้รับการรักษาโดยการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยผู้บริจาคอวัยวะ 1 รายอาจช่วยเหลือผู้ป่วยได้สูงสุดถึง 8 คน อวัยวะที่สามารถนำมาปลูกถ่ายได้ คือ ไต ปอด หัวใจตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก นอกจากนี้ ยังสามารถทำเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่ายได้ ได้แก่ กระจกตา ลิ้นหัวใจ หลอดเลือด ผิวหนัง กระดูก เส้นเอ็น

การบริจาคอวัยวะ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่โดยไม่หวังผลตอบแทน เสมือนการให้ชีวิตใหม่กับเพื่อนมนุษย์ ซึ่งการบริจาคอวัยวะได้ช่วยต่อลมหายใจให้กับ นภัคพรบุญญาภิสิทธิ์ ผู้ได้รับการปลูกถ่ายลำไส้เล็ก ตับ ตับอ่อน และกระเพาะอาหาร ในคราวเดียวกันได้สำเร็จเป็นรายแรก

นภัคพร บุญญาภิสิทธิ์ เล่าว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ คือโรคไอบีเอส (Irritable Bowel Syndrome) หรือโรคลำไส้แปรปรวน โดยมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูกสลับกันแต่ไม่ได้มีอาการร้ายแรง จนกระทั่งในปี 2561 ได้มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงขึ้นคล้ายกับมีเด็กถีบอยู่ในท้อง และมีอาการอาเจียนพุ่ง จึงได้มาโรงพยาบาลคุณหมอได้ให้ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์CT Scan พบว่ามีเนื้องอกอยู่ตอนต้นของลำไส้เล็ก จึงเข้ารับการผ่าตัดเพื่อตัดเนื้องอกออก และนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเพราะหลังการผ่าตัด เกิดหลอดเลือดดำใหญ่ในช่องท้องอุดตัน ทำให้ลำไส้เล็กทั้งหมดและอวัยวะในช่องท้องอื่นบางส่วนขาดเลือด ต้องผ่าตัดอวัยวะเหล่านั้นออก จึงเกิดภาวะลำไส้สั้นทำให้เราไม่สามารถกินอาหารได้ตามปกติแบบคนทั่วไปได้ ต้องให้อาหารทางหลอดเลือดไปตลอด ซึ่งสารอาหารที่ได้รับทำให้มีไขมันไปพอกที่ตับอีก ตับก็โดนทำลายไป คุณหมอจึงลงความเห็นว่าต้องเปลี่ยนตับด้วย

ส่วนกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และตับอ่อน ก็เป็นผลข้างเคียงที่โดนด้วย เพราะเนื้องอกอยู่บริเวณใกล้เคียงกันทำให้ส่งผลกระทบไปทั้งหมด ทีมคุณหมอศัลยแพทย์ก็เริ่มปรึกษาว่าอวัยวะของเราเริ่มจะไม่สามารถใช้งานได้แล้ว จึงลงความเห็นว่าควรปลูกถ่ายอวัยวะ 4 อวัยวะพร้อมกันคือ ตับ ตับอ่อน กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก เนื่องจากลำไส้เป็นอวัยวะที่ค่อนข้างเปราะบาง และทนต่อการขาดเลือดได้ไม่นาน ผู้บริจาคที่เหมาะสมจึงจำเป็นต้องเป็นผู้บริจาคสมองตายที่มีสัญญาณชีพคงตัวผลตรวจเลือด หมู่เลือดตรงกับผู้ป่วยและการทำงานของระบบต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ดีจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องรออวัยวะบริจาคที่เหมาะสมอยู่เป็นเวลานานกว่า 2 ปี

จนกระทั่งวันที่ 2 เมษายน 2564 ทางศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ได้แจ้งกับโรงพยาบาลศิริราชว่า ได้มีผู้บริจาคอวัยวะสมองตาย และคุณหมอได้มาปลุกประมาณตี 3และบอกว่า นภัคพร ได้อวัยวะแล้วให้ไปเตรียมตัว ตอนนั้นรู้สึกงงๆ และดีใจไปพร้อมๆ กัน ในใจเป็นกังวลว่าการผ่าตัดครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ตอนนั้นคิดแต่เพียงว่าถ้าสำเร็จอยากจะกลับบ้านมาก เพราะ 3 ปีที่อยู่บนเตียงมันทรมาน อยากกลับบ้านไปทำในสิ่งที่คนอื่นทำกันได้ง่ายๆ เช่น กลืนข้าวได้เอง รู้จักคำว่าอิ่มได้ และก็สามารถพาคนที่เรารักไปเที่ยวได้ และเมื่อวันที่เราได้กลับมาบ้านจริงๆ ยังจำภาพวันนั้นได้ดี ลูกสาว และสามีก็มารอรับเราที่โรงพยาบาล มีคุณแม่รอเราอยู่ที่บ้าน ซึ่งร่างกายเรายังไม่ดีเต็มที่หลังจากที่นอนโรงพยาบาลมา 3 ปี กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงต้องมาฝึกเดิน ต้องทำกายภาพบำบัด ทุกคนในครอบครัวจะคอยช่วยกัน ลูกคนโตจะช่วยทำแผล ส่วนลูกคนเล็กจะช่วยหยิบของให้ เพราะการผ่าตัดทำให้เราไม่มีกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหายไปคุณหมอใช้ตาข่ายพยุงหน้าท้องไว้และสำหรับผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะจะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าคนอื่น ยังต้องทานยากดภูมิคุ้มกันและต้องทานยาไปตลอดชีวิต

“ทางครอบครัวและตัวเราเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาถึงขั้นรักษาโดยวิธีปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งในตอนนั้นคิดว่าเราจะมาผ่าตัดรักษาเนื้องอกซึ่งอีกไม่นานก็กลับบ้านได้ แต่ในความเป็นจริง ตั้งแต่ผ่าตัดเนื้องอกเสร็จแล้ว เราต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึง 3 ปี ไม่ได้มีโอกาสกลับบ้านเลย ทางครอบครัวจึงไม่ได้เตรียมตัวรับกับสถานการณ์แบบนี้เลย แต่เราก็ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน และการที่เราป่วยไม่ใช่ป่วยแค่คนเดียว คนรอบข้างและคนที่รักเรามีผลกระทบทั้งหมด

และก่อนที่จะมาผ่าตัดปลูกถ่าย อวัยวะนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเราจะต้องมาถึงจุดนี้ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเราจะเป็นผู้ให้ หรือผู้รับ และก่อนที่จะป่วยจนเข้าโรงพยาบาล ทางครอบครัวของเราได้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้แล้วทั้งครอบครัว และได้บริจาคเลือดก่อนเข้าโรงพยาบาลไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งเราจะเป็นผู้รับอวัยวะ จึงคิดได้ว่าการให้อวัยวะเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ทำให้คนคนหนึ่งได้มีลมหายใจต่อได้ จึงอยากให้ทุกๆ คนเห็นถึงความสำคัญของการบริจาคอวัยวะสามารถช่วยชีวิตได้อีกหลายชีวิต”

มาร่วมเป็นผู้ให้เพื่ออีกหลายชีวิตได้อยู่ต่อ สามารถแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะทางเว็บไซต์ www.organdonate.in.th หรือดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น บริจาคอวัยวะหรือสแกน QR Code

Leave a comment