#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/651184

วันอังคาร ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 17.55 น.
วันที่ 3 พ.ค. 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมผ่านระบบ Video Conference ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ครั้งที่ 4/2565 โดยมี นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ดร.ไกรยส ภัทราวาส ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา คณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 กระทรวงศึกษาธิการ
โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า การศึกษามีหลายมิติและมีเรื่องเร่งด่วนคือทำอย่างไรให้น้องๆที่หลุดจากระบบการศึกษาเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้เร็วที่สุด และการปรับสภาพการเรียนรู้ และทางด้านจิตใจให้กับผู้เรียนที่มีภาวะการณ์ถดถอย(Learning Loss) ผลกระทบเกิดจากการเรียนออนไลน์ ในช่วงโควิด ตลอดจนการอบรมพัฒนาครูให้จัดการเรียนการในรูปแบบแอคทีฟเลินนิ่ง เพื่อสร้างสมรรถนะในการเรียนการสอนให้เกิดความพร้อมมากยิ่งขึ้น
“ขณะนี้รัฐบาลเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศเต็มที่แล้ว หลังจากวันที่ 1 พ.ค. นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็จะเดินทางเข้ามาประเทศไทย ดังนั้น ทำอย่างไรเราจะอยู่กับสถานการโควิดนี้ให้ได้ เราจึงต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนและครู และสถานศึกษาให้มีความปลอดภัย เนื่อนจากขณะนี้มีผู้ปกครองและครูบางส่วนที่ยังมีความวิตกกังวลของสถานการณ์โควิด ถึงแม้จะเปิดประเทศแล้ว จึงขอฝากผอ.โรงเรียน และผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ช่วยสร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและตระหนักในการให้บุตรหลานได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด ซึ่งในวันนี้ก็มีรองอธิบดีกรมอนามัย มาร่วมชี้แจงถึงความพร้อมในการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนและครู ซึ่งขณะนี้นักเรียนที่อายุ 5-11 ปี จาก 5 ล้านคน มีผู้ปกครองกว่า 3 ล้านคนประสงค์จะให้ลูกฉีดวัคซีนและเริ่มมีการฉีดไปแล้ว และการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนผ่านการประเมินแล้ว แต่ก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 ของ สธ.ด้วย เมื่อเปิดเรียนแบบออนไซต์แล้ว หากมีนักเรียนติดเชื้อก็ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งโรงเรียน แต่โรงเรียนจะมีมาตรการรองรับอย่างไรเพื่อให้เปิดเรียนออนไซต์ให้ได้มากที่สุด จึงอยากให้ทุกเขตพื้นที่สร้างการรับรูและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและคุณครูเพื่อเตรียมพร้อมในการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ ต้องยอมรับว่าการเรียนแบบออนไซต์ถือเป็นการเรียนที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมานักเรียนมีวิถีชีวิตไม่ปกติ การกลับมาเรียนออนไซต์ครั้งนี้จึงอยากให้ปูพื้นฐานการเรียนทั้งทางวิชาการ ปรับพฤติกรรม จิตใจของเด็กแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เด็กเกิดความเครียดเกินไป และไม่อยากให้เน้นวิชาการจนลืมการปรับพฤติกรรมของการอยู่ร่วมกันด้วย”
น.ส.ตรีนุช กล่าวถึงโครงการปักหมุดพาน้องกลับมาเรียน ภายในสถานการณ์โควิด ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มาเปิดโครงการเดือน ม.ค.ให้ ศธ.ร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตามหาเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด ซึ่งจากตัวเลข 1.2 แสนคน ขณะนี้สามารถตามหาเด็กกลับเข้าสู้ระบบการศึกษาได้แล้ว 9.5 หมื่นคน และคิดว่าตัวเลยเด็กตกหล่นกลับมาเรียนจะมีมากขึ้น ส่วนน้อง ๆที่ยังกลับเข้าสู้ระบบการศึกษาไม่ได้เนื่องจากมีความซับซ้อนของปัญหา ก็อยากให้เขตพื้นที่ฯประสารงานกับผอ.โรงเรียน และผู้นำชุมชนให้ช่วยประสารความร่วมมือการนำนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และน้องๆที่จบชั้น ม.3 แล้ว ก็สามารถเข้าโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เตรียม วิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยเกษตร จำนวน 88 แห่งทั่วประเทศไว้รองรับน้อง ๆเข้าไปเรียนฟรี อยู่ฟรี ในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) และสนับสนุนโครงการหารายได้ระหว่างเรียนให้อีกด้วย
รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา อยากให้ผอ.โรงเรียนในแต่ละแห่งตรวจสอบความพร้อมโครงสร้างต่าง ๆของอาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับเด็กที่จะกลับเข้ามาเรียนที่โรงเรียนให้มีความปลอดภัยทั้งร่างกายและพัฒนาการอื่นๆ และให้มีการดาวโหลดแอพพลิเคชั่น MOE Safety Center เพื้อให้น้องๆ และผู้ปกครอง ได้ใช้เป็นช่องทางแจ้งข้อมูลและเข้าถึงการช่วยเหลือจากระบบของศธ.ด้วย รวมถึง ให้ ผอ.เขตพื้นที่ ดำเนินโครงการโรงเรียนคุณภาพ เนื่องจากโรงเรียนที่มีเด็กน้อยลง มีครูไม่ครบชั้น ให้ เขตพื้นที่ฯ สร้างโรงเรียนเครือข่ายให้นักเรียนมาใช้ทรัพยากรร่วมกันในโรงเรียนที่มีความพร้อม โดยทาง สพฐ.สนับสนุนค่าเดินทางให้กับนักเรียน
“หลังจากนี้ดิฉันจะลงไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ เพื่อไปให้กำลังใจกับผู้บริหาร ซึ่งแต่ละโรงเรียนมีสภาพที่แตกต่างกันในการเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียน ตามนโยบายของศธ. รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ก็ถือเป็นอีกนโยบายเร่งด่วนของศธ. จึงได้มีสถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่ และระดับจังหวัด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา
“การเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียนในสัปดาห์หน้าจะมีการแถลงความคืบหน้าอีกครั้ง แต่วันนี้ มากำชับให้ผอ.โรงเรียนและผอ.เขตพื้นที่ฯเตรียมความพร้อมของโรงเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและครูมั่นใจ และได้เน้นย้ำเรื่องการพาน้องที่ตกหล่นกลับมาเรียน การสร้างความปลอดภัยของสถานศึกษา การทำโรงเรียนคุณภาพ การพัฒนาครู เพราะการพัฒนาการเรียนการสอนต่างๆที่ต้องอาศัยทุกคนเป็นฟันเฟืองและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการทำให้งานของศธ.“ รมว.ศธ. กล่าว
ด้าน นายอัมพร กล่าวว่า การเปิดภาคเรียนพร้อมกันในวันที่ 17 พ.ค.2565 นี้ จะเน้นเปิดแบบออนไซต์เป็นหลัก และเพื่อให้ครูและนักเรียนปลอดภัย จึงรณรงค์ให้มีการฉีดวัคซีนครูและนักเรียนให้ได้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้ นักเรียนที่อายุ 12-18 ปี ฉีดวัคซีนแล้วเกินกว่า 98% ส่วนนักเรียนอายุ 5-11 ปี ฉีดเพียง 3-4 % จึงจำเป็นต้องรณรงค์ให้นักเรียนฉีดวัคซีนให้มากขึ้น สำหรับสาเหตุที่ไม่ฉีดเนื่องจากผู้ปกครองยังไม่กล้า จึงไม่ยินยอมให้ลูกฉีด วันนี้ สพฐ.จึงได้เชิญรองอธิบดีกรมอนามัย มาให้ความรู้ว่าการฉีดวัคซีนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ฉีดแล้วป้องกันโรคได้ดีกว่าไม่ฉีด รวมถึงรณรงค์ให้ผู้ปกครองเด็กที่ยังเล็กอยู่ให้ฉีดวัคซีน ด้วย แต่การมาเรียนออนไซต์จะไม่นำเรื่องการตรวจ ATK หรือการฉีดวัคซีนมาเป็นอุปสรรค ถ้าไม่ฉีดวัคซีนก็ให้มีการเว้นระยะห่าง แต่เน้นการตรวจประเมินความพร้อมของโรงเรียน และการปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 ของ สธ.อย่างเข้มข้น วันนี้เปิดประเทศแล้วก็เข้าสู่ภาวะปกติ และในเดือน ก.ค.จะประกาศเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว
นายอัมพร กล่าวต่อว่า สพฐ.มีเป้าหมายว่าในวันเปิดภาคเรียน จะต้องพาน้องกลับมาเรียนให้ได้ ซึ่งสพฐ.มีนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาไปประมาณ 2.8 หมื่นคน ขณะนี้ตามเจอตัวแล้วประมาณ 97 % และตกลงว่าจะกลับมาเรียนกับสพฐ.ประมาณ 17% ที่เหลือยังไม่ยอมกลับมาเรียนในสถานศึกษา ซึ่งเป็นโจทย์ที่เราจะต้องทำต่อไป ส่วนที่ตามแล้วไม่เจอตัวอีกประมาณ 400 กว่าคน ในจำนวนนี้มีต่างด้าวด้วย ซึ่ง สพฐ.จะร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆในการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือการเปลี่ยนแปลงการด้อยโอกาสของเขาให้เป็นคนได้โอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้หลักการไว้
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า ตนได้เน้นย้ำถึงการเตรียมการจัดการเรียนการสอนเทอมใหม่ในปี 2565 ไม่อยากให้เน้นวิชาการ แต่อยากให้มุ่งสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และอยากให้เป็นการเรียนการสอนเพื่อซ่อม เสริมส่วนที่พร่อง โดยซ่อมในส่วนที่เด็กขาดหายไปในช่วง 2 ปีกว่า เช่น ระดับประถมศึกษา เน้นให้เด็กอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น เพราะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้วิชาอื่น แต่ก่อนที่จะซ่อม เสริม ต้องมีเครื่องมือตรวจสอบการเรียนรู้ของเด็กว่าเขาขาดอะไร และตรวจสุขภาพอนามัย ตรวจสภาพจิตใจนักเรียนว่ามีภาวะความเครียดทางสังคมอย่างไรบ้าง ส่วนระดับชั้นมัธยมศึกษา จะเน้นช่วยสร้างแรงบันดาลใจ หรือสร้างเป้าหมายทางเลือกในการประกอบอาชีพ เมื่อรู้ว่าเด็กจะไปทางไหนก็จัดการเรียนการสอนมีความรู้ในสิ่งที่จำเป็นให้ตรงกับที่เด็กจะไปต่อโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อให้เด็กไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น
“ผมขอให้ผอ.โรงเรียน และผอ.เขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง นอกจากดูแลเรื่องความปลอดภัยจากโรคแล้ว ให้สถานศึกษาทุกแห่งมีระบบดูแลความปลอดภัยของนักเรียน เพราะทุกปีเราจะสูญเสียเด็กจากการจมน้ำ จากการคมนาคม การถูกล่วงละเมิด จากภัยธรรมชาติ อุบัติภัย จึงอยากให้ทุกโรงเรียนสร้างระบบการดูแลความปลอดภัยทุกมิติ ส่วนการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ผมให้กลักการกับ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ถึงสถานีแก้หนี้ในระดับเขตพื้นที่ อยากให้มีข้อมูลพื้นฐานของครูทุกคน ทั้งครูที่มีหนี้ และครูที่ไม่มีหนี้ และแยกว่าทำไมครูไม่มีหนี้ เขาดำเนินชีวิตแบบไหน เพื่อเป็นแบบอย่างให้ครูที่มีหนี้ ถ้าไม่อยากมีหนี้จะใช้ชีวิตอย่างไร หรือมีบทเรียนอย่างไร และกลุ่มที่มีหนี้ทำไมถึงมีหนี้ หนี้เกิดจากอะไร และแยกกลุ่มที่มีหนี้ระดับรุนแรง หรือพอพึ่งตนเองได้ แล้วแก้ไขไปตามกลุ่มปัญหา ตามความเดือดร้อนจำเป็น และการเติมความรู้ให้ครูบรรจุใหม่จะต้องมีการวางแผนชีวิตอย่างไรจึงจะไม่มีหนี้ จะทำให้ช่วยลดปัญหาหนี้สินครูน้องลงในอนาคต” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว