กุมารแพทย์เตือน ลมชักในเด็ก ร้ายแรงกว่าที่คิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/660259

กุมารแพทย์เตือน ลมชักในเด็ก ร้ายแรงกว่าที่คิด

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หากบุตรหลานของท่านมีอาการเหม่อ กล้ามเนื้อกระตุก หมดสติหรือมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น หัวเราะโดยไม่มีเหตุผล กลัวโดยอธิบายไม่ได้ว่ากลัวอะไร ให้สงสัยไว้ก่อนว่าบุตรหลานของท่านอาจมีอาการของโรคลมชัก ที่สามารถพบได้ในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี และกว่าครึ่งไม่สามารถทราบสาเหตุได้

โรคลมชัก เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อย สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในเด็ก โดยทั่วโลกมีเด็กที่เป็นโรคลมชักกว่า 3.5 ล้านคนต่อปี ผู้ป่วยร้อยละ 40 เป็นผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี เมื่อคิดตามสัดส่วนประชากรจะพบว่า การเกิดโรคลมชักในเด็กจะอยู่ระหว่าง 3.5-7.2 ต่อประชากร 1,000 คน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยอย่างเด็ดขาด

พญ.สุชาวดี หอสุวรรณ กุมารแพทย์ ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า โรคลมชักจะมีทั้งแบบที่ชักเกร็งทั้งตัวและลมชักแบบที่เหม่อลอย เกิดจากคลื่นไฟฟ้าในสมองทำงานผิดปกติ นับเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัวเป็นอย่างมาก ทั้งต่อพัฒนาการ การเลี้ยงดู การเข้าสังคม รวมถึงการเรียน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และรักษาอย่างทันท่วงที โดยสาเหตุของโรคลมชักสามารถเกิดได้จากภาวะต่างๆ ได้แก่ ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความผิดปกติในโครงสร้างของสมอง การสร้างเนื้อสมองที่มีความผิดปกติ รวมถึงเส้นเลือด เช่น AVMs และเนื้องอกในสมอง ความผิดปกติหรือภาวะแทรกซ้อนก่อนคลอด ระหว่างคลอด รวมทั้งหลังคลอด เช่น การขาดออกซิเจนระหว่างคลอด การติดเชื้อในสมอง โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune disease) และไม่สามารถทราบสาเหตุได้ ซึ่งพบประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมด

อาการลมชักที่เกิดจะมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับกระแสประสาทในสมองที่ผิดปกติเกิดที่ส่วนไหนของสมอง ผู้ป่วยอาจจะมีอาการ สับสน เหม่อ กล้ามเนื้อกระตุก หมดสติ หรือมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น หัวเราะโดยไม่มีเหตุผล กลัวโดยอธิบายไม่ได้
ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ รวมทั้งการส่งตรวจเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม โดยการตรวจวินิจฉัยโรคลมชักจะขึ้นอยู่กับอาการเป็นหลัก แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดและใช้เครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อช่วยตรวจหาความผิดปกติ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) มีห้องที่สามารถ Monitor คลื่นไฟฟ้าสมองเพื่อตรวจหาจุดกำเนิดของคลื่นไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดอาการชักพร้อมวีดิทัศน์ (24-Hour Video EEG Monitoring) การตรวจทางรังสี ได้แก่ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) การตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และการตรวจหาจุดกำเนิดของคลื่นไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดอาการชักทางรังสีด้วยวิธีต่างๆ เช่น PET CT, SPECT, Interictal SPECT, Ictal SPECT และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด, การตรวจสารพันธุกรรมที่อาจเป็นสาเหตุของโรคลมชัก ฯลฯ

ในส่วนของการรักษาหลักๆ ของโรคลมชักจะมี 2 แบบ คือ การรักษาโดยใช้ยากันชัก โดยการให้ทานยาเป็นหลัก และการรักษาโดยวิธีอื่น เช่น ทานอาหารคีโต ที่แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนาการเป็นผู้จัดให้สำหรับผู้ป่วยเด็ก หรือการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการฝังเครื่องกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส(Vagus Nerve Stimulation : VNS) เพื่อรักษาโรคลมชัก หรือการผ่าตัดสมองรวมถึงการรักษาโรคร่วมที่พบอย่างอื่นด้วย เช่น การกระตุ้นพัฒนาการในเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ลมชักในเด็กเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองไม่ควรละเลย เพราะสามารถเกิดขึ้นโดยที่เด็กไม่รู้ตัว การสังเกตอาการของเด็กและรีบทำการรักษาในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมของกุมารแพทย์และทีมแพทย์ที่มีความชำนาญ พร้อมด้วยเครื่องมือทันสมัย มีห้องสำหรับ Monitor คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG Monitoring Unit) ที่สามารถดูแลและตรวจรักษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ย่อมช่วยให้เด็กไม่ต้องทรมานจากลมชักและลดความรุนแรงของโรคได้ในระยะยาว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์โรคลมชัก ระบบประสาท สมองเด็ก รพ.กรุงเทพ โทร.02-3103006 หรือแอดไลน์
https://bit.ly/3juXi4i 

Leave a comment