โดฟสานต่อแคมเปญ Dove #LetHerGrow เปิดเวทีเสวนา ‘สร้างอนาคตให้เด็กไทย เติบโตในแบบที่ดีที่สุดของตัวเอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/663567

โดฟสานต่อแคมเปญ Dove #LetHerGrow เปิดเวทีเสวนา  ‘สร้างอนาคตให้เด็กไทย เติบโตในแบบที่ดีที่สุดของตัวเอง’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โดฟ สานต่อแคมเปญ #LetHerGrow เปิดเวทีเสวนาระดมความคิด ในหัวข้อ Dove #LetHerGrow “สร้างอนาคตให้เด็กไทย เติบโตในแบบที่ดีที่สุดของตัวเอง” เพื่อรณรงค์ยุติกฎการลงโทษตัดผมนักเรียน ซึ่งกฎระเบียบเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบมากกว่าแค่ผมของนักเรียน แต่ยังส่งผลให้นักเรียนสูญเสียความมั่นใจในตนเอง โดย โดฟ เล็งเห็นและมุ่งมั่นที่จะให้ผู้คนสร้างคุณค่าความงาม คือ การมีความมั่นใจในตัวเองและการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

งานเสวนาในครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงการร่วมหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ผ่านตัวแทนของแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ดร.นิพนธ์ ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงทิศทางและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกฎระเบียบในโรงเรียน เพื่อสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในสังคม นางสาวผกาฉัตรเตชาบูรพานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายพัฒนาตลาด ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคล กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์โดฟ ในฐานะแบรนด์ที่ริเริ่มแคมเปญ #LetHerGrow ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น เจ้าของเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” ร่วมนำเสนอมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น ดร.กัลยารัตน์ เมธีวีรวงศ์ ประธานฝ่ายการฝึกอบรม สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมแชร์มุมมอง ในฐานะหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับครูและโรงเรียน และนางสาวซาร่า-รัศมี สท๊วต ผู้ร่วมถ่ายทอดในแคมเปญภาพยนตร์ Dove #LetHerGrow ผู้เคยมีประสบการณ์จากการโดนบังคับตัดผม

ดร.นิพนธ์ ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้าร่วมงานเสวนาฯพร้อมกล่าวถึงทิศทางและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกฎระเบียบในโรงเรียนว่า “ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยน โลกเปลี่ยน แคมเปญที่โดฟทำถือเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์และสื่อสารเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เห็นด้วยกับเรื่องสิทธิในร่างกายและทรงผมของนักเรียน ทั้งนี้ สถานศึกษาถือเป็นสังคมจำลองที่จะสร้างคนให้เข้าไปอยู่ในสังคมแห่งความเป็นจริงได้อย่างผาสุก ภายใต้กฎเกณฑ์เงื่อนไข และกติกา โดยในเรื่องของทรงผมนั้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ออกระเบียบฯ ว่าด้วยทรงผมของนักเรียน โดยมีเจตนารมณ์ให้การปฏิบัติตนของนักเรียนเป็นไปด้วยความถูกต้อง และควบคู่ไปกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยหลักการสำคัญคือการกระจายอำนาจให้แก่โรงเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา เพราะการศึกษาจะต้องลงถึงหน่วยปฏิบัติที่แท้จริง อีกทั้ง สพฐ. วิถีใหม่ วิถีคุณภาพ ตามนโยบายของ เลขาธิการ กพฐ. (ดร.อัมพร พินะสา) นั้น โรงเรียนต้องรู้ความต้องการของนักเรียนในสังกัดตัวเองและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม ซึ่งโรงเรียนร่วมกับคณะกรรมการสถานศึกษาจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของโรงเรียนร่วมกัน รวมถึงเรื่องของทรงผมนักเรียนที่เหมาะสมว่าควรจะทำเช่นไร

นางสาวผกาฉัตร เตชาบูรพานนท์ รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคล กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดฟ กล่าวว่า โดฟ ยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมรณรงค์ยุติกฎการลงโทษตัดผม ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาฯ เท่านั้น แต่เรายังมองหาแนวทางแก้ไข ปัญหานี้อย่างจริงจังเพื่อสร้างอนาคตที่ช่วยให้เด็กนักเรียนไทยทั่วประเทศได้เติบโตขึ้นในแบบที่ดีที่สุดของพวกเขา เราจึงเป็นสื่อกลางจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกันเพื่อเด็กๆ ของเรา โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า มุมมองและความเห็นที่เกิดจากงานเสวนาในครั้งนี้ จะเป็นแนวทางในการช่วยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคส่วนต่างๆ มองเห็นว่ากฎระเบียบดังกล่าวไม่ได้ลดทอนแค่ความยาวของเส้นผมของเด็กนักเรียน แต่ลดทอดความมั่นใจและตัวตนของพวกเขาอีกด้วย โดย โดฟ จะมีการขับเคลื่อนประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลา 3 ปีผ่านกองทุน The Growth Fund (เดอะ โกรธ์ ฟันด์) จำนวน 10,000,000 บาท เพื่อใช้ในงานศึกษาวิจัย การให้ความรู้ผ่านผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และการทำงานร่วมกับโรงเรียนและนักการศึกษา อีกด้วย

ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น เจ้าของเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” ร่วมนำเสนอมุมมอง จากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น กล่าวว่า ตนรู้สึกเห็นใจเด็กไทยจำนวนมาก ที่จะต้องอยู่กับกฎระเบียบที่ส่งผลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ซึ่งคำถามสำคัญ คือ ทำไมเรื่องทรงผมต้องเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย ยังมีข่าวนักเรียน
ถูกกล้อนผมอยู่ทำให้นักเรียนไปโรงเรียนอย่างไม่มีความสุข ทั้งที่โรงเรียน ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นที่สำหรับการเรียนรู้อย่างแท้จริง แต่กลับกลายเป็นว่าเด็กต้องไปโรงเรียนอย่างระแวดระวังกฎระเบียบและการลงโทษ การที่บอกว่าทรงผมเป็นการฝึกวินัย ซึ่งในความเป็นจริงเรื่องวินัยไม่ใช่แค่เรื่องของทรงผม แต่การฝึกวินัยในโรงเรียนสามารถทำได้กับหลายๆ
กิจกรรม เช่น การเข้าเรียนและส่งการบ้านให้ตรงเวลา ไม่ล้อเลียนเพื่อน ฯลฯ ซึ่งทรงผมไม่ได้เกี่ยวกับการเรียนรู้ แต่เกี่ยวข้องกับการเป็นตัวตนของคนคนนั้น กฎกติกาเรื่องทรงผมก็เป็นการบังคับให้เด็กไม่มีทางเลือก และส่งผลต่อจิตใจของเด็กมากว่า อยากให้มีการตั้งคำถามว่าทรงผมเด็กเกี่ยวข้องกับการสร้างระเบียบวินัยจริงหรือ และเชื่อว่าเสียงสะท้อนของสังคมสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมได้แน่นอน

ดร.กัลยารัตน์ เมธีวีรวงศ์ ประธานฝ่ายการฝึกอบรม สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมแชร์มุมมองในฐานะหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับครูและโรงเรียนว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎทรงผม ครูอาจจะทำไปด้วยความรักและความปรารถนาดีที่สะสมกันมารุ่นต่อรุ่น ซึ่งเห็นด้วยว่าบางครั้งอาจจะเกิดการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมจริงๆ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้หลายโรงเรียนได้มีการปรับเปลี่ยนเรื่องระเบียบทรงผมไปแล้วตามที่ทางกระทรวงศึกษาธิการได้พยายามออกมาตอกย้ำถึงการห้ามลงโทษด้วยการตัดผมและให้เคารพในสิทธิของเด็ก ครูจึงควรปรับ mindset ของตนเองเกี่ยวกับระเบียบทรงผม และเชื่อว่าเด็กทุกคนพัฒนาได้โดยไม่เกี่ยวกับทรงผมเลย นอกจากนี้ ตนเองเชื่อว่าหากโรงเรียนมีการเปิดหลักสูตรที่หลากหลาย ให้เด็กได้เลือกตามความถนัด ตามความสนใจ จัดวิชาเลือกเสรี มีอะไรทำที่ท้าทาย สนุก ซึ่งสามารถช่วยเสริมศักยภาพและความมั่นใจให้กับเด็กได้อย่างแท้จริง

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม คลิกไปที่ https://www.dovelethergrow.com/ พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #LetHerGrow

Leave a comment