#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/665860

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.55 น.
ถึงวันนี้ การเรียนการสอนได้กลับมาสู่ภาวะปกติแบบ “ออนไซต์ (Onsite)” หรือการเรียนการสอนในโรงเรียนอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปิดบ้าง-เปิดบ้าง ตามความรุนแรงของสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ยาวนานกว่า2 ปี ซึ่งเมื่อกลับมาเรียนแบบออนไซต์ “อุบัติเหตุบนท้องถนน” ดูจะกลับมาเป็นภัยคุกคามกับเด็กและเยาวชนไทย ไม่ต่างจากที่เมื่อผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ คนไทยกลับมาเดินทางมากขึ้น ก็มีรายงานพบการกลับมาเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2565 ระบุ “สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดกับรถรับ-ส่งนักเรียน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565” พบว่า ในเดือน มิ.ย. 2565 ที่สถาบันการศึกษาต่างๆกลับมาเปิดการเรียนการสอนออนไซต์เต็มรูปแบบ จำนวนอุบัติเหตุรถรับ-ส่งนักเรียน อยู่ที่ 8 ครั้ง มากที่สุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่เดือนม.ค. 2565 เกิด 1 ครั้ง ก.พ. 2565 ไม่มีอุบัติเหตุ มี.ค.-เม.ย. 2565 เกิด 2 ครั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่โรงเรียนบางแห่งเปิดสอนชดเชยสถานการณ์โควิด-19 และเดือน พ.ค. 2565 เกิด 5 ครั้ง

ก่อนหน้าการเผยแพร่รายงานของ ศวปถ. ไม่นานนัก แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง“เด็กเล็กต้องปลอดภัยบนถนน …เจ้าทำได้บ่”โดย พรทิพภา สุริยะ ผู้จัดการโครงการขยายผลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสู่โรงเรียนต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า แกนหลักความสำคัญการทำงาน คือ “สร้างคนเก่ง สร้างคนดี ให้ชุมชนคือคุณครู” ซึ่งครูจะเป็นต้นแบบที่ดีให้เด็กได้หรือไม่ จะต้องมีกระบวนการให้ความรู้กับครู
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวินัยการขับขี่ปลอดภัย รวมถึงออกแบบสื่อการเรียนการสอน โดยสิ่งที่จะทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีความปลอดภัยในการเดินทางจะมี 3 รูปแบบ ได้แก่ การจัดการจุดเสี่ยง การจัดการพฤติกรรมเสี่ยง และการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัย จากเดิมที่ครูมองตนเองว่ามีหน้าที่แค่ดูแลเด็ก แต่หลังจากที่ใช้กระบวนการวิเคราะห์ปัญหา การค้นหาจุดเสี่ยง และการค้นหาพฤติกรรมเสี่ยง ทำให้ครูมีความคิดที่เปลี่ยนแปลง
จึงทำให้เห็นว่านอกจากมีจิตวิญญาณในการเป็นครูแล้ว ยังมีจิตวิญญาณของความเป็นแม่ด้วย เพราะสามารถที่จะดูแลเด็กและทำให้เด็กเชื่อฟังได้ ซึ่งทำให้เด็กสามารถบอกผู้ปกครองได้ว่า การที่ผู้ปกครองไม่สวมหมวกนิรภัย จะทำให้ผู้ปกครองเป็นอันตรายได้ จึงทำให้ผู้ปกครองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวินัยการขับขี่รถ ซึ่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของครูเกิดจาก “พลังบวก”ที่อยากให้เด็กมีวินัย จิตสำนึกดี และพฤติกรรมที่ดีนอกจากนี้ยังส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้ผู้ปกครองด้วย
พรทิพภา เล่าต่อไปว่า หากดูข้อมูล 10 ปีย้อนหลังตั้งแต่ปี 2554-2564 พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากจักรยานยนต์เป็นอันดับ 1 สูงถึงร้อยละ 80.4 โดยอยู่ในช่วงอายุ 15-19 ปี จากการเสียชีวิตดังกล่าวจะทำให้จำนวนเยาวชนหายไป จึงทำให้หลายหน่วยงานทำเรื่องของความปลอดภัยทางถนนซึ่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นส่วนหนึ่งที่ทำเรื่องนี้ เนื่องจากเด็กและเยาวชนเสียชีวิตจากจักรยานยนต์ คิดเป็น 1 ใน 4 ของเด็กและเยาวชน หรือเสียชีวิตประมาณ 700-2,600 คนต่อปี

“เส้นทางการดำเนินงานแบ่งเป็น 3 เฟส ได้แก่ เฟสที่ 1 พ.ศ.2560-2561 พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน 8 จังหวัด เฟสที่ 2 พ.ศ.2562-2563 ขยายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสู่โรงเรียนประถมถึงมัธยมต้น 8 จังหวัดเดิม โดยการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก เฟสที่ 1 เป็นแหล่งเรียนรู้ และขยายผลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใหม่ และ เฟสที่ 3 พ.ศ.2564-2565 ขยายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบในการสร้างกลไกป้องกันทางสังคม โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน” พรทิพภา กล่าว
พรทิพภา กล่าวต่อไปว่า ข้อค้นพบจากการทำงานคือ “จะทำอย่างไรไม่ให้ครูรู้สึกโดดเดี่ยว” เนื่องจากความสำเร็จอยู่แค่เด็กและผู้ปกครองในชุมชนเท่านั้น แต่ถ้าหากสร้างการเปลี่ยนแปลงให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน จะต้องมีหน่วยงานในพื้นที่และภาคีเครือข่าย เข้ามาช่วยกันสนับสนุนการขับเคลื่อนเรื่องนี้ จึงได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายไปที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หากให้การสนับสนุนการจัดการเรียนรู้และสื่อการเรียนการสอนเรื่องความปลอดภัยทางถนนให้เด็ก จะสร้างการเปลี่ยนแปลงของผู้ปกครองและเป็นการปลูกฝังวินัยให้กับเด็กด้วย
รวมไปถึงการบรรจุเรื่องของความปลอดภัยในศูนย์ฯเข้าไปในเทศบัญญัติ เพื่อที่จะใช้งบประมาณของท้องถิ่น ซึ่งสิ่งที่ทำจะเป็นการทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเด็กเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้กำหนดมาตรการให้เด็กที่ได้เรียนหนังสือจะต้องสวมหมวกนิรภัยทุกคน จนในที่สุดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เห็นความสำคัญจึงได้มีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ จึงเกิดนโยบาย “ตำบลขับขี่ปลอดภัย” ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2562 โดยภาคีเครือข่ายมาขับเคลื่อนด้วยกัน
ซึ่งมีแนวทางตัวชี้วัด 4 ข้อ ได้แก่ 1.ผลักดันให้เกิดการใส่หมวกนิรภัย 100% เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ให้ลดลงร้อยละ 20 2.ผลักดันให้เกิดถนนปลอดภัย พร้อมการกำจัดจุดเสี่ยงและจุดอันตราย 3.พัฒนาศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยทางถนน และ 4.การตั้งด่านสกัดพฤติกรรมเสี่ยงที่ได้ผล คัดแยกคนขับเสี่ยงและรถเสี่ยง มาดำเนินการกับเครือข่ายอื่นต่อไป
ด้าน ผศ.(พิเศษ) กาญจนา ทองทั่ว หัวหน้าโครงการฯ ภาคอีสาน กล่าวเสริมว่าในพื้นที่ภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทำโครงการฯเฟสที่ 1 และเฟสที่ 2 ที่จังหวัดอุบลราชธานี และอำนาจเจริญ และในเฟสที่ 3 ได้ขยายโครงการไปจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งโครงการทำทั้งหมด 4 ภาค โดยที่มีกระบวนการคล้ายกันคือ“นำมาจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” เนื่องจากเวลาคิดอะไรจะต้องอยู่บนฐานข้อมูล จึงทำให้งานปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม คนในพื้นที่ต้องเป็นคนปฏิบัติการเองทั้งหมด
ซึ่งเมื่อทำแล้วจะเห็นได้ว่า กระบวนการที่ใช้ส่งผลต่อโครงการในระยะยาว ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกมีความเป็นเจ้าของร่วมสูง แต่การขยายผลเข้าไปสู่โรงเรียนเป็นเรื่องที่ยากกว่าศูนย์เด็กเล็ก เพราะว่าเมื่ออยู่ในศูนย์เด็กเล็กครูจะสอดแทรกเรื่องความปลอดภัยทางถนนเข้าในหลักสูตรการเรียนการสอนและทำอย่างต่อเนื่อง เมื่อเด็กเรียนรู้จนเห็นความอันตรายที่เกิดขึ้น จึงทำให้ส่งต่อความรู้ให้ผู้ปกครองอย่างง่ายดาย
ผศ.(พิเศษ) กาญจนา ยกตัวอย่างโครงการที่ทำในช่วงแรก ได้แก่ “ธนาคารหมวกนิรภัย” เนื่องจากเป็นโรงเรียนในชนบท ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงิน และผู้ปกครองส่วนใหญ่มองว่าขี่ในหมู่บ้านไม่อันตราย หลังได้ทำโครงการเด็กบางคนใส่หมวกนิรภัยจนเคยชิน และทำให้เด็กขอร้องให้ผู้ปกครองซื้อให้ จึงทำให้เห็นได้ว่า ครูสามารถเปลี่ยนความคิดของเด็ก ผู้ปกครอง และคนในชุมชนได้
“การพัฒนาครูจึงเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ โดยให้ครูเข้าใจว่าทำไมถึงต้องมาทำโดยการที่ใช้เครื่องมืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งให้ครูวิเคราะห์ปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่นั้นมีอะไรบ้าง หลังจากนั้นให้ดูสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร ดูว่าส่งผลกระทบอย่างไร และหาแนวทางแก้ปัญหา นอกจากนี้มีการให้ครูหาต้นทุนในพื้นที่เข้ามาในการจัดการจุดเสี่ยง ในส่วนของการพัฒนาการเรียนการสอน จะมีอาจารย์เอกปฐมวัยเข้ามาสอนในเรื่องของการเขียนแผน การจัดการเรียนการสอน และผลิตสื่อการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับแผน” ผศ.(พิเศษ) กาญจนา กล่าว