มอง 2 มหาอำนาจเอเชีย‘จีน-ญี่ปุ่น’ ยุทธศาสตร์ช่วยเหลือชาติกำลังพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666341

มอง 2 มหาอำนาจเอเชีย‘จีน-ญี่ปุ่น’  ยุทธศาสตร์ช่วยเหลือชาติกำลังพัฒนา

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ต่อให้จะมีนักวิชาการหลายคนบอกว่ามันเป็นเรื่องของความร่วมมือก็ตาม แต่สุดท้ายไม่สามารถปิดกั้นฉากสะท้อนอะไรบางอย่างในเรื่องของการแข่งขันทางยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้ แล้วเราก็เห็นว่ามีหลากหลายกระบวนท่าที่จีนและญี่ปุ่นใช้ในการสนับสนุนการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ Trans-Pacific Partnership (TPP) ที่นำโดยประเทศญี่ปุ่น ก็ถูกจับคู่ให้เป็นคู่แข่งขันกับ RCEP ที่ดูแล้วจีนน่าจะมีอิทธิพลหรือมีบทบาทสูงในฟอรั่มนั้น

ในขณะที่การเกิดขึ้นมาของ Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) ของประเทศจีน มักจะถูกจับคู่กับ Asian Development Bank (ADB) ที่ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญอยู่เป็นประจำ ดังนั้นต่อให้บอกว่ามันเป็นเรื่องของความร่วมมือที่เปิดกว้างหรืออะไรก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถกลบกระแสที่บอกว่า 2 ประเทศนี้กำลังแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ไปได้”

รศ.ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวในช่วงเริ่มต้นของการบรรยายเรื่อง “จีนและญี่ปุ่นที่มีต่อการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาสาธารณูปโภคในไทย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเสวนา“Direk Talk : สายลมแห่งรัฐ (ศาสตร์) : การศึกษารัฐศาสตร์ในโลกยุคใหม่”จัดโดย ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์มธ. เมื่อเร็วๆ นี้

งานศึกษานี้เป็นการมองยุทธศาสตร์ ของจีนและญี่ปุ่นในประเด็นร่วมสมัย เช่น Belt and Road Initiative (BRI) หรือ ที่คุ้นกับชื่อก่อนหน้านี้คือ One Belt One Road (1 แถบ 1 เส้นทาง) ของจีน หรือ Free and Open Indo-Pacific (FOIP : อินโด-แปซิฟิกที่เปิดกว้าง) ของญี่ปุ่น นโยบายเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อการช่วยเหลือและการพัฒนาที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ (Official Development Assistance : ODA) โดยการให้ความช่วยเหลือทำได้ 3 รูปแบบ คือ 1.เงินให้เปล่า ให้เงินกับประเทศผู้รับไปเลย 2.เงินกู้ผ่อนปรน เช่น คิดดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราทั่วไปในตลาด ให้เวลาผ่อนชำระหนี้ค่อนข้างยาวนาน การชำระหนี้ไม่จำเป็นต้องรีบชำระในส่วนของดอกเบี้ย เป็นต้น และ 3.ความร่วมมือทางวิชาการ

เมื่อวิเคราะห์สาระสำคัญของ “ยุทธศาสตร์ BRI ของจีน” พบว่า ให้ความสำคัญกับ 5 ด้าน คือ 1.การประสานนโยบาย 2.การเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน 3.การค้าอย่างไม่มีอุปสรรค 4.การบูรณาการทางการเงิน และ 5.สายสัมพันธ์ของประชาชนถึงประชาชน ซึ่ง “การให้ความช่วยเหลือของจีนจะเน้นไปที่ข้อ 2 หรือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน” อาทิ รถไฟความ เร็วสูง ท่าเรือ ถนน

หลักการของจีนว่าด้วยการช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา จีนนั้นไม่ได้อยู่ใน คณะกรรมการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (DAC) ซึ่งทำงานภายใต้ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ดังนั้น อาจตีความได้ว่าจีนกำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่แตกต่างออกไปจากบรรทัดฐานเดิมที่ DAC/OECD วางไว้หรือไม่ ขณะที่ฝ่ายจีนก็ชี้แจงว่า มีหลักการให้ความช่วยเหลือของตนเองมาแล้วตั้งแต่ปี 2507, 2554 และ 2557 โดยครั้งหลังสุดเกิดขึ้นภายหลังการประกาศยุทธศาสตร์ BRI แล้ว

“จีนยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน แล้วก็ไม่มี Political Condition หรือเงื่อนไขเรื่องของการเมืองในเรื่องที่เขาจะให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา อันนี้คือจุดที่จีนยึดมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงในปัจจุบัน เพราะจุดนี้นี่เองที่ทำให้มีลักษณะแตกต่างจากญี่ปุ่นในปัจจุบัน ดังนั้นเขาไม่ได้สนใจและใส่ใจในเรื่องของการไปแทรกแซงกิจการภายในเกี่ยวกับการเมือง” รศ.ดร.สุนิดา ระบุ

ข้างต้นคือจุดยืนที่จีนไม่เปลี่ยนมาตลอดตั้งแต่ปี 2507 แต่จุดที่จีนปรับเปลี่ยนไปบ้างคือเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) มีการปรับในปี 2557 ใช้คำว่า Common Development หรือ Independent Development โดยสรุปคือการยึดผลประโยชน์ของประเทศผู้รับเป็นหลัก ซึ่งเหตุที่ต้องปรับถ้อยคำดังกล่าว เพราะจีนถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า คำว่าผลประโยชน์ร่วมกันหมายถึงจีนได้มากกว่าประเทศผู้รับความช่วยเหลือ

จากนั้นในปี 2561 นโยบายให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ของจีน พบความเปลี่ยนแปลงจากช่วงก่อนหน้า โดยในอดีตจะขึ้นอยู่กับ 3 กระทรวง คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลัง แต่นับจากปี 2561 มีองค์กร China International Development Cooperation Agency (CIDCA) เกิดขึ้นมาเพื่อบูรณาการนโยบายแทนกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นแกนกลางเดิม เพื่อต้องการลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่จีนออกไปช่วยเหลือประเทศต่างๆ ก็เพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการค้า-การลงทุนของจีน อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ของจีนก็ยังมีบทบาทอยู่เพราะสัญญาต่างๆ ที่ CIDCA ไปดำเนินการกระทรวงพาณิชย์จะสานงานต่อในทางปฏิบัติ

อีกด้านหนึ่ง “ยุทธศาสตร์ FOIP ของญี่ปุ่น” ให้ความสำคัญกับ 5 ด้าน คือ 1.การส่งเสริมนโยบายกับประชาคมโลกในเรื่องกฎระเบียบการเดินเรือ 2.การค้าที่เสรีและเป็นธรรม 3.การเชื่อมโยงโดยการพัฒนาสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพ 4.การบริหารโดยให้ความช่วยเหลือในเรื่องการพัฒนาศักยภาพ และ 5.การเดินเรื่องที่มั่นคงและปลอดภัย ซึ่ง “จุดที่น่าสังเกตคือข้อ 3 ที่ญี่ปุ่นใส่คำว่าคุณภาพเข้ามาด้วย” เพราะสื่อเป็นนัยว่า “ญี่ปุ่นต้องการแข่งขันด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือสาธารณูปโภคกับจีน” โดยฝ่ายหลังมักถูกตั้งคำถามเรื่องคุณภาพเสมอ

สำหรับญี่ปุ่นนั้นเป็นสมาชิกของ DAC/OECD มีหลักการเป็นธรรมนูญการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2535, 2546 และ 2558 เมื่อเข้าสู่การใช้ยุทธศาสตร์ FOIP ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเฉพาะหลักการเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม การไม่ใช้ความช่วยเหลือที่ได้รับไปในด้านการทหาร ที่ต้องเน้นย้ำคือ “การสนับสนุนค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นทำต่อเนื่อง..ซึ่งข้อนี้ทำให้ญี่ปุ่นแตกต่างกับจีน” อนึ่ง ญี่ปุ่นยังมีการเพิ่มค่านิยมใหม่เข้าไป เช่น ความมั่นคงของมนุษย์ บวกกับการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือมากขึ้น

จากนโยบายสู่การปฏิบัติ “กรณีความช่วยเหลือจากจีน” ประเด็นความเป็นเจ้าของของประเทศผู้รับ ยังคง
ขึ้นอยู่กับอำนาจในการเจรจาต่อรอง (Bargaining) เช่น ใน 2 ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างลาวและกัมพูชา ยังไม่มีความชัดเจนว่าทั้ง 2 ชาติมีส่วนร่วมมากขึ้นกับโครงการพัฒนาจากจีนหรือไม่ขณะที่ประเทศไทย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง ดูเหมือนจะมีอำนาจต่อรองกับจีน จนทำให้มีส่วนร่วมได้มากกว่าอีกหลายชาติที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า อนึ่ง โครงการช่วยเหลือของจีนพบจุดเด่นที่ความรวดเร็วและไม่ซับซ้อน แต่ก็มีคำถามในเรื่องคุณภาพ

ส่วน “กรณีความช่วยเหลือจากญี่ปุ่น” ประเด็นความเป็นเจ้าของและการมีส่วนร่วมของประเทศผู้รับ ถูกวางไว้เป็นระบบมากกว่า ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ความเป็นเจ้าของของประเทศผู้รับจะไปมีคววามสัมพันธ์กับการพัฒนาของประเทศผู้รับมาก-น้อยเพียงใดเรื่องประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลยังไม่ชัดเจนหรือแม้แต่อาจกลายเป็นภาระของประเทศผู้รับเสียมากกว่า

ในช่วงท้ายของการบรรยาย รศ.ดร.สุนิดา กล่าวถึงการศึกษากรณีประเทศไทย ประเด็นโครงการรถไฟความเร็วสูงกับการรักษาสมดุล(Balance) ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งต้องไล่ย้อนไปดูตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2557 เวลานั้นมีการพูดถึงการเปิดให้นานาชาติร่วมประมูล (International Bidding) แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 ประเทศฝั่งยุโรปคว่ำบาตร ส่วนญี่ปุ่นก็สงวนท่าที รัฐบาลโดยคณะรัฐประหารในขณะนั้นจึงต้องเจรจากับจีน

ดังนั้นแทนที่จะเป็นการให้ชาติต่างๆ ประมูลเพื่อเสนอผลประโยชน์ที่ดีที่สุดกับไทย แบบเดียวกับโครงการรถไฟเส้นทางจาการ์ตา-บันดุง ในประเทศอินโดนีเซีย ที่จีนกับญี่ปุ่นแข่งกันประมูลเพื่อให้ได้สิทธิ์ก่อสร้าง กลายเป็นไทยต้องเจรจาเพื่อต่อรองผลประโยชน์กับจีน บวกกับไทยไม่เคยมีเทคนิคและผู้เชี่ยวชาญในการสร้างรถไฟความเร็วสูงมาก่อน ทำให้เกิดความล่าช้าในการก่อสร้างเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย อีกด้านหนึ่ง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่ญี่ปุ่นได้ไป ญี่ปุ่นก็ไม่จำเป็นต้องรีบก่อสร้างเพราะได้ผลประโยชน์แน่นอนแล้วและไทยเองก็ยังไม่มีงบประมาณ

“อย่างไรก็ตาม ไม่ได้บอกว่าประเทศไทยไม่ได้เจรจาอะไรเลย ความล่าช้าต่างๆ ของดีลที่เกิดขึ้นกับประเทศจีนความล่าช้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดีลของการก่อสร้าง ก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยก็พยายามในระดับสูงเช่นเดียวกันที่จะเจรจากับประเทศจีนให้มากขึ้นเพื่อ Balance (รักษาสมดุล) ผลประโยชน์” รศ.ดร.สุนิดา กล่าว

หมายเหตุ : การบรรยายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย ซึ่งคาดว่างานวิจัยฉบับเต็มน่าจะสามารถเผยแพร่ได้เร็วๆ นี้ โดยผู้สนใจสามารถสอบถามไปได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “Direk Jayanama Research Center”

Leave a comment