การกินยารักษาโรค NCD นานๆมีผลเสียต่อตับหรือไตจริงหรือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667504

การกินยารักษาโรค NCD นานๆมีผลเสียต่อตับหรือไตจริงหรือ?

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรค “NCDs” หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นกลุ่มของโรคประกอบด้วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวานไขมันเลือดสูง อ้วนลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด ถุงลมโป่งพองและมะเร็ง ใน 4 โรคแรกนั้นเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นหลัก หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะนำมาสู่การเป็นโรคร้ายแรงต่อไปและเสียชีวิตได้ การรักษาที่สำคัญในเบื้องต้นคือการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย ลดความเครียดและนอนหลับให้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แพทย์จึงต้องแนะนำให้ใช้ยาร่วมด้วย ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีความกังวลใจเกี่ยวกับการกินยารักษาโรคเหล่านี้เพราะได้ยินกันมาว่า “กินยานานๆ แล้วจะเป็นโรคตับ โรคไต หรือตับไตจะเสียจากการกินยานานๆ” คำพูดนี้เรามาพิจารณาดูกันว่าเป็นจริงมากน้อยเพียงใด?

ในความเป็นจริงแล้ว การที่ผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูงและอ้วนลงพุงต่างหาก ที่หากไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว ก็จะสามารถทำให้การทำงานของไตเสื่อมลง เกิดภาวะไตวายเรื้อรัง หรือเกิดภาวะไขมันพอกตับ และตับแข็งในระยะเวลาต่อไปได้ ในปัจจุบันยารักษาโรคทั้งสามนั้นมีอยู่หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีกลไกการออกฤทธิ์ รวมถึงภาวะอันไม่พึงประสงค์แตกต่างกัน เราจะสามารถเหมารวมว่ามีผลเสียเหมือนกันหมดหรือไม่?

ยาและสารทุกชนิดในโลกนี้สามารถก่อให้เกิดผลเสียที่เราไม่ต้องการทั้งสิ้น แต่สารแต่ละชนิดก่อให้เกิดผลเสียหรือภาวะอันไม่พึงประสงค์ที่แตกต่างกัน และมีอุบัติการณ์ที่ต่างกันด้วย บทความนี้ ได้รวบรวมการศึกษาเกี่ยวกับภาวะอันไม่พึงประสงค์ของยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงเบาหวาน และไขมันสูงที่ใช้ในปัจจุบัน โดยจำกัดที่ผลต่อตับและไตลงในตาราง โดยได้รวบรวมการศึกษาที่เป็นการเฝ้าระวังความปลอดภัยของยาหลังจากยาออกวางจำหน่ายในท้องตลาดแล้วแล้ว (Post marketing surveillance) จึงเป็นการศึกษาในผู้ป่วยจำนวนมาก และมีความน่าเชื่อถือสูง

จากตารางจะเห็นว่ายาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวานและไขมันในปัจจุบัน สามารถมีผลกระทบต่อตับและไตได้แต่ไม่มักจะไม่รุนแรง และมีอุบัติการณ์ต่ำ ที่เด่นๆ ได้แก่ ยา methyldopa ที่ทำให้เกิดภยันตรายต่อตับทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ยาชนิดนี้ในปัจจุบันมีการใช้น้อยมาก ยารักษาความดันโลหิตสูงกลุ่ม ACEI (Angiotensin-converting-enzyme inhibitors) และ ARB (Angiotensin II receptorblockers) ทำให้การทำงานของไตลดลงเล็กน้อยในช่วงแรกแต่จะมีผลดีต่อไตในระยะยาว ส่วนยาลดไขมันกลุ่ม statins ที่มักกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อตับนั้น ก็มีอัตราการเกิดต่ำ ไม่ได้เกิดกับผู้ที่ได้รับยาทุกราย และหายได้เมื่อหยุดยาเป็นต้น

การสั่งยาต่างๆ ให้กับผู้ป่วยนั้น แพทย์จะพิจารณาโดยคำนึงประโยชน์และผลเสียจากยาเสมอ โดยหวังให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์จากยามากที่สุดและเกิดผลเสียให้น้อยที่สุด หลังสั่งจ่ายยาให้กับผู้ป่วย แพทย์หรือเภสัชกรจะมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับยา นัดผู้ป่วยมาติดตามผลการรักษา และมีการเฝ้าระวังผลเสียหรือภาวะอันไม่พึงประสงค์ของยาที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ต่อไป ในส่วนของผู้ป่วยเองก็ควรรับประทานยาให้ตรงตามที่แพทย์สั่ง หากมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเกิดจากยา หรือได้รับยาหรืออาหารเสริมนอกเหนือจากที่ได้รับจากแพทย์ ก็ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยทุกครั้ง สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดความปลอดภัยจากการใช้ยา

โดยสรุป ยาแต่ละชนิดแต่ละกลุ่ม มีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาที่ต่างกัน ไม่ควรเหมารวมไปทั้งหมด การกินยารักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันเลือดสูงนานๆ มีโอกาสเกิดผลเสียต่อตับหรือไตไม่มาก แต่กลับจะได้ประโยชน์มากกว่า ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง จะทำให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุดและมีโอกาสเกิดผลเสียจากยาน้อยที่สุดด้วย

ศาสตราจารย์ นพ.วินัย วนานุกูล

ประธานอนุกรรมการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

Leave a comment