#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2455802
27 ก.ค. 2565 08:00 น.

- นักวิทย์อังกฤษเผยคำตอบ หลังหลายประเทศทั่วโลกเร่งค้นหาที่มาของโรคตับอักเสบปริศนาที่เกิดขึ้นกับเด็กในหลายประเทศตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วว่ามีความเกี่ยวข้องกับโควิด-19 หรือไม่
- นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วจนถึงขณะนี้มีรายงานเด็กติดเชื้อไวรัสตับอักเสบแล้วอย่างน้อย 1,010 ราย อาการสาหัสต้องเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ 46 ราย และเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ
- ล่าสุดงานวิจัยของทีมวิจัย 2 ทีม ค้นพบข้อมูลสำคัญว่าไวรัสตับอักเสบที่พบมีความเกี่ยวข้องกับ ไวรัส 2 ตัว แต่ไม่ใช่โคโรนาไวรัส หรือเชื้อโควิดแต่อย่างใด
นับเป็นข้อมูลที่ช่วยไขความกระจ่างให้แก่นักวิจัยจากทั่วโลก หลังจากที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าการระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบปริศนาในเด็กที่เกิดขึ้นถี่มากขึ้น ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว มีความเชื่อมโยงใดๆ กับการระบาดของโควิด-19 ด้วยหรือไม่ โดยล่าสุดนักวิจัยชาวอังกฤษ ได้ตรวจสอบพบว่าเด็กๆ ที่ติดเชื้อดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับไวรัส 2 ตัว แต่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับเชื้อโควิด-19
ขณะที่องค์การอนามัยโลกเปิดเผยข้อมูลว่า ล่าสุดมีเด็กที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอย่างน้อย 1,010 ราย ในจำนวนนี้มี 46 รายที่ต้องมีการปลูกถ่ายอวัยวะ และเสียชีวิตอย่างน้อย 22 ศพ นับตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว
ทั้งนี้ จากทฤษฎีเดิม นักวิทยาศาสตร์ต่างพุ่งเป้าสาเหตุไปหนามไวรัสที่ พบในอะดีโนไวรัส (adenovirus) แต่จากการศึกษาสองครั้งล่าสุดที่มีการวิจัยในสกอตแลนด์ และกรุงลอนดอนในเวลาเดียวกัน ทีมนักวิทยาศาสตร์ต่างก็พบว่ายังมีไวรัสอีกตัว คือ AAV2 (adeno-associated virus 2) ที่ถือว่ามีสัดส่วนมากถึง 96 เปอร์เซ็นต์จากเชื้อไวรัสที่พบในตัวของผู้ป่วย โดยเชื้อไวรัส AAV2 ตามปกติจะไม่สามารถสร้างโรคด้วยตัวเองได้ นอกจากจะมีไวรัสตัวอื่นเข้ามาช่วยกระตุ้นเท่านั้น

ซึ่งจากการศึกษา ทีมวิจัยทั้ง 2 ทีม ต่างได้ข้อสรุปว่าการที่ไวรัสทั้งสองตัวทั้ง AAV2 กับอะดีโนไวรัส หรือ AAV2 กับเชื้อไวรัสเริม HHV6 ทำให้อาการป่วยมีความรุนแรงมากขึ้น
ศาสตราจารย์เอ็มมา ธอมป์สัน ศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัย กลาสโกว์ ผู้นำการวิจัย ระบุในแถลงการณ์ว่า เชื้อไวรัส AAV2 มีความเกี่ยวข้องกับโรคไวรัสตับอักเสบปริศนาที่เกิดขึ้นในเด็ก แต่เธอก็ยังเตือนว่า ยังคงไม่แน่ชัดว่า AAV2 เป็นตัวก่อโรค หรือเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในการติดเชื้อของอะดีโนไวรัสกันแน่ ซึ่งอะดีโนไวรัสยากที่จะตรวจพบ แต่เป็นเชื้อหลักในการก่อโรค
ยืนยันไวรัสโควิดไม่มีความเกี่ยวข้อง
งานวิจัยทั้ง 2 ชิ้น มีการเผยแพร่ทางโลกออนไลน์ ในฉบับก่อนตีพิมพ์แล้ว โดยกำลังรอการตรวจทานผลงานก่อนที่จะตีพิมพ์ลงวารสารต่อไป โดยงานวิจัยทั้ง 2 ชิ้น ต่างเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบและผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อ ซึ่งจะพบเชื้อไวรัส AAV2 ในผู้ป่วยที่มีอาการป่วย และไม่พบเชื้อนี้ในคนที่ไม่ติดเชื้อ
สำหรับงานวิจัยของสกอตแลนด์ ยังมีการทดสอบยีนของเด็กที่ล้มป่วย กับเด็กที่ไม่ป่วย เพื่อดูความแตกต่างของไกลโคโปรตีนที่พบได้บนเม็ดเลือดขาวและเนื้อเยื่ออื่นๆของร่างกาย เพื่อดูว่าทำไมบางคนถึงร่างกายอ่อนแอกว่าคนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ทีมต่างตัดความเกี่ยวข้องของเชื้อโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ ว่าไม่ใช่สาเหตุหลักของการระบาดของไวรัสตับอักเสบแต่อย่างใด โดยไม่มีการพบเชื้อโคโรนาไวรัสในตับของผู้ป่วย ขณะที่การศึกษาของสกอตแลนด์พบว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบต่างก็มีภูมิป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสอยู่แล้ว

แม้ว่าจะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไม โรคไวรัสตับอักเสบถึงมาระบาดหนักในช่วงนี้ แต่ทีมวิจัยทั้งสองทีม ต่างขีดเส้นใต้ถึงความเป็นไปได้ ว่าการล็อกดาวน์อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งภูมิคุ้มกันของเด็กที่ลดลง หรือการเปลี่ยนรูปแบบของการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส
ด้านศาสตราจารย์ เดียร์เดรย์ เคลลี ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ด้านโรคตับ แห่งมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ที่ไม่ได้ร่วมการวิจัยในครั้งนี้ระบุว่า ข้อสรุปนี้มีความเป็นไปได้ที่จะอธิบายถึงเคสนี้ เพราะดูเหมือนว่าการติดเชื้อร่วมน่าจะเป็นกุญแจสำคัญ แต่ยังคงต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจว่าทำไมเด็กๆ ถึงมีอาการป่วยรุนแรงมาก จนถึงขั้นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ
ขณะที่ศาสตราจารย์เอ็มมา ธอมป์สัน ศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัย กลาสโกว์ระบุว่า มันถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะทำความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับฤดูกาลการระบาดของ AAV2 เพราะตามปกติแล้วจะไม่มีการจับตาดูไวรัสตัวนี้มากนัก ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะเป็นการประจวบเหมาะว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มีการระบาดสูงสุดของอะดีโนไวรัส ซึ่งมาตรงกับช่วงการระบาดสูงสุดของไวรัส AAV2 ทำให้เกิดก่อโรคแบบไม่ปกติของไวรัสตับอักเสบกับเด็กๆ ที่ร่างกายอ่อนแอ
สำหรับอาการของโรคตับอักเสบ ช่วงเริ่มต้นจะมีอาการ ปวดท้อง มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน หากอาการถึงขั้นรุนแรงจะตัวเหลือง และตับวายในที่สุด โดยยังไม่สามารถระบุระยะเวลาฟักตัวและแสดงอาการของโรคที่แน่ชัดขึ้นอยู่กับภูมิของเด็กแต่ละคน ซึ่งถึงแม้จะพบว่าไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อโควิดโดยตรง แต่ก็นับเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามที่พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกเล็กจะต้องเฝ้าระวังกันต่อไปในระยะนี้.
ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล
ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย , บีบีซี