“ลิซ ทรัสส์” นายกฯ อังกฤษคนใหม่ ดึงพันธมิตรนั่งเก้าอี้กระทรวงสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2493547

ไทยรัฐออนไลน์

7 ก.ย. 2565 11:50 น.

นายกรัฐมนตรีลิซ ทรัสส์ ผู้นำอังกฤษคนใหม่ ประกาศรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ซึ่งล้วนแต่เป็นพันธมิตรทางการเมืองของเธอ และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของสหราชอาณาจักร ที่ไม่มีนักการเมืองชายผิวขาวทำหน้าที่รัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญ

ทั้งนี้ นักการเมืองชายผิวสีสองคน คือ นายควาซี ควาร์เต็ง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง และ นายเจมส์ เคลเวอลี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ขณะที่ นางซูเอลลา บราเวอร์แมน อดีตอัยการสูงสุด ซึ่งมีเชื้อสายอินเดีย รับตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย ส่วน นางเธเรส คอฟฟีย์ หนึ่งในเพื่อนสนิทของนางทรัสส์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข และรองนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้สนับสนุน นายริชี ซูนัค อดีตรัฐมนตรีคลัง ซึ่งเป็นคู่แข่งของเธอ เช่น นายโดมินิก ราบ, นายแกรนต์ แชปส์, นายจอร์จ ออสทิซ และ นายสตีฟ บาร์เคลย์ ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีต่อ

ด้าน โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในพรรคอนุรักษนิยม แต่ยังคงมีการแต่งตั้งนักการเมืองอาวุโสซึ่งเป็นคู่แข่งของนางทรัสส์ ให้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ เช่น นางซูเอลลา บราเวอร์แมน, นายทอม ทูเจนดัท รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคง, เคมี บาเดนอช ในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการค้า และนางเพนนี มอร์ดอนท์ ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม บุคคลทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการในกระทรวงที่เกี่ยวกับกิจการด้านสังคม และกระบวนการยุติธรรม ยังคงเป็นผิวขาวทั้งชายและหญิง ด้านผู้สันทัดกรณีวิเคราะห์ว่า สะท้อนเจตนาชัดเจนของทรัสส์ ในการยกระดับความหลากหลายทางเชื้อชาติในการเมืองของสหราชอาณาจักร เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐมนตรีส่วนใหญ่ของประเทศเป็นชายผิวขาว

นางทรัสส์ ยืนยันว่าสหราชอาณาจักรจะยังคงให้การสนับสนุนยูเครนต่อไป ในระหว่างการโทรศัพท์พูดคุยกับนายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ด้านสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นางทรัสส์รู้สึกยินดีที่ได้รับคำเชิญให้เดินทางเยือนยูเครนอย่างเป็นทางการ นายกรัฐมนตรีอังกฤษยังได้พูดคุยกับ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ โดยทั้งสองได้หารือถึงความสำคัญของการที่สหราชอาณาจักรบรรลุข้อตกลงกับสหภาพยุโรปในประเด็นด้านกฎเกณฑ์ทางการค้าหลังเบร็กซิต

ด้าน นางทรัสส์ ยืนยันการเดินหน้านโยบายลดภาษี และการเพิ่มงบประมาณเพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือนของสหราชอาณาจักร ในการฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อ ที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรพุ่งทะยานไม่หยุด นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสู่ระดับ 18% ในเดือนมกราคมปีหน้า และธนาคารแห่งอังกฤษ คาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลก ระหว่างปี 2008-2009.

ที่มา: บีบีซี

Leave a comment