#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/679542

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง จัดเสวนาออนไลน์ความรู้มะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN พร้อมประสานสภากาชาดไทย เปิดรับบริจาคเลือดและสเต็มเซลล์ เพื่อรักษาผู้ป่วย
วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.
เนื่องด้วยในเดือนกันยายนของทุกปีถือเป็นเดือนแห่งการรณรงค์การตระหนักรู้โรคมะเร็งทางโลหิตวิทยา หนึ่งในมะเร็งโรคเลือดที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก คือ มะเร็งโรคเลือดเม็ดเลือดชนิดหายาก MPN (Myeloproliferative Neoplasm) ทางมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง Thai Cancer Society จึงร่วมมือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโลหิตวิทยา ชมรมโรคเอ็มพีเอ็น แห่งประเทศไทย (Thai MPN Working Group) และชมรมผู้ป่วยโรค MPNประเทศไทย พร้อมศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดงานเสวนาออนไลน์ในหัวข้อเสวนา “มะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN ครั้งที่ 2” ในวันเสาร์ 17 กันยายน 2565 เวลา 14.00-16.00 น. เชิญชวนผู้ป่วยมะเร็ง รวมถึงบุคคลทั่วไปเขาร่วมฟัง เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนไทยร่วมกันบริจาคเลือดเพื่อผู้ป่วยมะเร็งในช่วงภาวะวิกฤตขาดแคลนเลือดในปัจจุบัน เนื่องจากเลือดมีความสำคัญในกระบวนการรักษา
ร.อ.นพ.รัฐพันธ์ ละมูล แผนกโลหิตวิทยา กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า โรคมะเร็งเลือดหายากกลุ่มเอ็มพีเอ็นเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูกที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดมีการกลายพันธุ์และแบ่งตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการที่เกิดจากการสร้างเม็ดเลือดที่เพิ่มขึ้นเช่น ลิ่มเลือดอุดตัน ตับและม้ามโต เป็นต้น โดยโรคที่พบบ่อย ได้แก่ 1.โรคเลือดข้น (PV) คือร่างกายมีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดทุกชนิดมากกว่าปกติ แต่ลักษณะเฉพาะคือมีเม็ดเลือดแดงที่สูงกว่าโรคชนิดอื่น 2.โรคเกล็ดเลือดสูง (ET) ร่างกายมีการผลิตเกล็ดเลือดมากกว่าปกติ 3.โรคพังผืดในไขกระดูก (MF) มีการสร้างพังผืดในไขกระดูก ซึ่งส่งผลให้ไขกระดูกไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดแดงได้ตามปกติ ซึ่งกลุ่มโรค MPN นี้พบมากขึ้นในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยจากการศึกษาในทวีปยุโรปพบว่า อัตราการเกิดโรคในผู้สูงอายุเหล่านี้เฉลี่ยอยู่ที่ 9.53 รายต่อประชากรหนึ่งแสนคนต่อปี และในปัจจุบันยังไม่มีการเก็บข้อมูลอุบัติการณ์การเกิดโรค MPNในประเทศไทย
อ.พญ.ลัลธริมา ภู่พัฒน์ หน่วยโลหิตวิทยา สาขาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า โรคมะเร็งเลือดหายากกลุ่มเอ็มพีเอ็นถือเป็นหนึ่งในโรคหายากที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก และยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ โดยอาการที่พบบ่อย คือ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า (Fatigue), ซีดจาง (Anemia), คัน (ltching), เหงื่อออกมากผิดปกติในตอนกลางคืน (Night sweat) และปวดกระดูก (Bone pain) บางรายอาจมีไข้ และน้ำหนักลด ในผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน หรือมีภาวะเลือดออกง่าย หรือผู้ป่วยโรคเอ็มพีเอ็นบางรายมีการกลายเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการแน่นท้องจากม้ามโต (Splenomegaly) ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามการรู้ทันและเริ่มการรักษาตั้งแต่แรกและต่อเนื่อง จะทำให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตอยู่กับโรคได้ และเพื่อทำให้เรารู้จักโรคนี้กันมากขึ้น การเข้าใจอาการของโรคจึงเป็นสิ่งสำคัญ
อ.ดร.สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์ หนึ่งในสมาชิกชมรมผู้ป่วยโรคเอ็มพีเอ็นประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ตรงในฐานะผู้ป่วยมะเร็งโรคเลือดชนิดหายาก MPN หลังได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคเลือดข้น (PV) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เล่าว่า ตนมีอาการเริ่มต้น คือ เวียนศีรษะ บ้านหมุน อาเจียนอย่างหนักวันละ 4-5 ครั้ง อาการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตมาก อีกทั้งยังเป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับโรคต่างๆ ได้มากมาย กว่าจะทราบว่าเป็นอาการที่เกิดจากโรคเลือดข้นโดยตรงก็ใช้เวลานาน สมองบางส่วนเริ่มขาดเลือด แต่โชคดีที่ได้รับการรักษาทันเวลา โรค PV นี้แม้จะเป็นมะเร็งเลือดที่ดูเหมือนจะไม่รุนแรง สามารถควบคุมอาการและมียารักษาได้ แต่กับผู้ป่วยบางคน ยาก็ส่งผลข้างเคียงกับเม็ดสีผิวทำให้เป็นรอยปื้นคล้ำหลายแห่งตามร่างกายเช่น แขน ขา และส่งผลความผิดปกติของรอบประจำเดือนด้วย ดังนั้นสิ่งสำคัญผู้ป่วยรวมถึงญาติผู้ป่วยเองควรรู้จักและเข้าใจการรักษาโรคนี้เพื่ออยู่กับโรคได้ดีขึ้น
มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง (ThaiCancer Society : TCS) เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเผยแพร่ความรู้เรื่องมะเร็งโรคเลือดชนิดหายากเอ็มพีเอ็น จึงได้จัดงานเสวนา “รู้ทันมะเร็งโรคเลือดชนิดหายากเอ็มพีเอ็น ครั้งที่ 2” ขึ้นใน วันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2565 เวลา 14.00-16.00 น.ทางเพจเฟซบุ๊ค Thai cancer society หรือลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ : https://bit.ly/3C1Bp7I
นางสาวศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง กล่าวว่า ในงานเสวนาออนไลน์ได้เชิญทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูลถึงมะเร็งโรคเลือดชนิดหายากเอ็มพีเอ็น รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากผู้ป่วย ข้อแนะนำและการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยในช่วงแพร่ระบาดโควิด-19 รวมถึงให้ผู้เข้าฟังได้ร่วมพูดคุยกับทีมแพทย์ ถาม-ตอบข้อสงสัยโรคมะเร็งเลือดหายากกลุ่มเอ็มพีเอ็น แบบใกล้ชิด โดยอยากชวนให้ ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือด ไปจนถึงญาติผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดและประชาชนทั่วไป ได้เข้าฟัง นอกจากนั้นอีกวัตถุประสงค์หลักคืออยากเชิญชวนชวนประชาชนมาบริจาคเลือดและสเต็มเซลล์ ที่ช่วยในการรักษาผู้ป่วยเนื่องจากสถานการณ์การโรคระบาดส่งผลให้มีผู้มาบริจาคโลหิตและสเต็มเซลล์ลดน้อยลง แต่การใช้โลหิตและสเต็มเซลล์ในกระบวนการรักษายังคงมีอย่างต่อเนื่องทุกวันทำให้ผู้ป่วยต้องเลื่อนการผ่าตัด และการรักษาออกไป
สำหรับผู้ที่สนใจเข้ากลุ่มผู้ป่วยสามารถลงทะเบียนเพื่อถามคำถามคุณหมอ และเข้าใจเกี่ยวกับโรคเพิ่มเติมได้ที่ https://thaicancersociety.com/blood-cancer/ หรือติดตามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ ทาง FB Page : Thai cancer society มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง
อ.พญ.สุนิสา ก้องเกียรติกมล สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงภาวะขาดแคลนเลือดและสเต็มเซลล์ว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือด รวมถึง โรค MPN โดยเฉพาะ อย่างยิ่งโรคพังผืดในไขกระดูก และผู้ป่วยโรคเลือดอื่นๆ จำนวนมาก มีความจำเป็นต้องได้รับเลือดในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะซีดและไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดแดงได้เพียงพอจำเป็นต้องได้รับเลือดจำนวนมากพอในกระบวนการรักษา ซึ่งในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา มีการบริจาคเลือด และสเต็มเซลล์ลดน้อยลงซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านที่มีคุณสมบัติสามารถร่วมบริจาคโลหิตและสเต็มเซลล์ สามารถติดต่อบริจาคเลือดได้ที่ศูนย์รับบริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
นางสาวพรรณี มิ่งอารีวาณิช หัวหน้างานสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์การขาดแคลนเลือด และสเต็มเซลล์ว่า ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดหาอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิด เม็ดโลหิตที่ไม่ใช่ญาติให้กับผู้ป่วย มาตั้งแต่ปี 2545 สามารถจัดหาอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดโลหิตได้ จำนวน 312,601 ราย ซึ่งมีผู้ที่สามารถบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดโลหิตให้กับผู้ป่วยได้จริงเพียงแค่ 518 ราย และยังมีผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโลหิตอีก 2,615 ราย อาทิ ผู้ป่วยด้วยโรคธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
“การบริจาคโลหิต 1 ถุง โลหิตจะถูกนำไปปั่นแยกเป็นส่วนประกอบโลหิต3 ส่วน 1.เม็ดเลือดแดง นำไปรักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ไขกระดูกฝ่อ ผู้ป่วยที่สูญเสียเลือดจากการผ่าตัดหัวใจ 2.เกล็ดเลือด นำไปรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำโรคไข้เลือดออก มะเร็งเม็ดเลือดขาว3.พลาสมา นำไปรักษาผู้ที่มีอาการช็อกจากการขาดน้ำ ผลิตเซรุ่มป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี และเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเมื่อปั่นแยกแล้วจะนำโลหิตไปใช้รักษาผู้ป่วยได้ตรงตามอาการฉะนั้นการบริจาคโลหิตแต่ละครั้งจึงสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากกว่า 3 ชีวิต”
ส่วนการลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ จะต้องทำพร้อมกับการบริจาคโลหิต โดยต้องเก็บตัวอย่างเลือดเพิ่ม 1 หลอด ไม่เกิน 3 ซีซี เพื่อนำไปตรวจชนิดของเนื้อเยื่อเอชแอลเอ (HLA) และขึ้นทะเบียนรอการจับคู่ หากการตรวจยืนยันผลเอชแอลเอตรงกับผู้ป่วย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะติดต่อกลับไป พร้อมทำการนัดหมายและเข้าสู่กระบวนการบริจาคสเต็มเซลล์ ฉะนั้นแล้วจึงอยากเชิญชวนผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อม อาทิ สุขภาพร่างกายแข็งแรง อายุ 18 ถึง 50 ปีบริบูรณ์น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป ไม่มีโรคประจำตัวไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง มาร่วมบริจาคโลหิต พร้อมทั้งทำการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจชนิดเนื้อเยื่อเพื่อบริจาค สเต็มเซลล์ในขั้นตอนต่อไป
ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ สามารถลงทะเบียนพร้อมกับการบริจาคโลหิตเพื่อเก็บตัวอย่างโลหิตนำไปตรวจเนื้อเยื่อ HLA โดยขึ้นทะเบียนได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300