‘Social Movement’สังคมตื่นตัว‘สิทธิ’ เคลื่อนไหวเรียกร้อง‘กรอบกฎหมาย’ก็ต้องรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683884

‘Social Movement’สังคมตื่นตัว‘สิทธิ’ เคลื่อนไหวเรียกร้อง‘กรอบกฎหมาย’ก็ต้องรู้

‘Social Movement’สังคมตื่นตัว‘สิทธิ’ เคลื่อนไหวเรียกร้อง‘กรอบกฎหมาย’ก็ต้องรู้

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.45 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดอบรมหลักสูตร “สื่อสังคมยุคใหม่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย” ให้กับบุคลากรในแวดวงสื่อสารมวลชน โดยแบ่งการอบรมเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 1 วัน ระหว่างวันที่ 28-29 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ ซ.สุขุมวิท 22 ถ.สุขุมวิท กรุงเทพฯ

โดยการอบรมเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2565 ซึ่งทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์นั้น แบ่งเป็น 3 ช่วง โดยมีวิทยากร 3 ท่าน ได้แก่ ดร.สังกมา สารวัตร อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร (วิทยาเขตซิตี้แคมปัสเมืองทองธานี) บรรยายหัวข้อ “สื่อสังคมยุคใหม่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย” ฉายภาพของ “การเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement)” ว่าเป็น “คำใหม่” สำหรับสังคมไทย

ซึ่งคำคำนี้น่าจะเริ่มถูกพูดถึงกันในช่วงที่มีการประกวดนางงามเวทีระดับโลกอย่าง Miss Universe ประจำปี 2017 (พ.ศ.2560) โดยพิธีกรได้ถามคำถามว่า “อะไรคือแรงขับเคลื่อนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในรุ่นของคุณ?” กับตัวแทนสาวงามแต่ละชาติที่ได้เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย และหนึ่งในนั้นคือมารีญา พูลเลิศลาภ จากประเทศไทย ในครั้งนั้น มารีญา ตอบว่า “สังคมสูงวัย (Aging Society)” และแม้ท้ายที่สุด ตัวแทนจากประเทศไทยจะไม่ได้ “มงลง” หรือคว้าตำแหน่ง Miss Universe มาได้ แต่ก็ปลุกกระแสให้คนไทยสนใจค้นหาความหมายของคำว่า Social Movement

ทั้งนี้ Social Movement จะประกอบด้วยอีก 2 คำ คือ 1.สิทธิในการสื่อสาร (Communication Rights) หมายถึงผลกระทบหรือความเดือดร้อนของคนทุกกลุ่มล้วนมีความหมาย จึงมีสิทธิที่เรื่องราวนั้นจะถูกตีแผ่เผยแพร่ผ่านสื่อ เช่น ในขณะที่สื่อส่วนใหญ่รายงานข่าวผู้เสียหายจากคดีแชร์ FOREX-3Dแต่อีกด้านหนึ่งยังมีประเด็นชาวประมงกับการจับสัตว์น้ำวัยอ่อน หรือประเด็นชาวสวนยางกับราคายางพารา เป็นต้น ซึ่งก็อาจจะมีสื่อที่รายงานข่าวเรื่องเหล่านี้ด้วย กับ 2.ความเป็นธรรมในสังคม (Social Justice) หมายถึงการเรียกร้องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมขึ้น

วิวัฒนาการของหลักคิดเกี่ยวกับ Social Movement นั้นเริ่มตั้งแต่แบบดั้งเดิมคือการสังคมสงเคราะห์ หมายถึงการระดมเงินบริจาค ต่อมาเป็นการจัดตั้งองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ขึ้นมาทำงานคู่ขนาน กระทั่งมาระยะหลังๆ เริ่มมีแนวคิดใหม่ว่า หลักคิดแบบสังคมสงเคราะห์เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เป้าหมายรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ จึงเกิดหลักคิดที่มุ่งเน้นการทำให้กลุ่มเป้าหมายตระหนักรู้ในเรื่องสิทธิมากขึ้น เช่น มีการจุดประเด็นขึ้นมาว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ในฐานะประชาชนคนไทย ควรเป็นสิทธินับตั้งแต่เกิดมาเลยหรือไม่

องค์ประกอบของ Social Movement คือ “ต้องมีการรวมกลุ่มและแสดงออกร่วมกัน (Collective Action)” ตั้งแต่ร่วมลงชื่อไปจนถึงชุมนุมประท้วง แต่หากไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร มีเพียงการรวมกลุ่มบ่นเรื่องต่างๆ นานา จะเป็นเพียงฝูงชน (Mass) เท่านั้น โดยที่ผ่านมา มีตัวอย่าง Social Movement หลายเรื่องทั้งในไทย เช่น สมัชชาคนจนที่เป็นกลุ่มเกษตรกร หรือในต่างประเทศ เช่น Blacklivesmatter เรียกร้องสิทธิคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา หลังมีเหตุชายผิวสี จอร์จ ฟลอยด์เสียชีวิตขณะถูกตำรวจควบคุมตัว หรือกลุ่ม PETA ที่เรียกร้องยุติการใช้สัตว์ทดลอง ฯลฯ

“งานวิจัยบางอันก็บอกว่า ถ้าถามเรื่องสื่อ สื่อมวลชนบ้านเรากระแสหลักส่วนใหญ่ก็จะเอาเรื่องที่ขายได้ไว้ก่อน อันนี้ไม่ได้เป็นคนพูดนะ ข่าวชาวบ้านขายไว้ก่อน ข่าวบันเทิง ข่าวการเมืองทะเลาะกัน แล้วก็จะสัมภาษณ์เฉพาะผู้มีอำนาจ จ่อไมค์รู้อยู่แล้วท่านก็ไม่รู้ ไปถามท่านทุกเรื่องเลย ก็จะถามแต่คนพวกนี้ แต่ชาวบ้านที่เดือดร้อนล่ะ? น้ำท่วมอยุธยา2 เดือนแบบนี้ทำไมไม่ถาม อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยบอกว่า Social Movement คือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม มักจะไปปรากฏตรงสื่อทางเลือก” ดร.สังกมา กล่าว

ดร.สังกมา กล่าวต่อไปถึงบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ว่า ด้านหนึ่งเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือชาวบ้านแต่อีกด้านหนึ่งจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลในโลกออนไลน์นั้นจริงหรือเท็จ ขณะที่การเคลื่อนไหวทางสังคมก็มีทั้งมุมมองแบบ “ซ้าย-ขวา” ถกเถียงกัน เช่น ลูกต้องมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าหรือไม่ หรือควรให้เป็นหน้าที่ของรัฐ หรือนักเรียน-นักศึกษา ต้องเคารพนบไหว้ครูบาอาจารย์หรือไม่ หรือครู-อาจารย์ก็เป็นเพียงอาชีพหนึ่งเท่านั้น ฯลฯ การถกเถียงจากวิธีคิดแบบซ้ายและขวาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่จุดสมดุลอยู่ตรงไหนก็ต้องคุยกัน

อย่างไรก็ตาม “สิทธิก็มีขอบเขต” ซึ่งก็มีการกำกับดูแลที่หลากหลาย เช่น การกำกับดูแลโดยรัฐ อาทิ สื่อประเภทวิทยุ-โทรทัศน์ อยู่ในกำกับดูแลของ กสทช. หรือการกำกับดูแลกันเอง อาทิ องค์กรวิชาชีพสื่อ ตลอดจนมาตรฐานชุมชนของแต่ละแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ แต่สื่อสังคมออนไลน์นั้นก็ค่อนข้างกำกับดูแลได้ยาก ขณะที่อีกประเด็นสำคัญคือ “การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม” หมายถึงดึงผู้รับสารเข้ามามีส่วนร่วมกับการนำเสนอข่าว

ยังมีการแบ่ง “รูปแบบการเคลื่อนใหม่ยุคเก่ากับยุคใหม่”โดยรูปแบบเก่ามักผูกโยงกับประเด็นระหว่างชนชั้น (เช่น คนเมือง-คนชนบท) มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ (เช่น เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนผู้บริหารท้องถิ่น) เชื่อมโยงกับประเด็นแนวทางของพรรคการเมือง และพรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหว ส่วนรูปแบบใหม่ ไม่ผูกพันกับชนชั้นหรือชนชาติขอเพียงเป็นมนุษย์ด้วยกันก็ร่วมขับเคลื่อนประเด็นนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจ มุ่งเน้นประเด็นคุณภาพชีวิตและมองประเด็นที่เป็นสากลมากขึ้น

“อันนี้เป็นอะไรที่ท้าทายพวกเรามาก อาจารย์ก็จะติดเดินเจอนักศึกษา ก็ทักว่าวันนี้ดูอ้วนขึ้น ทำไมวันนี้ไว้ผมทรงนี้ ปรากฏเด็กก็บอกว่าอาจารย์นี่คือละเมิด เราละเมิดตรงไหน? ก็ทักของเราปกติ อันนี้คือประเด็นสากลที่ก็ต้องมาชวนคุยว่าตรงไหนมันเหมาะสม สมัยนี้เขาไม่ให้ทักรูปร่างภายนอกกันแล้ว สมัยเราทุกวันนี้ยังจำกันเฉพาะชื่อพ่อชื่อแม่ เด็กสมัยนี้ก็จะเป็นประเด็นสากล เราก็จะรู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ

อย่าง Beauty Standard (มาตรฐานความงาม) อาจารย์อึ้งไปเลย ไม่ให้ประกวดดาวมหา’ลัย ในยุคเรานี่คือแบบเป็นอีเว้นท์ใหญ่ แต่เด็กวัยรุ่นนี้ยังมีอยู่ไหม? Beauty Standard คืออย่างนี้ท่าทางต้องสวย อย่างนี้เป็นประเด็นสากล ต้องขาว สวย หมวย เอ็กซ์ ต้องดูเป็นเกาหลี อย่างนี้เป็นต้น” ดร.สังกมา ยกตัวอย่างประเด็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นสากลในยุคปัจจุบัน

ช่วงต่อมา ดร.ใยแก้ว ศีลรักษ์ อาจารย์ภาควิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ สจล.ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายธุรกิจ แอดมินเพจ “กฎหมายสำหรับผู้ประกอบการ” บรรยายหัวข้อ “กฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้องกับสื่อยุคใหม่และการเคลื่อนไหวทางสังคม” อธิบายที่มาที่ไปและขอบเขตทางกฎหมายในการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่กฎหมายกำหนดสิทธิต่างๆ ไว้ แต่ความผิดจะเกิดขึ้นต่อเมื่อไปทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม เช่น รัฐธรรมนูญกำหนดเรื่องของสิทธิไว้

แต่ก็มีข้อยกเว้น เช่น โดยระบุว่า เว้นแต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี เป็นต้น แต่การดูกฎหมาย นอกจากดูตัวบทหลัก เช่น เมื่อดูพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยังต้องดูประกาศหรือระเบียบต่างๆ ที่ออกมาโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. นั้นด้วย ซึ่งจะเป็นส่วนอธิบายกฎหมายให้ชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้นว่าอะไรเข้าข่ายทำถูก-ทำผิดตามกฎหมายนั้น “วิธีคิดของนักกฎหมายจะไม่คิดจากจุดเริ่มต้น..แต่คิดจากปลายทาง” หากเห็นว่าทำได้ก็ตาม แต่หากดูแล้วก้ำกึ่งก็อาจจะไม่ควรทำ เพราะกฎหมายมีเรื่องเชิงเทคนิคมากซึ่งอาจรู้ไม่เท่าทัน

“เราแค่จำไว้ว่าเรามีสิทธิ์ตรงนั้นจริงๆ แต่อย่าลืม..เว้นแต่..เว้นแต่นี่สำคัญมาก เว้นแต่ความมั่นคง เว้นแต่ความสงบเรียบร้อย ต้องดูอันนี้ก่อน แล้วถามตัวเองว่าสิ่งที่เราทำมันกระทบแบบนี้หรือเปล่า? เคยได้ยินคำที่ศาลพูดไหม? ใช้ตามหลักวิญญูชน ใครเคยได้ยินไหมวิญญูชน? คนทั่วไป! วิญญูชนหมายความว่าถ้าเรื่องแบบนี้คน 100 คนคิดเหมือนกัน แปลว่าอันนี้คือกระทบแล้ว คือวิธีการคิดง่ายๆ สมมุติเราไม่ใช่ศาล เราก็คงบอกไม่ได้ว่าท่านจะคิดใช้ดุลพินิจอย่างไร แต่วันที่ใช้ดุลพินิจให้คิดวิธีแบบนี้” ดร.ใยแก้วอธิบาย

ประเทศไทยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือเคลื่อนไหวทางสังคมหลายฉบับ เช่น “รัฐธรรมนูญ” อาทิ มาตรา 25 ว่าด้วยสิทธิในการทำสิ่งต่างๆ ตราบเท่าที่ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น, มาตรา 34 ว่าด้วยสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เว้นแต่เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน, มาตรา 44 ว่าด้วยสิทธิในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

“ประมวลกฎหมายอาญา” เช่น มาตรา 112หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, มาตรา 116 แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐในเชิงยุยงปลุกปั่น,มาตรา 215 มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป แสดงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง, มาตรา 216 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมที่กระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกกระทำแต่ไม่เลิก, มาตรา 385 กระทำการกีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือ ความสะดวกในการจราจร โดยวาง หรือทอดทิ้งสิ่งของ นอกจากข้างต้นแล้ว ประมวลกฎหมายอาญา ยังมีในส่วนดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136) ดูหมิ่นศาล (มาตรา 198)หมิ่นประมาท (มาตรา 326) หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา (มาตรา 328) ไปจนถึงกฎหมายอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงกฎหมายพิเศษ อย่างในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ออกประกาศข้อจำกัดต่างๆ

ขณะที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือกฎหมาย PDPA แบ่งความรับผิดไว้ 2 ระดับ โดย มาตรา 4 ระบุว่าไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือสื่อมวลชนที่กระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และไม่ผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งสื่อมวลชนในที่นี้หมายถึงสื่อที่เป็นองค์กรวิชาชีพ ไม่ใช่บุคคลทั่วไปที่กระทำการในลักษณะเป็นผู้เผยแพร่สื่อ ส่วนบุคคลทั่วไปนั้น ให้ระวังการกระทำที่เข้าข่ายการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย (มาตรา 79) และการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยแก่ผู้อื่นเพื่อหารายได้ (มาตรา 80)

อนึ่ง ดร.ใยแก้ว ยังฝากเตือนความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ว่าอยากให้ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เพราะเมื่อมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น จะมีความผิดทั้งคนโพสต์ แชร์ รวมถึงคนที่ไปร่วมคอมเมนต์ด้วย หากผู้ฟ้องเห็นว่าเข้าข่ายทำให้ตนเองเสียชื่อเสียงและถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยผู้ที่ต้องการฟ้องสามารถทำได้โดยแคปภาพข้อความที่เป็นปัญหาเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นจะมี 2 ช่องทางในการดำเนินคดี คือ 1.แต่งตั้งทนายฟ้องศาลเอง กับ 2.แจ้งความกับตำรวจ ณ ท้องที่ที่ทราบเรื่อง

“อยากจะบอกว่าถ้าเรารู้สึกว่าที่เราเขียน แล้วคู่กรณีเขามาแล้วเราทำให้เกิดความเกลียดชังหรือเขาเสื่อมเสียจริงๆ ยอมไปเถอะ เราก็อาจจะดีกว่า เพราะอันนี้มันเป็นโทษทางอาญา มันไม่คุ้ม เพราะถ้าสมมุติเราไม่ยอม เราดื้อแพ่งไป เราอาจจะถูกจำคุก ซึ่งประวัติมันก็ไม่ดี อันนี้ก็เลยอยากจะบอกฝากว่าเกลียดใครก็เก็บไว้ในใจหรือมาฝากข้างนอก ก็ไม่ต้องไปโพสต์ในเฟซบุ๊ค คือถ้าโพสต์ในเฟซบุ๊ค ชีวิตเราวันนี้มันอาจจะฆ่าชีวิตเราในอนาคต เรียนมาตั้งเยอะ เราเรียนหนังสือมาตั้งสูง มันอาจจะตกม้าตายเพราะแค่เรื่อง
วันนี้ที่เราโกรธนิดเดียว” ดร.ใยแก้ว กล่าว

ด้าน พิมพ์ประไพ จิตหาญ นักวิจัย สำนักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRiS) เปิดเผยผลสำรวจ “ทัศนคติและพฤติกรรมในการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2565” มีกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คน แบ่งเป็น 4 ภาค ภาคละ 500 คน ครอบคลุมช่วงวัยตั้งแต่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งพบข้อน่าสนใจ อาทิ 1.ยิ่งอายุมากกลับยิ่งไม่ค่อยออกมาร่วมเคลื่อนไหวทางสังคม โดยกลุ่มตัวอย่างวัยมัธยม-มหาวิทยาลัย ตอบว่าเคยร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมมากกว่าไม่เคยเข้าร่วม ซึ่งตรงข้ามกับผู้สูงอายุ

2.ผู้สูงอายุสนใจเคลื่อนไหวทางสังคมบนพื้นที่ออนไลน์ค่อนข้างน้อย แม้กลุ่มตัวอย่างในภาพรวมตอบเลือกการเคลื่อนไหวบนพื้นที่ออนไลน์มาเป็นอันดับ 2 ก็ตาม (อันดับ 1 คือไม่แสดงความคิดเห็น/ไม่ตอบคำถามนี้) อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ มองว่าในอนาคตตนเองอาจแสดงออกทางออนไลน์มากขึ้นกว่าปัจจุบันก็เป็นได้ 3.ครอบครัวมีผลกับการเคลื่อนไหวของเด็ก (วัยมัธยม) และผู้สูงอายุ ในขณะที่วัยทำงานมีแนวโน้มเคลื่อนไหวโดยไม่ได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้าง ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะเด็กวัยมัธยมและผู้สูงอายุเป็นวัยพึ่งพิง

“ปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตเป็นสิ่งที่ทุกระดับพูดเหมือนกันหมดมาว่าเขาสนใจติดตามเรื่องนี้ ตรงนี้เราอาจจะต้องประเมินกันว่าทุกวันนี้ระดับคุณภาพชีวิตของเราเป็นอย่างไร เราสนใจกันมากกว่าปัจจัยทางการเมืองด้วยซ้ำ เศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่รองลงมาที่ทำให้คนสนใจเรื่องของ Social Movement แต่ว่าก็มีสิ่งที่เรียกว่าน่าสนใจ สำหรับสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ เยาวชนสนใจมากแต่พอมาดูฝั่งผู้สูงอายุสนใจน้อยมากรวมถึงขั้นไม่สนใจเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าจะมีกระแสการขัดแย้งระหว่าง 2 ช่วงอายุนี้อยู่ตลอดเวลา” พิมพ์ประไพ ระบุ

Leave a comment