#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2521530

9 ต.ค. 2565 05:50 น.
- วีรพจน์ อินทรพันธ์
แผนการรบระส่ำ ดินแดนหลุดมือ?
นับแต่ต้นเดือน ต.ค.ถือเป็นช่วงแห่งโมเมนตัมของกองทัพยูเครนอย่างแท้จริง หลังประสบความสำเร็จในการรุกคืบในจังหวัดโดเนตสก์ ทางภาคตะวันออก และจังหวัดเคียร์ซอน ทางภาคใต้ จนกองทัพรัสเซียต้องปรับเปลี่ยนแนวรับกันพัลวัน
เป็นการทำลายความขลังของแผนการ “ผนวกดินแดน” เพราะกลายเป็นว่า ทันทีที่กระบวนการเสร็จสิ้น รัฐสภาลงมติเห็นชอบ-ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ลงนามรับรอง “ดินแดนใหม่ของรัสเซีย” (เหลือแค่แก้ไขรัฐธรรมนูญก็สมบูรณ์) ขอบเขตของสนามรบก็ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม รัสเซียไม่ได้ครอบครองอาณาเขตเหมือนตอนช่วงจัดทำประชามติใน 4 จังหวัดยูเครนอีกต่อไป
มีรายงานด่วนจากสื่อความมั่นคงฝั่งรัสเซีย (ซึ่งจะเร็วกว่าของสื่อตะวันตก 2-3 วัน) หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องว่า แนวรบของกองทัพรัสเซียถูกเจาะทะลวงจนขาดวิ่น เริ่มตั้งแต่จังหวัดคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ กินมาจนถึงจังหวัดโดเนตสก์ ทางตะวันออก และสามารถพิชิตเมืองลีมาน หนึ่งในจุดศูนย์กลางการส่งเสบียงที่ถูกรัสเซียยึดไปตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค. ตามด้วยการทำลายแนวรับในพื้นที่เมืองเคียร์ซอน จังหวัดเคียร์ซอน จนกองทัพรัสเซียต้องทิ้งหมู่บ้านหลายสิบแห่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในวงล้อม
งานนี้ต้องเรียกว่ากองทัพยูเครนวาดลวดลายได้แพรวพราว งัดกลยุทธ์สงครามมาใช้สารพัด ทั้งการตีหลอกดึงความสนใจ ปล่อยข่าวลวง การโยกแนวรบเมื่อเผชิญการต้านทานหนาแน่น ไม่ดันทุรังถาโถมและทุ่มกำลังบุกสายฟ้าแลบในพื้นที่ที่จำเป็น อย่างการตีโอบที่เมืองลีมาน มีรายงานจากหน่วยรบรัสเซียว่า ยูเครนทุ่มกำลังถึง 6,000 นาย เข้าตีจาก 3 ทิศทาง(ตะวันตก-ตะวันออกเฉียงเหนือ-ใต้) พร้อมด้วยการสนับสนุนจาก “ลูกยาว” ปืนใหญ่ และรถยิงจรวดไฮมาร์ส (HIMARS) หรือเอ็ม 270 อย่างแม่นยำ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทั้งหมดก็มาจากการที่มี “กองทัพชาติตะวันตก” เป็นกุนซือเงานั่นเอง โดยมีรายงานยืนยันจากสื่อสหรัฐฯไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า หน่วยบัญชาการสหรัฐฯและชาติตะวันตกอื่นๆ คือคนคุมเกมตัวจริงที่แนะนำหรือสั่งการให้กองทัพยูเครนเคลื่อนไหว พร้อมเป็น “ดวงตา” สอดส่องสนามรบตลอดเวลา
มีหลายต่อหลายครั้งที่คำสั่งให้ยิงปืนใหญ่ถล่มไปที่พิกัดนี้ ถูกฝ่ายยูเครนถามกลับมาว่ายิงไปตรงนั้นทำไม แต่พอยิงไปจริงๆแล้วค่อยมารับรู้ว่า นั่นคือศูนย์บัญชาการเคลื่อนที่ของรัสเซีย หรือรายงานล่าสุดที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ชาติตะวันตกได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการรบแบบแยกแยะมิตรและศัตรู IFF (Identification friend or foe) ให้กับกองทัพยูเครน ซึ่งยูเครนได้มีการประยุกต์ใช้ทันที ทาสีรถถัง-ยานเกราะของตัวเองด้วยสัญลักษณ์รัสเซีย ไม่ว่าจะด้วยตัวอักษร Z หรือ V ทำให้หน่วยรบรัสเซีย (ที่ไม่มีระบบนี้?) เกิดความสับสน นึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ปล่อยผ่านไป หรือสูญเสียความได้เปรียบเพราะถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว
จึงไม่แปลกเลยที่ทำไมทางการรัสเซียถึงประกาศหลายต่อหลายครั้งว่า เรากำลังรบอยู่กับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ไม่ใช่ใครอื่น
ชัยชนะอย่างต่อเนื่องของกองทัพยูเครน ณ เพลานี้ ฝ่ายรัสเซียได้ตอบสนองด้วยการขู่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์แบบจำกัดวง ซึ่งนักวิเคราะห์ได้มีการอธิบายแล้วว่า เงื่อนไขการใช้-ใช้ยังให้คุ้ม ยังขาดความชัดเจน พ่วงด้วยการระดมกำลังพลสำรอง 300,000 นายจากทั่วประเทศ เพื่อเอามาอุดช่องโหว่ รูรั่วในแนวรบ
กระนั้นก็เป็นที่รู้กันว่า ปัจจัยในการรบนั้นไม่ได้ขึ้นกับปริมาณของกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเดียว แต่ยังมีถึงเรื่องขวัญกำลังใจในการรบ และความพร้อมในการรบด้วยเช่นกัน ซึ่งความพร้อมในที่นี้คือ การฝึกฝนทางยุทธวิธี ระบบการสื่อสาร การส่งกำลังบำรุงที่เหมาะสม เพื่อให้หน่วยนั้นๆ รบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงก่อให้เกิดคำถามว่า เอากำลังพลมาเติมแนวหน้าอย่างรีบร้อนจะก่อให้เกิดประโยชน์มากน้อยเพียงใดหรือก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่
หรือเอาเข้าจริงแล้วก็เป็นการใช้ตำราแบบเดียวกับยูเครนที่เคยอยู่ใต้ธงสหภาพ โซเวียตร่วมกันมาก่อน นั่นคือการเอากำลังพลธรรมดาไปรับความเสียหาย เพื่อให้หน่วยรบหลักหรือหน่วยรบหัวกะทิได้มีช่องหายใจพักเหนื่อย และเมื่อถึงเวลาก็จะสามารถเข้าโรมรันแบบกำปั้นทุบในพื้นที่การรบที่สำคัญจริงๆ
แต่ทั้งหมดทั้งปวงนี้ แผนการรบเดิมของรัสเซียที่เชื่อว่าคือการบีบคั้นยูเครนและชาติตะวันตกเพื่อนำไปสู่การเจรจาแบบมัดมือเหมือนคราวผนวกคาบสมุทรไครเมีย อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิดว่า บรรยากาศสงครามครั้งนี้จะดำเนินต่อไปเช่นไร ซึ่งรัสเซียคงไม่ยอมปล่อยให้ดินแดนใหม่ 4 จังหวัดดังกล่าวมีอันต้องหลุดมือไปอย่างแน่นอน.
วีรพจน์ อินทรพันธ์