รัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ เปิดเกมสกัดรุมกินโต๊ะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2525056

รัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ เปิดเกมสกัดรุมกินโต๊ะ

13 ต.ค. 2565 07:01 น.

  • ไทยรัฐฉบับพิมพ์

รัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ เปิดเกมสกัดรุมกินโต๊ะ

ทั่วโลกยังจับจ้อง “สงครามรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 8” ที่นับวันยิ่งยกระดับความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็น สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ก็อาจเป็นไปได้

เมื่อ “วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย” ผนวกดินแดน 4 แคว้นของยูเครน ไม่ว่าจะเป็นโดเนตสก์ ลูฮันสก์ ซาปอริซเซีย เคอร์ซอน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย “อ้างเหตุผลทำตามเจตจำนงของประชาชนจากการทำประชามติ” ทั้งประกาศกร้าว หาก “ยูเครนบุกโจมตีทวงคืน” พร้อมใช้อาวุธนิวเคลียร์ตอบโต้อย่างรุนแรง

ท่ามกลาง “ชาติตะวันตก” โจมตีเป็นการกระทำที่ไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมาย เช่นเดียวกับ “โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน” ก็แสดงจุดยืนไม่ยอมรับการกระทำของรัสเซียจะเดินหน้าทวงคืนดินแดนพร้อมประกาศยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโตอย่างเป็นทางการ

รัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ เปิดเกมสกัดรุมกินโต๊ะ

ทำให้หลายประเทศกังวลต่อการเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นนี้ ดร.กฤษฎา พรหมเวค อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซีย มองว่าสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนค่อนข้างตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆด้วยสาเหตุ “รัสเซีย” เข้ายึดแคว้นโดเนตสก์ ลูฮันสก์ ซาปอริซเซีย เคอร์ซอน

แล้วผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย “ทำตามประชามติจากประชาชนไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของยูเครน” แล้ววันที่ 2 ต.ค.2565 “สภาสูงรัสเซีย” ได้ให้สัตยาบันสนธิสัญญาตามรัฐธรรมนูญรัสเซียในมาตรา 4 (1) ให้อำนาจอธิปไตยครอบคลุมดินแดนทั้งหมดรวมถึง 4 แคว้นผนวกเข้ามาใหม่ด้วย

ทั้งความในมาตรา 4 (3) ยังระบุต้องทำให้ความมั่นใจในบูรณภาพและการไม่ล่วงละเมิดในดินแดนแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ฉะนั้นหากมีภัยคุกคามเข้ามาละเมิดดินแดน 4 แคว้นนั้น ย่อมถือเป็นการรุกรานอำนาจอธิปไตย “รัสเซีย” มีสิทธิต่อการใช้กำลังทหารตอบโต้จัดการภัยอันตรายนั้นได้ทันที

รัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ เปิดเกมสกัดรุมกินโต๊ะ

ประเด็นว่า “การผนวกดินแดนในสภาวะสงครามเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่” จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ “รัสเซีย” ได้มีการจัดการลงประชามติรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 4 แคว้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วผลการนับคะแนนมากกว่า 96% สนับสนุนให้มีการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับรัสเซีย

อันเป็นตาม “หลักสิทธิในการกำหนดใจตนเอง” ที่มีมาแต่ก่อนตั้งองค์การสหประชาชาติ “ปรากฏชัดเจนเป็นรูปธรรม” เมื่อนำมาบรรจุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติที่ 1514 (XV) วันที่ 14 ธ.ค.1960 เรื่องการให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคม “ประชาชนทั้งปวง” กำหนดชะตากรรมตัวเองอยากไปอยู่ประเทศใด หรือแยกเป็นเอกราชก็ได้

กระทั่งต่อมามีผลบังคับใช้แก่รัฐต่างๆที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ แต่เนื่องจาก “ตัวกฎบัตรไม่ได้ระบุเนื้อหาสาระของหลักสิทธิในการกำหนดใจตนเองไว้ชัดเจน” ทำให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติต้องมีมติต่างๆออกมาเป็นการอธิบายแสดงให้เห็นถึงสาระสำคัญกันอยู่บ่อยครั้ง

อย่างเช่นหลังสิ้นสุด “สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2” ก็มีการนำเอาหลักสิทธิในการกำหนดใจตนเองมาบังคับใช้เพื่อปลดปล่อยอาณานิคมจนประสบความสำเร็จแล้ว “บรรดาดินแดนอยู่ใต้อาณานิคมก็ได้รับเอกราชจวบจนวันนี้” ทำให้หลักสิทธิในการกำหนดใจตนเองกลายเป็นที่ยอมรับสืบต่อกันมาโดยทั่วไปอีกหลายกรณี

เมื่อเป็นเช่นนี้ “การผนวกดินแดน 4 แคว้นของยูเครนมาเป็นของรัสเซีย” ก็เป็นการกระทำตามมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 1514 (XV) “ย่อมไม่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ” ด้วยดินแดน 4 แคว้นนั้นมิได้ถูก บังคับแต่เป็นการสมัครใจ “ตามการลงประชามติ” ที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกสถานะนั้นเอง

รัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ เปิดเกมสกัดรุมกินโต๊ะ

เพราะด้วยประชาชน 4 แคว้นนี้ “ล้วนเป็นคนรัสเซีย” ที่ผ่านมามักถูกยูเครนใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามกดขี่มาตั้งแต่ปี 2014-2022 ส่งผลให้คนในพื้นที่แห่งนี้ไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของยูเครนอีกต่อไป

ปัญหาเพียงว่า “การลงประชามติ” กำลังถูกโจมตีจาก “ฝ่ายชาติตะวันตก นาโต และยูเครน” ที่พยายามยกข้ออ้างเหตุสงสัย “ในสภาวะสงครามผู้ออกมาโหวตอาจไม่ใช่ประชากรจริง” เพราะด้วยคนในพื้นที่ส่วนใหญ่หนีภัยสงครามออกนอกเมืองจนเกือบหมด ดังนั้นการลงประชามตินี้อาจไม่โปรงใสครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์

ทว่าในทางกลับกันย้อนดูประวัติศาสตร์ “การลงประชามติแยกดินแดนในสภาวะเกิดสงครามนี้” ประเทศที่มีการนำกระบวนการหลักสิทธิในการกำหนดใจตนเองมาใช้ก่อนหน้านี้คือ “สหรัฐอเมริกาและนาโต” กรณีโคโซโว ขอแยกตัวเป็นเอกราชออกจากเซอร์เบีย คราวนั้นก็กำลังเกิดสงครามกลางเมืองอย่างหนักอยู่เช่นกัน

แล้วตอนนั้น “รัสเซีย” พยายามคัดค้านไม่เห็นด้วยมาตลอด กระทั่งจนสุดท้าย “โคโซโวก็ประกาศเอกราชออกจากเซอร์เบีย” ดังนั้นเรื่องนี้ในความเห็นส่วนตัวมองว่า “สหรัฐฯและนาโต” สามารถนำหลักสิทธิการกำหนดใจตนเองมาใช้กับโคโซโวขณะที่กำลังเกิดสงครามได้ “รัสเซีย” ก็น่าจะหยิบยกกรณีนี้ขึ้นมาใช้ได้เช่นกัน

แม้แต่ “ประเทศไทย” ก็เคยถูกเรียกร้องให้นำหลักสิทธิการกำหนดใจตนเองมาใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยซ้ำจนกระทั่ง “ฝ่ายความมั่นคงไทย” พยายามขัดขวางไม่ให้เกิดการลงประชามติแยกเอกราชด้วยการนำคนไทยพุทธเข้ามาอาศัยในพื้นที่จำนวนมาก เพราะหากลงคะแนนเสียงจริงจะมีผู้คัดค้านไม่ให้เป็นเอกราชได้

รัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ เปิดเกมสกัดรุมกินโต๊ะ

ย้ำข้อกังวล “สถานการณ์ลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3” จากกรณียูเครนประกาศชิงดินแดน 4 แคว้นนี้กลับคืนด้วยการยื่นสมัครเป็นสมาชิกนาโตแบบเร่งด่วนในวันที่ 30 ก.ย.2565 เพื่อใช้มาตรา 5 กฎนาโต ในเรื่องนี้ มองว่า “เป็นไปได้ยาก” ด้วยการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตต้องผ่านฉันทามติจากสมาชิก 30 ประเทศพร้อมเพรียงกัน

ตอนนี้มีเพียง 9 ประเทศที่เห็นด้วยหนุนให้ยูเครนเข้าร่วมนาโต ส่วนประเทศสมาชิกอื่น 21 ประเทศ “ลังเล” โดยเฉพาะประเทศในยุโรป หรือนาโตที่ต่างไม่ต้องการเผชิญหน้ากับรัสเซียโดยตรง

อันมี 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยแรก…“ไม่อยากส่งกำลังทหาร หรืออาวุธไปช่วยยูเครน” ด้วยประเทศสมาชิกนาโตหลายชาติไม่ได้ผลิตอาวุธขึ้นใช้เอง “แต่ล้วนใช้งบประมาณจัดซื้อทั้งสิ้น” แล้วยิ่งอาวุธที่ส่งไปช่วยยูเครนมากเพียงใดมักถูกรัสเซียทำลายทิ้งเสมอ กลายเป็นความวังกลว่าประเทศตัวเองอาจเกิดการขาดแคลนอาวุธขึ้นแทน

ขณะที่ “รัสเซีย” กลับเป็นประเทศผลิตอาวุธขึ้นใช้เอง “ไม่เคยแจกอาวุธให้ประเทศใด” นั่นหมายความว่า “กำลังทหารและอาวุธยังมีอยู่เหลือเฟือ” สิ่งที่ทั่วโลกเห็นอยู่นั้นเป็นเพียงอาวุธเก่าส่วนอาวุธใหม่ถูกนำมาใช้น้อยมาก เพียงแต่ “ชาติตะวันตก” พยายามประโคมข่าวว่า “อาวุธรัสเซียใกล้หมด” เพื่อลากสงครามยืดเยื้อ

กดดันบีบให้รัสเซียต้องใช้งบประมาณทำสงคราม “อ่อนกำลังลง” แต่ในความเห็นส่วนตัวนี่อาจเป็น “แผนของรัสเซีย” ที่กำลังหลอกล่อให้ชาติตะวันตกส่งอาวุธมาช่วยยูเครนหวังทำลายลงทีละเล็กทีละน้อย “สุดท้ายอาวุธของชาติตะวันตกก็ร่อยหรอลง” ถ้าเกิดสงครามใหญ่ในอนาคต “รัสเซีย” จะสามารถจัดการง่ายขึ้นก็ได้

ปัจจัยที่สอง… “ยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโตในช่วงเกิดสงคราม” นั่นก็หมายความว่า “ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่” อีกทั้งสถานการณ์ตอนนี้ “ยูเครนค่อนข้างเสียเปรียบมีลางแพ้มากกว่าลางชนะด้วยซ้ำ” ถ้าหากเข้าเป็นสมาชิกนาโตก็เท่ากับดึงประเทศอื่นมาตกระกําลําบาก ด้วยกันหรือไม่

ทำให้ไม่แปลกใจว่า “สมาชิกอีก 21 ชาติ” ยังลังเลในการมอบสมาชิกภาพ แก่ “ยูเครน” เพราะด้วยหลายชาติกำลังเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้นจาก “วิกฤติพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ” อันเป็นผลพวงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนมาเกือบ 8 เดือน ทำให้ประชาชนในประเทศที่สนับสนุนสงครามออกมาประท้วงให้เห็นมากมาย

ดังนั้นตอนนี้ “รัสเซียได้ปรับเกมเดินใหม่ค่อนข้างลุ่มลึก” เพราะเขารู้ว่าไม่ได้ทำสงครามเฉพาะกับยูเครนเท่านั้น แต่กำลังสู้รบอยู่กับนาโตและยุโรปด้วย ทำให้ “รัสเซีย” ต้องนำความหิวโหยหนาวเย็นมาเป็นตัวช่วยเร่งปฏิกิริยาให้ประชาชนในประเทศสนับสนุนสงครามออกมาประท้วง “รัฐบาล” เพื่อจัดตั้งผู้บริหารเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่

นี่เป็นการเปิดเกมใหม่เพื่อลดทอนอำนาจ “สหรัฐฯ” แล้วอนาคต “รัสเซีย” จะอยู่ในยุโรปได้ง่ายขึ้น อันเป็นสัญญาณสะท้อนว่า “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” ไม่น่าจะจบลงโดยง่ายในปี 2022 นี้อย่างแน่นอน.

Leave a comment