‘ศิริราช’ ขยับสู่ Smart Hospital ยกระดับการรักษาและบริการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/686125

‘ศิริราช’ ขยับสู่ Smart Hospital ยกระดับการรักษาและบริการ

‘ศิริราช’ ขยับสู่ Smart Hospital ยกระดับการรักษาและบริการ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภายหลังจาก ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลเข้ามารับไม้ต่อจาก ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ก็มีความตั้งใจที่จะสานต่อพันธกิจของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลพัฒนาสู่สถาบันการแพทย์ที่สร้างสรรค์สุขภาวะแก่มวลมนุษยชาติสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนดีขึ้นด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งที่ผ่านมาศิริราชได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นศูนย์กลางด้านวิชาการแพทย์ที่มีความโดดเด่น หรือ Academic Hub และภารกิจที่สำคัญคือการนำพาโรงพยาบาลศิริราชไปสู่การเป็นต้นแบบของ “Smart Hospital”

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงแนวทางการต่อยอดและเป้าหมายสูงสุดของการเป็นต้นแบบของ Smart Hospital ว่าโรงพยาบาลศิริราชมุ่งหวังที่จะดูแลผู้ป่วยให้ได้รับการบริการที่มีประสิทธิภาพที่สุดและเกิดปัญหาน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากการรักษาพยาบาล การรอคอย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพิ่มความพึงพอใจให้กับประชาชนผู้รับบริการ ที่สำคัญคือลดค่าใช้จ่ายในการมาหาหมอ นำเทคโนโลยีมาส่งเสริมให้เกิดการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

“ศิริราชปูพื้นฐานและพัฒนาการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนไข้ เริ่มจากแอปพลิเคชั่น Siriraj Connect แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงข้อมูลการให้บริการสุขภาพในรูปแบบออนไลน์ สามารถแจ้งเตือนวันนัดหมายล่วงหน้าลงทะเบียนเพื่อยืนยันเวลานัดก่อนเข้าพบแพทย์ แจ้งเตือนคิวตรวจแบบเรียลไทม์เช็คคิวเจาะเลือดและรับยา และชำระเงินได้จากแอปพลิเคชั่นเดียว รวมถึงการให้คำปรึกษาทางไกล (Telemedicine) กับคนไข้ที่ไม่สะดวกมาที่โรงพยาบาลด้วย จากนั้นจึงร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ในการนำเทคโนโลยี 5G Cloud และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อเพิ่มคุณภาพการรักษาพยาบาล สร้างประสบการณ์ที่ดีในการมารับบริการ”

สำหรับการเป็น Smart Hospitalนอกจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย สิ่งสำคัญคือบุคลากรต้องมีความเข้าใจในนวัตกรรมมีทักษะการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ ซึ่งศิริราชมีความพร้อมทั้งระบบการศึกษา อาจารย์ที่เชี่ยวชาญ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่จะสนับสนุนให้เกิดขึ้น โดยจัดพื้นที่ที่เรียกว่า “Smart Digital Hub” ให้นักเรียนนักศึกษา ประชาชน รวมถึงบุคลากรของศิริราช ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อร่วมกันสร้างนวัตกรรม

“Siriraj Smart Hospital ในระยะแรกเรามีต้นแบบประมาณ 9 เรื่องพื้นฐานและกำลังจะขยับไปในระยะที่ 2 เรามีSiriraj Data Plus เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารระบบโรงพยาบาลทั้งหมด สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ประกอบกับความสามารถของ AIเข้ามาดีไซน์จุดที่ต้องการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรบุคคล การเงิน การคลังพัสดุทรัพย์สินโรงพยาบาล เป็นการบริหารจัดการที่นำข้อมูลดิบมาจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย ลดเวลา ลดขั้นตอน เพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการ ซึ่งผมเชื่อมั่นจะเป็นต้นแบบให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศได้ในอนาคต”

ศ.นพ.อภิชาติ ทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่ผมอยากทำคือการเสริมศักยภาพ สร้างนวัตกรรมในการดูแลรักษาพยาบาล และสมานความเป็นต้นแบบในระดับนานาชาติเพื่อให้คนไทยของเรามีความสุขและให้ชาวศิริราชทุกคนมีความสุขที่ได้ทำงานที่นี่เช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจจะทำให้ได้ในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า”

ขณะที่ ศ.คลินิก นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราชกล่าวว่า “ในฐานะโรงเรียนแพทย์เก่าแก่ ศิริราชมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวิธีการรักษาที่ดีที่สุด ด้วยสรรพกำลังที่มีความพร้อม เราจะเปลี่ยนตัวเองเป็นโรงพยาบาลที่เป็นต้นแบบในรูปแบบการรักษาพยาบาล โดยใช้คำว่า Smart เป็น หลักคิด โจทย์ของศิริราชคือ ความแออัด การเข้าไม่ถึงบริการ ตั้งต้นจากข้อมูลของผู้ป่วยที่มารับบริการที่ศิริราช เฉลี่ยปีละ 3 ล้านครั้ง และเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี ปีละ 1% เนื่องจากโรงพยาบาลมีความแออัด โดยพบว่าผู้ป่วยหนึ่งรายจะมารับบริการที่ศิริราชเฉลี่ยคนละ 5 ครั้งต่อปี ขณะที่บางรายมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น เป็นความไม่สมดุลของการรับบริการและการให้บริการ

“จึงเป็นที่มาของการทำโครงการ Smart Hospital โดยนำเทคโนโลยีมาออกแบบระบบการให้บริการเพื่อลดปัญหาความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา แก้ปัญหาโดยใช้คนไข้เป็นศูนย์กลาง ทำให้คนไข้เข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม ในสถานที่เหมาะสม ในราคาที่คุ้มค่าเหมาะสม และทำให้เกิดความพึงพอใจมากที่สุด

ศ.คลินิก นพ.วิศิษฎ์ อธิบายเพิ่มเติมว่าการทำ Smart Hospital อย่างแรกต้องทำให้เกิดการเข้าถึงที่ดีขึ้น (Smart Access)ในที่นี้หมายถึงเข้าถึงเมื่อจำเป็นต้องเข้าถึงได้สองระบบการรับบริการที่ราบรื่น ไม่ต้องรอหรือรอคอยน้อยที่สุด (SmartOperation)สามข้อมูลต้องทั่วถึงทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ (Smart Information) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการรักษาพยาบาลหรือข้อมูลเรื่องของโรคต่างๆ เรื่องถัดมาคือคนของศิริราชก็ต้องสมาร์ท (Smart People) บุคลากรในศิริริราชต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือเป็นและต่อยอดข้อมูลได้

ด้าน รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองคณบดีนวัตกรรมบริการและคุณค่าองค์กรกล่าวว่า โรงพยาบาลอัจฉริยะนั้น หมายถึงการออกแบบการให้บริการด้วยการใช้ Disruptive เทคโนโลยีทำให้ผู้ป่วยที่มารับบริการ ได้รับบริการที่มีคุณภาพ มีความสะดวก เพิ่มการเข้าถึงและสร้างประสบการณ์ใหม่ในการมารับบริการ ขณะเดียวกันช่วยเพิ่มความสะดวกและผลิตภาพในการทำงานของบุคลากรชาวศิริราช เรียกว่าทำน้อยแต่ได้มาก”

สำหรับความคืบหน้าโครงการ “Siriraj Smart Hospital” ใน 9 โครงการย่อย ที่ดำเนินงานไปแล้วเกือบ 100%ในหลายโครงการ อาทิ Smart EMS (Emergency Medicine Service)เปลี่ยนรถพยาบาลธรรมดาให้เป็น SmartAmbulance โดยภายในตัวรถจะมีระบบอัจฉริยะต่างๆ อาทิ ระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT เช่น อุปกรณ์วัดสัญญาณชีพ ส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้แพทย์รักษาได้รวดเร็ว ซึ่งในระยะ 5 เดือนที่ผ่านมา ให้บริการคนไข้ไปแล้วกว่า 400 ราย ลดระยะเวลาที่แพทย์รักษาคนไข้จากเดิมเฉลี่ย 40 นาที เหลือเพียง 20 นาที

ต่อมาคือ Smart Emergency Room ระบบห้องฉุกเฉินอัจฉริยะ มีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่คอยช่วย ประเมินสัญญาณชีพคนไข้ที่ผิดปกติ ทำให้พยาบาลจัดลำดับการดูแล ติดตามคิวผู้ป่วย และให้การรักษาอย่างทันท่วงที ที่สำคัญญาติสามารถติดตามการรักษาได้จากที่บ้านโครงการถัดมาคือระบบการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Pathological diagnosis system) เริ่มต้นในโครงการมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยจะใช้ AI เป็นผู้ช่วยแพทย์ในการอ่านผลวินิจฉัยการตรวจชิ้นเนื้อเบื้องต้น ทำให้แพทย์สามารถอ่านชิ้นเนื้อได้รวดเร็วแม่นยำ ซึ่งในอนาคตจะสามารถรองรับการอ่านชิ้นเนื้อให้กับโรงพยาบาลที่ห่างไกลและไม่มีพยาธิแพทย์ ช่วยให้เกิดการเข้าถึงบริการชั้นสูงในพื้นที่ห่างไกลได้ นอกจากนี้ ยังมีระบบผู้ช่วยการดูแลและสร้างเสริมสุขภาพรายบุคคล สำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (5G AI Platform for NCD) ด้วยการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น “Healthy Buddy”ช่วยผู้ป่วยเบาหวานให้บริโภคอาหารได้สัดส่วน บันทึกข้อมูลอาหารและระบุแคลอรี่ด้วยภาพถ่ายมีระบบเตือนให้กินยา บันทึกผลวัดความดันและน้ำตาล เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านี้ศิริราช ยังนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาช่วยบริหารจัดการระบบภายในโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบขนส่ง ยาและเวชภัณฑ์ด้วยรถไร้คนขับ (Smart Logistic with 5G Self-Driving car) เพื่อเพิ่มผลิตภาพในระบบการขนส่งและลดต้นทุนได้ในระยะยาว รวมทั้ง Smart Inventory Management ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์พยากรณ์ปริมาณการใช้และการจัดการยาและเวชภัณฑ์ในแต่ละสัปดาห์ และสุดท้ายคือ ระบบเวชระเบียนกลางด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน (Permission based block chain for personal health record) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการรักษา นำร่องที่ 3 โรงพยาบาล คือ รพ.ศิริราช, ศิริราชปิยมหาราชการุณย์ และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก และคาดว่าในอนาคตจะสามารถขยายไปใช้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศได้

Leave a comment