#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/690873

ประชุมวิชาการนานาชาติ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 2
วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ “การประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 2 : ก้าวสู่ความเสมอภาคไปด้วยกัน” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้โดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ร่วมกับองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติสำนักงานเพื่อการศึกษาส่วนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ยูเนสโก กรุงเทพฯ), สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของยูนิเซฟ (UNICEF EAPRO), ยูนิเซฟ ประเทศไทย, องค์การรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(SEAMEO), มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก (ประเทศไทย),มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี และกระทรวงศึกษาธิการ
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า การเร่งฟื้นฟูเด็กและเยาวชนกลับสู่ภาวะปกติ จนสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างเสมอภาคเท่าเทียม ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ด้วยแนวทาง All for Education ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 2022 ความรู้และประสบการณ์จากการประชุมจะช่วยให้แต่ละประเทศเกิดแผนฟื้นฟูและพัฒนาเด็กที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
เกิดการลงทุนเพื่อการศึกษาที่ยั่งยืนในระยะยาว และเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดภาวะ “Lost Generation” ซึ่งจะเป็นความสูญเสียที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมไทย และสังคมโลกอย่างมหาศาล โดยการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ช่องว่างความเสมอภาคทางการศึกษาชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคด้านทักษะทางดิจิทัลและความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล สภาวะเศรษฐกิจของครอบครัว และการดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา
“วิกฤตการระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มเด็กเปราะบางเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ขณะที่เด็กทั่วไปก็เผชิญกับความเสี่ยงของภาวะสูญเสียการเรียนรู้(Learning Loss) ดังนั้น การมีแผนเพื่อฟื้นฟูการเรียนการสอนภายหลังการระบาดและการสรุปบทเรียนเพื่อเรียนรู้จากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเพื่อลดวิกฤต Lost Generation (รุ่นแห่งความสูญเสีย) ที่กำลังเกิดขึ้น” ดร.ไกรยส กล่าว
ในงานครั้งนี้ ตัวแทนจากองค์กรต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการทำงาน และการแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยให้บรรดาพันธมิตร
ได้นำไปปรับใช้เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในพื้นที่ของตนเอง โดยรวมเห็นตรงกันว่าให้มุ่งสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ เรื่องที่ทุกประเทศต้องดำเนินการเร่งด่วนในเวลานี้คือการเปิดโรงเรียน การฟื้นฟูการศึกษาสร้างการศึกษาที่ต่อเนื่องเพื่อทุกคน
และการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรและระบบการศึกษา เพื่อป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และพัฒนาระบบการศึกษา
บนพื้นฐานที่ต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง นอกจากนั้น ยังสนับสนุนการศึกษาในวัยผู้ใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเน้นย้ำว่ากลุ่มการศึกษานอกโรงเรียนเป็นกลุ่มใหญ่มีประชากรจำนวนมากจึงต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กลุ่มการศึกษาในระบบ
Rika Yorozu (ริกะ โยโรซุ) หัวหน้าสำนักงานบริหารและผู้ประสานงานโครงการระดับภูมิภาค ยูเนสโก กรุงเทพฯ กล่าวว่า ในระดับภูมิภาค ยูเนสโก กรุงเทพฯ จะสนับสนุนการปฏิบัติงานตามถ้อยแถลงความมุ่งมั่นในระดับประเทศหลัง APREMC II และ TES ยูเนสโก กรุงเทพฯ จะยังคงทำโครงการความคิดริเริ่มต่างๆ เพื่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในภูมิภาค รวมถึงในไทย เรามีความมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการของเครือข่ายพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equitable Education Alliance) ซึ่งเป็นเครือข่ายของผู้ปฏิบัติงานด้านความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมกับ กสศ. และภาคีสมาชิกใหม่ที่อาจมาเข้าร่วมหลังการประชุมครั้งนี้
ดร.เอเทล แอ็กเนส ปาสกวา-วาเลนซุเอลา ผู้อำนวยการ SEAMEO ซึ่งได้เข้าร่วม TES ได้แบ่งปันประเด็นหารือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมครั้งนี้ว่า ปฏิญญาของเยาวชน ถ้อยแถลงวิสัยทัศน์ และความคิดริเริ่มในระดับโลกที่นำเสนอกันที่ TES สามารถนำมาใช้ต่อยอดในการประชุมของเราในครั้งนี้ได้ซึ่งมุ่งสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจากหลากประสบการณ์และบริบท ด้วยความหวังว่าสิ่งเหล่านี้และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะทำให้เราสามารถพลิกโฉมการศึกษาได้และทำให้ระบบการศึกษาครอบคลุมและเสมอภาคมากกว่าที่เป็นมา
Kyungsun Kim (คยองซอน คิม) ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟประเทศไทย (UNICEF Thailand) กล่าวว่า เราจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูการเรียนรู้ที่หายไปตั้งแต่ก่อนและระหว่างการระบาดของโควิด-19 การทำงานและประสานงานร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นของช่วงเวลานี้ ทั่วโลกเพิ่งเริ่มเข้าใจถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 และข้อจำกัดต่างๆ ที่มีต่อเด็ก และการเรียนรู้ของพวกเขา
ซึ่งเด็กอายุ 10 ปี จากประเทศยากจนและรายได้ปานกลางไม่สามารถอ่านหนังสือหรือเข้าใจเรื่องราวง่ายๆ ได้ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53 เป็นร้อยละ 70 ซึ่งเป็นทักษะขั้นพื้นฐานจำเป็นจึงบั่นทอนโอกาสที่เด็กคนนั้นจะได้รับการพัฒนาจนเต็มศักยภาพ ทำให้ไม่มีทางเลือกมากนัก และบีบให้ต้องจำยอมตกเป็นเบี้ยล่างและการเอารัดเอาเปรียบของสังคม เช่น หากเป็นเด็กหญิงก็ต้องถูกบีบบังคับให้แต่งงานก่อนวัยอันควร กลายเป็นคุณแม่วัยใสที่ยังไม่พร้อม หรือหากเป็นเด็กชายก็กลายเป็นแรงงานเด็กราคาถูก
ผลการศึกษาล่าสุดที่เปิดเผยที่ทางธนาคารโลกจัดทำร่วมกับยูเนสโก, ยูนิเซฟ, กระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (UK government Foreign Commonwealth and Development Office -FCDO), USAID และ มูลนิธิบิลล์ แอนด์ เมลินดา เกตส์ ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 พบว่า อัตราความอ่อนด้อยทางการเรียนรู้ของเด็กเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแม้ในประเทศที่มีการเรียนออนไลน์มาใช้ ส่งผลให้เด็กนักเรียนรุ่นนี้ มีแนวโน้มสูญเสียรายได้ที่ควรจะหาได้จากช่วงชีวิตของตอนถึง 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่าร้อยละ 17 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โลกในปัจจุบัน
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง
การศึกษา (กสศ.) และยูเนสโก กรุงเทพฯ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 5 ภายใต้การหาแนวทางส่งเสริมกิจกรรมเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (The 5th Meeting of Equitable Education Alliance : Identify Opportunities for EEA Activities) ซึ่งมีผู้แทนจาก 10 องค์กร ใน 12 ประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาไปพร้อมๆ กัน กสศ. ยังคงมุ่งมั่นที่จะให้การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมเข้าถึงได้สำหรับทุกคน!!!