โรคเอดส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/692050

โรคเอดส์

โรคเอดส์

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรคเอดส์ (AIDS : Acquired immunodeficiency syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการติดเชื้อฉวยโอกาส เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่บกพร่องจากการติดเชื้อไวรัสที่เรียกว่า เอชไอวี (HIV : Human Immunodeficiency Virus) โดยเชื้อเอชไอวีจะทำการแบ่งตัวในเซลล์ภูมิคุ้มกันเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า ซีดีโฟร์ (CD4) และเมื่อไวรัสมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นร่วมกับภูมิคุ้มกันที่ลดลง จึงทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น รา ไวรัส แบคทีเรีย รวมถึงเชื้อวัณโรค เป็นต้น โดยหากมีการติดเชื้อที่รุนแรงจะทำให้ผู้ป่วยเกิดทุพพลภาพและอาจเสียชีวิตได้

ผู้ป่วยสามารถติดเชื้อเอชไอวีหลายทาง ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ติดเชื้อเอชไอวี ทางเลือดผ่านการได้รับเลือดหรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และรวมถึงการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก โดยในระยะแรกหลังจากได้รับเชื้อเอชไอวีประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีไข้ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว มีผื่นขึ้นตามลำตัว โดยอาการดังกล่าวสามารถหายได้เองโดยที่ไม่ได้รับการรักษา จากนั้นผู้ป่วยจะไม่มีอาการเจ็บป่วยเป็นระยะเวลานานได้ถึง 7-10 ปี โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ไวรัสจะทำการแบ่งตัวในร่างกาย และเพิ่มจำนวนสูงขึ้นสวนทางกับเซลล์ภูมิคุ้มกันซีดีโฟร์ที่ตกลง จากนั้นเมื่อภูมิคุ้มกันตกลงมาก ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยการติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งเรียกระยะดังกล่าวว่า “เอดส์” โดยแพทย์จะทำการตรวจเลือด (anti-HIV) เพื่อทำการวินิจฉัย และทำการตรวจปริมาณไวรัสเอชไอวี (viral load) รวมถึงปริมาณซีดีโฟร์

ยาต้านเอชไอวี

การเริ่มยาต้านเอชไอวีเพื่อการรักษาในปัจจุบัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อไม่ให้ไวรัสแบ่งตัว และพยายามทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันโดยเฉพาะซีดีโฟร์ให้มีปริมาณสูงขึ้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส และนอกจากนั้นยังเป็นการลดโอกาสในการแพร่เชื้อสู่
ผู้อื่น เช่น คู่นอน ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน รวมถึงทารกในครรภ์ เป็นต้น

ยาต้านเอชไอวีที่มีใช้ในปัจจุบันนั้นมีในรูปแบบยากิน โดยเป็นชนิดรวมเม็ดซึ่งประกอบไปด้วยยาต้านเอชไอวีสามชนิด โดยสามารถกินยาวันละครั้ง ซึ่งมีความสะดวกในการกิน รวมถึงยังผลข้างเคียงน้อย โดยแพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อติดตามปริมาณไวรัสให้ลดลงจนต่ำกว่าเกณฑ์และปริมาณซีดีโฟร์ให้เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งติดตามผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากยาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเข้าถึงยาต้านเอชไอวี การกินยาอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากผลข้างเคียงที่น้อย และประสิทธิผลของยาที่ดี จึงทำให้ผู้ป่วยไม่ติดเชื้อฉวยโอกาส มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติ

การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี

การป้องกันการติดเชื้อสามารถทำได้โดยการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ งดเว้นการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน นอกจากนั้นในปัจจุบันยังมีการใช้ยาต้านเอชไอวีในรูปแบบของการป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อเอชไอวี (Pre-Exposure Prophylaxis, PrEP) ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ในกรณีที่อาจสัมผัสกับเชื้อโดยไม่ได้ตั้งใจ การกินยาต้านเอชไอวีหลังสัมผัสเชื้อ (Post-Exposure Prophylaxis, PEP) ก็สามารถช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อได้อีกทาง โดยสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาดังกล่าวได้

รองศาสตราจารย์นายแพทย์จักรพงษ์ บรูมินเหนทร์

อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

Leave a comment