#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2577483

14 ธ.ค. 2565 14:15 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
“เจ้าพ่อแบรนด์เนม” โค่น “อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
อีลอน มัสก์ ไม่ใช่บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอีกต่อไป หลังจากที่มูลค่าหุ้นของเขาในบริษัทรถยนต์เทสลาร่วงลงอย่างหนักในปีนี้
โดยข้อมูลของฟอร์บส์และบลูมเบิร์กระบุตรงกันว่า ผู้ที่ครองตำแหน่ง “บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก” คนใหม่คือนายแบร์นาร์ด อาร์โนลต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ ของกลุ่มธุรกิจสินค้าหรู “แอลวีเอ็มเอช” (LVMH) ที่ประกอบด้วยแบรนด์หรูระดับโลก เช่น หลุยส์ วิตตอง, คริสเตียน ดิออร์, จิวองชี, ทิฟฟานี แอนด์ โค, เซลีน, เฟนดิ และอื่นๆ
ฟอร์บส์ระบุว่า มัสก์มีทรัพย์สินมูลค่า 1.78 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.23 ล้านล้านบาท ขณะที่อาร์โนลต์มีสินทรัพย์สินราว 1.88 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.58 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่ามัสก์ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.5 แสนล้านบาท
มัสก์เพิ่งปิดดีลการซื้อกิจการของทวิตเตอร์มูลค่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคม หลังข้อถกเถียงทางกฎหมายที่ยืดเยื้อยาวนานหลายเดือน ซึ่งหลายคนมองว่าความพยายามในการซื้อหุ้นทวิตเตอร์ของมัสก์มีส่วนให้ราคาหุ้นเทสลาลดลง
ในทางกลับกัน ธุรกิจสินค้าหรูอย่าง LVMH ได้ทำให้ตลาดในปีนี้แข็งแกร่งขึ้นมาก โดยมูลค้าหุ้นของบริษัทลดลงเพียง 9.7 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งดีกว่าเกณฑ์มาตรฐาน S&P 500
ธุรกิจของแอลวีเอ็มเอช ได้รับประโยชน์เนื่องจากความต้องการสินค้าขายปลีกที่หรูหราเพิ่มขึ้น เมื่อข้อมาตรการป้องกันโควิด-19 ถูกยกเลิก ทำให้การจับจ่ายเพิ่มขึ้น
แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ ซื้อแบรนด์แฟชั่นหรูจากฝรั่งเศส “ดิออร์” (Dior) จากการล้มละลายในยุค 1980 และนำไปใช้ในการซื้อหุ้นใน LVMH ขณะที่โครงสร้างการถือหุ้นของแอลวีเอ็มเอช ปัจจุบันยังคงเป็นเช่นเดิม อาร์โนลต์ยังถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 97 ของดิออร์ และถือเป็นบริษัทที่มีการประกอบธุรกิจหลักรายใหญ่ที่สุดในแอลวีเอ็มเอช ที่ร้อยละ 40.9
แดน ไอฟ์ ผู้บริหารบริษัทด้านการลงทุน “เวดบุช เซเคียวริตี้” ระบุว่า ข้อตกลงซื้อหุ้นทวิตเตอร์ของมัสก์ ที่วุ่นวายคล้ายกับละครสัตว์ ส่งผลกระทบกับราคาหุ้นเทสลา และเปลี่ยนให้มัสก์และเทสลาจากซุปเปอร์ฮีโร่กลายเป็นวายร้ายในสายตาผู้คน
“ทวิตเตอร์ได้สร้างความเสียหายให้กับแบรนด์ของมัสก์เอง และส่งผลกระทบกับหุ้นของเทสลาอย่างมาก เพราะมัสก์ก็คือเทสลา และเทสลาก็คือมัสก์”
มัสก์ได้ขายหุ้นเทสลามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อระดมทุนในการซื้อทวิตเตอร์ ซึ่งทำให้ราคาหุ้นลดลง นอกจากนี้นักลงทุนยังกังวลว่าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าของเทสลาอาจชะลอตัว อันเป็นผลจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมถึงจากการที่บริษัทอื่นๆ หันมาส่งเสริมการขายรถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขาด้วยเช่นกัน ทั้งยังมีปัญหาการเรียกคืนรถเทสลาจากการตรวจสอบข้อบกพร่องของรัฐบาลอีกด้วย.