#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/699171

‘โรคเกาต์’ รักษาหายได้
วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
โรคเกาต์นั้นมักพบมากในเพศชายมากกว่าเพศหญิงและมักจะพบมากในวัยกลางคนไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคเกาต์คือกรดยูริกในเลือดที่สูงกว่าระดับปกติเป็นเวลานาน จนกระทั่งมีการตกผลึกเป็นผลึกเกลือยูเรต และสะสมในอวัยวะต่างๆในร่างกาย จนทำให้เกิดอาการและอาการแสดงตามอวัยวะต่างๆ ที่มีการสะสมของผลึกเกลือยูเรต เช่น หากมีการสะสมที่ข้อ ก็จะเกิดข้ออักเสบชนิดเฉียบพลัน ถ้าสะสมที่ผิวหนังก็เกิดเป็นก้อนผลึกเกลือยูเรต ซึ่งในผู้ป่วยบางรายก้อนนี้จะแตกออกจนเห็นของเหลวคล้ายยาสีฟันออกมาจากก้อน เป็นต้น ดังนั้น ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงจึงเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่จะเกิดโรคเกาต์ในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ป่วยหรือคนทั่วๆ ไปที่ตรวจสุขภาพประจำปีและพบว่าตนเองมีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงต้องเป็นโรคเกาต์
อาการแสดงของโรคเกาต์มักเกิดข้ออักเสบชนิดเฉียบพลันรุนแรง โดยลักษณะข้ออักเสบที่เกิดจากโรคเกาต์นั้นมักเกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน และมักพบบ่อยที่บริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเข่า หรือข้อเท้า เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยสังเกตว่าบริเวณดังกล่าว แดง บวมและร้อน เมื่อกดหรือสัมผัสบริเวณข้อดังกล่าวจะเกิดอาการปวดอย่างรุนแรงมาก จนทำให้ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ และการเกิดข้ออักเสบมักเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์ก็จะทำการเจาะข้อที่เกิดการอักเสบเพื่อตรวจน้ำไขข้อเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เนื่องจากการวินิจฉัยโรคเกาต์ที่ถือว่าเป็นวิธีมาตรฐานและถูกต้อง คือ การตรวจพบผลึกเกลือยูเรตในน้ำไขข้อ นั่นเอง
เนื่องจากที่มาของกรดยูริกในร่างกายนั้น พบมากในเนื้อสัตว์ทุกประเภท (ไม่จำเป็นต้องเป็นสัตว์ปีก) เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ ดังนั้น เพื่อให้ควบคุมระดับกรดยูริกในร่างกายและการรักษาในโรคเกาต์ด้วยยาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ป่วยจำเป็นที่ต้องลดปริมาณเนื้อสัตว์ทุกประเภท (โดยไม่จำเป็นที่ต้องงดทานสัตว์ปีกเพียงอย่างเดียว) รวมทั้ง งดเครื่องในสัตว์ อาหารทะเล และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอกจากนั้น หากเกิดข้ออักเสบชนิดเฉียบพลันผู้ป่วยควรงดการใช้ข้อ งดนวด แต่ให้ใช้การประคบด้วยน้ำแข็งและไปพบแพทย์
ในผู้ป่วยที่เกิดข้ออักเสบดังกล่าวมากกว่า 2-3 ครั้งต่อปี หรือมีก้อนผลึกเกลือยูเรตที่ผิวหนัง จำเป็นที่ต้องได้รับยาลดระดับกรดยูริกในเลือด(เช่น ยาอัลโลพูลินอล เป็นต้น) และยาป้องกันการกำเริบของข้ออักเสบ (เช่น ยาคอลจิซีน เป็นต้น) ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องทานยาและไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากแพทย์จะปรับเพิ่มยา จนระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขณะเดียวกัน ก็ติดตามผลข้างเคียงของยาในระยะเริ่มแรก (โดยเฉพาะผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง) และเมื่อผู้ป่วยปฏิบัติตัวและควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด ร่วมกับทานยาอย่างสม่ำเสมอ จนระดับกรดยูริกในเลือดได้ตามเป้าหมายแล้ว ผู้ป่วยจะไม่เกิดข้ออักเสบชนิดเฉียบพลันอีกต่อไป รวมทั้งก้อนสะสมของผลึกเกลือยูเรตก็จะนิ่มลงและหายไปในที่สุด
ดังนั้น หากประชาชนหรือผู้ป่วยมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเกาต์ ก็จะสามารถป้องกันและดูแลตนเองและหากระดับกรดยูริกในเลือดได้ตามเป้าหมายจากการควบคุมอาหารของผู้ป่วยเอง รวมทั้งการรับประทานยาและไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอจะไม่เป็นข้ออักเสบ จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบัน “โรคเกาต์” นั้น จัดเป็นโรคที่รักษาหายได้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ปฐพงศ์ โตวิวัฒน์
สาขาวิชาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย