‘แม่กำปอง’ในความเป็น‘แหล่งท่องเที่ยว’ สองแพร่งการพัฒนา‘รายได้เพิ่มvsสุขใจลด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699458

‘แม่กำปอง’ในความเป็น‘แหล่งท่องเที่ยว’  สองแพร่งการพัฒนา‘รายได้เพิ่มvsสุขใจลด’

‘แม่กำปอง’ในความเป็น‘แหล่งท่องเที่ยว’ สองแพร่งการพัฒนา‘รายได้เพิ่มvsสุขใจลด’

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ต้นทุนเป็นตัวสำคัญ เช่น ต้นทุนทางธรรมชาติ ต้นทุนวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องมีอยู่ ถ้าเราไม่มีต้นทุนตรงนี้ให้ยั่งยืนอนาคตเราอาจจะเจอกับสิ่งที่เปลี่ยนไป ถ้าความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นเยอะก็จะทำให้กระแสหรือความต้องการของนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสวิถีดั้งเดิมก็จะลดน้อยลง ดังนั้นผมจะเน้นต้นทุนธรรมชาติมากที่สุด โดยเน้นการจัดการดูแลทรัพยากร และกรรมการหมู่บ้านจะตั้งกฎกติกาขึ้นมาภายในหมู่บ้าน หากใครจะสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นมาก็ต้องสร้างให้กลมกลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด เน้นให้เป็นวิถีแบบเดิมๆ และเน้นการปลูกฝังลูกหลานให้กลับมาทำงานบ้านเกิด”

ธีรเมศร์ ขจรพัฒนภิรมย์ ประธานเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดเชียงใหม่, ประธานการท่องเที่ยวโดยชุมชนแม่กำปอง และอดีตผู้ใหญ่บ้านแม่กำปองกล่าวกับทีมงาน “แนวหน้าออนไลน์” บอกเล่าเรื่องราว มนต์เสน่ห์ของ “แม่กำปอง”ที่หลายคนหลงใหล ซึ่งหนีไม่พ้นธรรมชาติที่ยังคงสวยงาม และอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี เหมาะสำหรับมาสูดอากาศให้เต็มปอดเดินชิลๆ ถ่ายรูป หาของกิน ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายหรือสโลว์ไลฟ์

อย่างไรก็ตาม แม่กำปองนั้นเป็นมากกว่าแหล่งท่องเที่ยว โดยเป็น “แหล่งเรียนรู้” ด้วยอีกอย่างหนึ่ง ซึ่ง ธีรเมศร์เล่าต่อไปว่า ในปี 2543 ตนเองเริ่มเปิดหมู่บ้านแม่กำปองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยรูปแบบการพักเป็นแบบโฮมสเตย์โดยให้นักท่องเที่ยวพักกับชาวบ้าน และปัจจุบันรูปแบบอย่างนั้นก็ยังมีอยู่ แต่ระยะหลังๆ มีรูปแบบของบ้านพักเพิ่มขึ้น

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการเข้ามาของนายทุน อดีตผู้ใหญ่บ้านท่านนี้ เปิดเผยว่ามีข้อกำหนดที่ชัดเจนอยู่แล้วตั้งแต่ ปี 2559 ซึ่งเวลานั้นก็เห็นว่าน่าจะมีนายทุนเข้ามาแฝงอยู่ในหมู่บ้านฯ โดยคนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ต้องเป็นทายาท หากไม่เป็นทายาทก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจได้ แต่ถ้าอยู่อย่างเดียวได้โดยไม่มีการประกอบธุรกิจใดๆแต่ต้องมาทำข้อตกลงกันก่อนในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น จึงมีข้อกำหนดว่า “ชาวบ้านจะขายที่ดินให้นายทุนมาทำกิจการภายในหมู่บ้านไม่ได้เด็ดขาด” โดยมีบทลงโทษคือตัดสวัสดิการออกทั้งหมด ทั้งนี้ บ้านทุกหลังในแม่กำปองจะต้องจ่ายสวัสดิการชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาหมู่บ้าน และเคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้วที่ผู้ละเมิดกฎถูกผลักดันออกนอกหมู่บ้าน จึงเชื่อได้ว่าหมู่บ้านจะไม่ถูกกลืนไปโดยนายทุน

“หมู่บ้านแม่กำปองเราเปลี่ยนไป แต่เปลี่ยนไปในรูปแบบที่ว่า ลูกหลานที่ไปทำงานข้างนอกกลับเข้ามาอยู่กับพ่อแม่มาขยายกิจการ จากเดิมที่เป็นโฮมสเตย์ก็ทำเป็นบ้านพักเปิดร้านค้าขึ้นมา จึงทำให้มีจำนวนบ้านเพิ่มขึ้น ตอนนี้บ้านของชาวบ้านที่อยู่จริงๆ มีแค่ 120 หลังคาเรือนที่เหลือเป็นบ้านพักทั้งหมด เมื่อก่อนจะเป็นพื้นที่โล่งทั้งหมด แต่เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นรายได้ของชาวบ้านก็ดีขึ้น การท่องเที่ยว 10 ปีหลังมานี้ผลตอบรับดีมาก ถือว่าอยู่ในความพอดี” ธีรเมศร์ ระบุ

สำหรับพื้นที่ของหมู่บ้านแม่กำปองนั้นเป็นเนื้อที่ประมาณ 6 ตารางกิโลเมตรกว่า พอเข้ามาในพื้นที่แม่กำปองขึ้นไปก็จะเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ลักษณะของหมู่บ้านฯจะเป็นเหมือนรูปตัว G ซึ่งศูนย์กลางของหมู่บ้านแม่กำปองก็คือ “วัดคันธาพฤกษา” หรือ “วัดแม่กำปอง” ซึ่งมีโบสถ์กลางน้ำ และพิพิธภัณฑ์เมี่ยงอยู่ด้วย เนื่องจากในอดีตคนที่นี่ประกอบอาชีพปลุกเมี่ยงและชา

“พี่น้อย” ชาวบ้านรายหนึ่งให้ความเห็นว่า ตนอยู่ที่แม่กำปองมาตั้งแต่ ปี 2539 ตั้งแต่ค่าแรงงานเมื่อก่อนถ้าเป็นผู้หญิง 130 บาท ผู้ชาย 150 บาท แต่ตอนนี้ ผู้หญิง 500 บาท และผู้ชายถ้าต่ำกว่า 600 บาท ก็จะไม่ทำ เป็นเพราะการท่องเที่ยวและความเจริญเข้ามาสังคมชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนเป็นคนมีจิตใจที่ดีกับเพื่อนกับฝูง แต่ตอนนี้จะกลายเป็นนักธุรกิจ คนหนุ่มที่พอมีกำลังก็จะออกรถมารับนักท่องเที่ยว ผู้หญิงก็จะมาขายของให้นักท่องเที่ยว

“วิถีชีวิตล้วนมีแต่เงินนำหน้า ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนไหว้วานเด็กๆ ทำโน้นทำนี้เล็กๆ น้อยก็อาสาช่วย แต่ตอนนี้กลับต้องจ้างถึงจะทำ ตอนนี้การท่องเที่ยวกลืนวิถีชีวิตของชาวบ้านหมด การท่องเที่ยวดีในเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวไม่ดีเพราะทำให้ของทุกอย่างแพงไป ชีวิตของชาวบ้านกลายเป็นคนเมืองคือต้องหาเงิน หากมองในแง่ความเป็นอยู่เงินทองดีขึ้น แต่สังคมความเป็นอยู่ของชาวบ้านเปลี่ยนไป แน่นอนว่าคนรุ่นเก่าไม่ชอบ เพราะเสียงดังรบกวน นักท่องเที่ยวพลุกพล่าน พักผ่อนไม่เต็มที่ จากหมู่บ้านที่สงบ แต่คนรุ่นใหม่ชอบ อย่าลืมว่า แม่กำปองดีที่สุด คืออากาศดี, อารมณ์ดี, อาหารดี” พี่น้อย กล่าว

เช่นเดียวกับผู้สูงวัยชาวแม่กำปองอีกรายหนึ่ง ที่เล่าว่า โฮมสเตย์ตอนนี้มีนิดเดียว แต่บ้านพักมีจำนวนมาก และถึงจะเป็นโฮมสเตย์ก็ไม่ได้พักกับชาวบ้านอีกแล้ว เพราะแยกออกไปคล้ายๆ บ้านพัก แต่มีห้องมาสร้างติดกับบ้าน ไม่เหมือนในอดีตจะมีนักท่องเที่ยวมาพักที่บ้านของชาวบ้านจริงๆเรียกมากินข้าวล้อมวงกัน ซึ่งแม้ทุกวันนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่มีความสุขเหมือนเมื่อก่อน ขณะที่ “ความยั่งยืน” ก็เป็นโจทย์สำคัญของบ้านแม่กำปองไม่ต่างจากที่อื่นๆ เพราะแม้ ณ จุดเริ่มต้นจะวางระบบไว้ดี แต่เมื่อเปลี่ยนผู้นำระบบที่ดีนั้นก็อาจจะไม่ได้รับการสานต่อ

“ตอนนี้กฎระเบียบของหมู่บ้านเปลี่ยนไป ตั้งแต่เปลี่ยนผู้ใหญ่บ้านมันไม่เหมือนเดิมแล้ว หละหลวมไปหมดทุกอย่างแม่กลัวธรรมชาติมันจะหายไป คนเก่าแก่แบบเราก็คิดถึงบรรยากาศแบบเดิมๆเพราะเมื่อก่อนแม่กำปองดีมากเดี่ยวนี้แย่ เงินไม่มีค่า ถ้าแลกกับความสุข ความรู้สึกเหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนเดินไปทักทายเพื่อนบ้านพูดคุยกัน แต่ปัจจุบันถ้าเราไม่ทักเขา เขาก็ไม่ทักเรา แต่เราเป็นเจ้าบ้านที่ดีเมื่อนักท่องเที่ยวมาพักเราก็ต้องต้อนรับอย่างดี” ผู้สูงวัยชาวแม่กำปองรายนี้ กล่าว

จากเรื่องราวของบ้านแม่กำปอง เห็นได้ว่าด้านหนึ่งเมื่อโลกขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มีเงินเป็นปัจจัยสำคัญ กระแสการพัฒนาตามแนวทางนี้จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้ และในความเป็นจริงมันก็สร้างความสะดวกสบายทางกายภาพให้กับมนุษย์ด้วย แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องบอกว่าไม่มีอะไรที่มีแต่ข้อดีและไร้ข้อเสีย การพัฒนาแบบทุนนิยมช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าให้แต่ละคนนำไปซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้มากขึ้น แต่คนกลับมีความสุขทางจิตใจน้อยลง อยู่แบบตัวใครตัวมันมากขึ้นกลายเป็นสภาวะสังคมเหงาทั้งที่มีคนอยู่รายรอบมากมาย

และถึงจะมองเห็นความเป็นไปทั้ง2 ด้านแบบนี้ “ทางใดถูก-ผิด” ก็ตัดสินได้ยากเหลือเกิน!!!

Leave a comment