คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704248

คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน  หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.10 น.

หลังจากญี่ปุ่นประกาศแผนเดินหน้ายกเครื่องนโยบายด้านกลาโหมขนานใหญ่ด้วยการเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายของกองทัพและด้านป้องกันประเทศครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ดูเหมือนว่ามันกำลังส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนที่ง่อนแง่นอยู่ก่อนแล้วดูจะยิ่งเสื่อมทรามลงไปอีก เพราะยิ่งทำให้ทั้งสองประเทศไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากเมื่อเดือนที่แล้ว ญี่ปุ่นออกรายงานด้านความมั่นคงแห่งชาติฉบับปรับปรุง และเผยในรายงานฉบับดังกล่าวว่าจีนคือภัยคุกคามใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

ขณะที่นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ย้ำว่าแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมของประเทศเป็น 2 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ด้วยการระบุว่า ประชาชนและประเทศญี่ปุ่นมาถึงจุดที่ไม่อาจถอยกลับได้อีกโดยย้ำถึงความขัดแย้งทางทหารเหนือช่องแคบไต้หวัน ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างญี่ปุ่นกับจีนในประเด็นเกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก และการที่จีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารมากขึ้นในทะเลจีนใต้

แอนดรูว์ โหย่ว ศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียศึกษา จากมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งอเมริกา ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. บอกว่า จีนมองว่าการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและยกเครื่องด้านการทหารและความมั่นคงของญี่ปุ่นเป็นทั้งภัยคุกคามและกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติของจีน แต่เขามองว่า ยังพอจะเหลือช่องว่างให้ญี่ปุ่นและจีนผ่อนคลายความขัดแย้งลงได้ หากความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรสำคัญของญี่ปุ่นดีขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักจะดำเนินตามรอยทางสหรัฐฯ มาโดยตลอด แม้ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีนกับสหรัฐฯ จะย่ำแย่ต่อเนื่องจากหลายความขัดแย้ง ทั้งเรื่องการค้าเทคโนโลยี ประเด็นโควิด-19 สงครามยูเครน และเรื่องไต้หวัน

การพบปะกันแบบเห็นหน้าค่าตาครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำ จี-20ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ทำให้หลายฝ่ายใจชื้นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยแต่สุดท้าย เหตุการณ์เครื่องบินขับไล่ของทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันเหนือทะเลจีนใต้เมื่อช่วงปลายปีก็ส่งผลให้อุณหภูมิความสัมพันธ์เดือดขึ้นอีกครั้ง

อากิโตชิ มิยาชิตะ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยโตเกียว อินเตอร์เนชั่นแนลบอกว่ากิจกรรมด้านการทหารและความมั่นคงของทั้งสองประเทศยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายแย่ลง เป็นสิ่งที่น่าอึดอัดและน่าหงุดหงิดใจอย่างมาก เพราะอาจทำให้กลุ่มคนรักชาติหัวรุนแรงผลักดันให้รัฐบาลของแต่ละฝ่ายหันมาดำเนินนโยบายแข็งกร้าว เพื่อตอบโต้อีกฝ่าย นั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนจะไม่มีทางพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ แต่ก็ยังไม่ถึงกับทำให้ความสัมพันธ์ดิ่งเหว หากทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการยั่วยุ หรือกระทบต่อสถานภาพเดิมที่เป็นอยู่ในตอนนี้

ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์นากีมองว่า แม้ญี่ปุ่นจะเดินหน้าเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม จนกลายเป็นประเทศที่มีงบด้านการทหารสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ญี่ปุ่นก็ยังเปิดประตูเพื่อสานสัมพันธ์กับจีนในด้านอื่นๆ ได้ ทั้งด้านสุขภาพ ป้องกันโรคระบาด สิ่งแวดล้อม การศึกษา และการร่วมมือกันให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ พร้อมกับมองด้วยว่า ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ต่างมองว่าญี่ปุ่นเป็นสมาชิกที่ดีบนเวทีระหว่างประเทศ การที่ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเป็นสิ่งสมควรแล้ว เพราะมันมีส่วนช่วยคานอำนาจด้านการทหารกับจีน ทำให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคมากขึ้น

ศาสตราจารย์มิยาชิตะมองว่าความพยายามในการสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลด้านการทหารของจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือเหตุผลหลักของการก่อตั้งกลุ่มควอด (Quad) ที่มีญี่ปุ่นเป็นสมาชิกพร้อมกับอินเดีย ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ แต่อีกหนึ่งแง่มุมที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่นเป็นกังวลที่สุด หากสหรัฐฯ ถอนตัวจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การที่ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงเป็นสิ่งที่ชาติสมาชิกควอดยินดี แต่ญี่ปุ่นก็หวังที่จะเห็นประเทศสมาชิกอื่นๆ ทำแบบเดียวกันพร้อมกับแสดงความเห็นว่า เกาหลีใต้อาจเพิ่มความระแวดระวังเรื่องที่ญี่ปุ่นปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงให้แข็งกร้าวขึ้น เพราะเกรงว่าญี่ปุ่นอาจตัดสินใจโจมตีเกาหลีเหนือ โดยไม่ปรึกษาเกาหลีใต้ก่อน จนอาจทำให้ความขัดแย้งในแถบเอเชียตะวันออกลุกลามบานปลายได้

อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์นากีมองว่า ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย-แปซิฟิก ยังคงสนับสนุนแนวทางการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่นที่ใช้การทูตนำ ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะของญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ เป็นผู้ผลักดัน แม้ว่าเขาจะเป็นผู้เสนอแนวคิดการก่อตั้งกลุ่มควอดในปี 2007 และสนับสนุนแนวทางของกลุ่มนี้มาโดยตลอด แต่อาเบะก็ประกาศว่า เขาก็สนับสนุนแนวคิด “เอเชียแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” เพื่อให้เกิดการเดินเรือและการค้าในภูมิภาคอย่างเสรีและเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้วย

โดย ดาโน โทนาลี

Leave a comment