
คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน
วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นวันครอบครัวของชาวไทย แน่นอนว่าบ้านเรามีมาตรการหลายต่อหลายอย่าง เพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวทุกช่วงอายุ ให้อยู่ดีกินดีและมีความสุขตามอัตภาพ
เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม Super-Aging Societies หรือสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ต่างเร่งยกระดับสวัสดิการแบบเชิงรุก โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการสงเคราะห์ เป็นการใช้ชีวิตอย่างมีศักยภาพ และการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานดูแล และลดภาระของคนในครอบครัว
โดย สิงคโปร์ขับเคลื่อนผ่านนโยบาย Forward Singapore โดยมีโครงการหลักคือ Age Well SG ที่มีหมุดหมายสำคัญในปี 2025-2026 ในโครงการที่เรียกว่า Active Ageing Centres หรือ AACs 2.0 รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มจำนวนศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนให้ครอบคลุม 8 ใน 10 ของบ้านพักอาศัยภายในปี 2025 โดยเน้นกิจกรรมป้องกันโรคสมองเสื่อมและการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อลดความโดดเดี่ยว มีการสนับสนุนเงินอุดหนุนก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเสริมสภาพคล่องในบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งเริ่มเห็นผลชัดเจนในการเพิ่มอำนาจใช้จ่ายของผู้สูงอายุในปี 2025 นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงการ Community Care Apartments หรือ CCA เป็นรูปแบบที่อยู่อาศัยใหม่ที่รวมบ้านเข้ากับบริการดูแล ซึ่งมีการทยอยส่งมอบและขยายโครงการในปี 2025-2026 เพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ติดที่เดิมได้อย่างปลอดภัย
.jpg)
เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ที่ในปี 2025 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประชากรยุค Baby Boomer ทั้งหมดจะมีอายุ 75 ปีขึ้นไป ทำให้โครงการปี 2026 นี้ มุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อลดภาระของผู้ดูแล และติดตั้งระบบเซนเซอร์ในบ้านเพื่อตรวจจับการล้มหรือความผิดปกติของหัวใจ ขณะเดียวกัน ยังอกกฎหมายที่บังคับใช้เต็มรูปแบบในปีนี้ สนับสนุนให้บริษัทต่างๆ จ้างงานพนักงานไปจนถึงอายุ 70 ปี โดยรัฐบาลให้เงินอุดหนุนการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับสรีระผู้สูงวัย นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระบบประกันดูแลระยะยาวครั้งใหญ่ เพื่อเน้นไปที่การฟื้นฟูสมรรถภาพ มากกว่าแค่การเฝ้าไข้ เพื่อให้ผู้สูงอายุกลับมาดูแลตัวเองได้
ขณะที่เกาหลีใต้ กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลก ทำให้ครอบครัวต้องรับภาระหนัก รัฐบาลจึงเปิดตัวแผนปฏิบัติการใหม่ตั้งแต่ปี 2025 ที่ผ่านมา โดยเทศบาลกรุงโซลและเมืองใหญ่ๆ เริ่มแจกจ่ายหุ่นยนต์ AI ที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคุยและแจ้งเตือนการกินยาให้กับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง มีการปฏิรูปสวัสดิการที่เปลี่ยนจากการส่งตัวไปโรงพยาบาล เป็นการส่งหมอไปหาที่บ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้อยู่กับครอบครัวนานที่สุด โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ดูแลชั่วคราวเพื่อลดความเครียดของลูกหลาน ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังร่วมมือกับเอกชนสร้างที่พักอาศัยระดับพรีเมียมและระดับกลางที่มาพร้อมบริการตรวจสุขภาพประจำวัน ซึ่งได้เปิดตัวโครงการใหม่จำนวนมากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
.jpg)
Sandwich Generation พร้อมดูแลไม่ทอดทิ้ง
ในส่วนของกลุ่มที่เรียกว่า Sandwich Generation หรือคนวัยทำงานที่ต้องแบกภาระดูแลทั้งลูกหลานและพ่อแม่ไปพร้อมกัน รัฐบาลหลายประเทศในอเชียก็เห็นถึงความสำคัญและพร้อมให้ความช่วยเหลือ เน้นไปที่การให้เงินอุดหนุนโดยตรงและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความยืดหยุ่นในการทำงาน
อย่างเช่นที่สิงคโปร์ ใช้แนวทางสนับสนุนด้านการเงินควบคู่ไปกับการปรับวัฒนธรรมองค์กร โดยตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป รัฐบาลเพิ่มเงินอุดหนุนรายเดือนสูงสุดเป็น 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 16,000 บาท) จากเดิม 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างคนดูแลหรือค่าอุปกรณ์การแพทย์ที่บ้าน มีการผลักดันกฎหมาย Flexible Work Arrangement (FWA) Guidelines ที่เริ่มใช้ในช่วงปลายปี 2024 ส่งผลเต็มรูปแบบในปี 2025 ที่ผ่านมา ช่วยให้พนักงานมีสิทธิ์ขอทำงานยืดหยุ่น หรือ Work from Home เพื่อดูแลผู้สูงอายุได้ และนายจ้างต้องพิจารณาคำขออย่างเป็นธรรม รวมถึงมีเงินอุดหนุนก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ยังทำงานอยู่แต่ต้องดูแลพ่อแม่ โดยให้โบนัสเงินออมในบัญชีเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณของตัวผู้ดูแลเอง
.jpg)
ส่วนที่ญี่ปุ่น เพิ่งผ่านการแก้ไขกฎหมายสำคัญที่เริ่มบังคับใช้ในปีที่ผ่านมา ให้สิทธิพนักงานสามารถลาไปดูแลครอบครัวได้รวม 93 วันต่อคน กฎหมายใหม่ระบุให้นายจ้างต้องแจ้งสิทธิและให้คำปรึกษาแก่พนักงานทันทีที่ทราบว่าพนักงานมีภาระดูแลผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันปัญหาการลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อแม่ ในช่วงที่ลาไปดูแล รัฐบาลสนับสนุนเงินชดเชยรายได้ 67% ของค่าจ้าง เพื่อให้คนทำงานไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดรายได้ มีการแจกเงินอุดหนุนให้ครอบครัวซื้อหุ่นยนต์ดูแล หรือระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนอุบัติเหตุ เพื่อลดภาระการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงของผู้ดูแล
ขณะที่รัฐบาลจีนมุ่งเน้นนโยบายแจกคูปองอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงสุด 800 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 4,000 บาท) สำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อใช้จ่ายค่าบริการทำความสะอาด อาบน้ำ หรือการพยาบาลถึงบ้าน ในหลายมณฑล เช่น ซานตง และกวางตุ้ง บังคับใช้กฎหมายให้ลูกคนเดียวลาไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วยหนักได้ 10-20 วันต่อปี โดยยังได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ส่วนคนที่มีพี่น้องจะได้ลดหลั่นลงมา 7-10 วัน พร้อมขยายการทดลองใช้ประกันการดูแลระยะยาวไปเกือบทั่วประเทศในปี 2026 ซึ่งจะช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการพยาบาลได้ถึง 70%
ในส่วนของประเทศไทย ในช่วงต้นปี 2026 ไทยได้กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างเป็นทางการ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% รัฐบาลพยายามผลักดันระบบบำนาญประชาชน เป็นเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท รวมถึงการใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานใหม่ เช่น การเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120 วัน และสิทธิการลาเพื่อดูแลบุตรสำหรับพ่อ เพื่อลดแรงกดดันในครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีการผลักดัน Silver Economy เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากการดูแลผู้สูงอายุและกระตุ้นการจ้างงานผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพ
.jpg)
ทั้งนี้ คนกลุ่ม Sandwich Generation ถูกมองว่าเป็น ‘เดอะ แบก’ ที่ต้องรับภาระการดูแลคนในครอบครัวทุกรุ่น ภาระหนักทางการเงิน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ที่สูงขึ้น ทำให้คนวัยทำงานต้องเสียสละเงินออมเพื่อการเกษียณของตนเอง ความเครียดเหล่านี้นำไปสู่ภาวะ Burnout ที่ทำให้บริษัทประกันและเอกชนเริ่มออกแคมเปญสนับสนุนสุขภาพจิตและเวลาส่วนตัวสำหรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น
ท้ายที่สุด นโยบายสวัสดิการในโลกปี 2026 กำลังบอกเราว่า การดูแลผู้สูงอายุและครอบครัว คือการดูแลอนาคตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนจากสิงคโปร์ วันลาจากญี่ปุ่น หรือเทคโนโลยี AI จากเกาหลีและจีน ทั้งหมดนี้ คือจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้คำนิยามของครอบครัวในเอเชียยังคงความอบอุ่นไว้ได้ ท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลก
โดย ดาโน โทนาลี

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)