คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นวันครอบครัวของชาวไทย แน่นอนว่าบ้านเรามีมาตรการหลายต่อหลายอย่าง เพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวทุกช่วงอายุ ให้อยู่ดีกินดีและมีความสุขตามอัตภาพ

เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม Super-Aging Societies หรือสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ต่างเร่งยกระดับสวัสดิการแบบเชิงรุก โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการสงเคราะห์ เป็นการใช้ชีวิตอย่างมีศักยภาพ และการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานดูแล และลดภาระของคนในครอบครัว

โดย สิงคโปร์ขับเคลื่อนผ่านนโยบาย Forward Singapore โดยมีโครงการหลักคือ Age Well SG ที่มีหมุดหมายสำคัญในปี 2025-2026 ในโครงการที่เรียกว่า Active Ageing Centres หรือ AACs 2.0 รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มจำนวนศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนให้ครอบคลุม 8 ใน 10 ของบ้านพักอาศัยภายในปี 2025 โดยเน้นกิจกรรมป้องกันโรคสมองเสื่อมและการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อลดความโดดเดี่ยว มีการสนับสนุนเงินอุดหนุนก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเสริมสภาพคล่องในบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งเริ่มเห็นผลชัดเจนในการเพิ่มอำนาจใช้จ่ายของผู้สูงอายุในปี 2025 นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงการ Community Care Apartments หรือ CCA เป็นรูปแบบที่อยู่อาศัยใหม่ที่รวมบ้านเข้ากับบริการดูแล ซึ่งมีการทยอยส่งมอบและขยายโครงการในปี 2025-2026 เพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ติดที่เดิมได้อย่างปลอดภัย

เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ที่ในปี 2025 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประชากรยุค Baby Boomer ทั้งหมดจะมีอายุ 75 ปีขึ้นไป ทำให้โครงการปี 2026 นี้ มุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อลดภาระของผู้ดูแล และติดตั้งระบบเซนเซอร์ในบ้านเพื่อตรวจจับการล้มหรือความผิดปกติของหัวใจ ขณะเดียวกัน ยังอกกฎหมายที่บังคับใช้เต็มรูปแบบในปีนี้ สนับสนุนให้บริษัทต่างๆ จ้างงานพนักงานไปจนถึงอายุ 70 ปี โดยรัฐบาลให้เงินอุดหนุนการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับสรีระผู้สูงวัย นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระบบประกันดูแลระยะยาวครั้งใหญ่ เพื่อเน้นไปที่การฟื้นฟูสมรรถภาพ มากกว่าแค่การเฝ้าไข้ เพื่อให้ผู้สูงอายุกลับมาดูแลตัวเองได้

ขณะที่เกาหลีใต้ กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลก ทำให้ครอบครัวต้องรับภาระหนัก รัฐบาลจึงเปิดตัวแผนปฏิบัติการใหม่ตั้งแต่ปี 2025 ที่ผ่านมา โดยเทศบาลกรุงโซลและเมืองใหญ่ๆ เริ่มแจกจ่ายหุ่นยนต์ AI ที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคุยและแจ้งเตือนการกินยาให้กับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง มีการปฏิรูปสวัสดิการที่เปลี่ยนจากการส่งตัวไปโรงพยาบาล เป็นการส่งหมอไปหาที่บ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้อยู่กับครอบครัวนานที่สุด โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ดูแลชั่วคราวเพื่อลดความเครียดของลูกหลาน ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังร่วมมือกับเอกชนสร้างที่พักอาศัยระดับพรีเมียมและระดับกลางที่มาพร้อมบริการตรวจสุขภาพประจำวัน ซึ่งได้เปิดตัวโครงการใหม่จำนวนมากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

Sandwich Generation พร้อมดูแลไม่ทอดทิ้ง

ในส่วนของกลุ่มที่เรียกว่า Sandwich Generation หรือคนวัยทำงานที่ต้องแบกภาระดูแลทั้งลูกหลานและพ่อแม่ไปพร้อมกัน รัฐบาลหลายประเทศในอเชียก็เห็นถึงความสำคัญและพร้อมให้ความช่วยเหลือ เน้นไปที่การให้เงินอุดหนุนโดยตรงและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความยืดหยุ่นในการทำงาน

อย่างเช่นที่สิงคโปร์ ใช้แนวทางสนับสนุนด้านการเงินควบคู่ไปกับการปรับวัฒนธรรมองค์กร โดยตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป รัฐบาลเพิ่มเงินอุดหนุนรายเดือนสูงสุดเป็น 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 16,000 บาท) จากเดิม 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างคนดูแลหรือค่าอุปกรณ์การแพทย์ที่บ้าน มีการผลักดันกฎหมาย Flexible Work Arrangement (FWA) Guidelines ที่เริ่มใช้ในช่วงปลายปี 2024 ส่งผลเต็มรูปแบบในปี 2025 ที่ผ่านมา ช่วยให้พนักงานมีสิทธิ์ขอทำงานยืดหยุ่น หรือ Work from Home เพื่อดูแลผู้สูงอายุได้ และนายจ้างต้องพิจารณาคำขออย่างเป็นธรรม รวมถึงมีเงินอุดหนุนก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ยังทำงานอยู่แต่ต้องดูแลพ่อแม่ โดยให้โบนัสเงินออมในบัญชีเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณของตัวผู้ดูแลเอง

ส่วนที่ญี่ปุ่น เพิ่งผ่านการแก้ไขกฎหมายสำคัญที่เริ่มบังคับใช้ในปีที่ผ่านมา ให้สิทธิพนักงานสามารถลาไปดูแลครอบครัวได้รวม 93 วันต่อคน กฎหมายใหม่ระบุให้นายจ้างต้องแจ้งสิทธิและให้คำปรึกษาแก่พนักงานทันทีที่ทราบว่าพนักงานมีภาระดูแลผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันปัญหาการลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อแม่ ในช่วงที่ลาไปดูแล รัฐบาลสนับสนุนเงินชดเชยรายได้ 67% ของค่าจ้าง เพื่อให้คนทำงานไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดรายได้ มีการแจกเงินอุดหนุนให้ครอบครัวซื้อหุ่นยนต์ดูแล หรือระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนอุบัติเหตุ เพื่อลดภาระการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงของผู้ดูแล

ขณะที่รัฐบาลจีนมุ่งเน้นนโยบายแจกคูปองอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงสุด 800 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 4,000 บาท) สำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อใช้จ่ายค่าบริการทำความสะอาด อาบน้ำ หรือการพยาบาลถึงบ้าน ในหลายมณฑล เช่น ซานตง และกวางตุ้ง บังคับใช้กฎหมายให้ลูกคนเดียวลาไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วยหนักได้ 10-20 วันต่อปี โดยยังได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ส่วนคนที่มีพี่น้องจะได้ลดหลั่นลงมา 7-10 วัน พร้อมขยายการทดลองใช้ประกันการดูแลระยะยาวไปเกือบทั่วประเทศในปี 2026 ซึ่งจะช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการพยาบาลได้ถึง 70%

ในส่วนของประเทศไทย ในช่วงต้นปี 2026 ไทยได้กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างเป็นทางการ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% รัฐบาลพยายามผลักดันระบบบำนาญประชาชน เป็นเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท รวมถึงการใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานใหม่ เช่น การเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120 วัน และสิทธิการลาเพื่อดูแลบุตรสำหรับพ่อ เพื่อลดแรงกดดันในครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีการผลักดัน Silver Economy เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากการดูแลผู้สูงอายุและกระตุ้นการจ้างงานผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพ

ทั้งนี้ คนกลุ่ม Sandwich Generation ถูกมองว่าเป็น ‘เดอะ แบก’ ที่ต้องรับภาระการดูแลคนในครอบครัวทุกรุ่น ภาระหนักทางการเงิน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ที่สูงขึ้น ทำให้คนวัยทำงานต้องเสียสละเงินออมเพื่อการเกษียณของตนเอง ความเครียดเหล่านี้นำไปสู่ภาวะ Burnout ที่ทำให้บริษัทประกันและเอกชนเริ่มออกแคมเปญสนับสนุนสุขภาพจิตและเวลาส่วนตัวสำหรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น

ท้ายที่สุด นโยบายสวัสดิการในโลกปี 2026 กำลังบอกเราว่า การดูแลผู้สูงอายุและครอบครัว คือการดูแลอนาคตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนจากสิงคโปร์ วันลาจากญี่ปุ่น หรือเทคโนโลยี AI จากเกาหลีและจีน ทั้งหมดนี้ คือจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้คำนิยามของครอบครัวในเอเชียยังคงความอบอุ่นไว้ได้ ท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเลบานอนโดนจัดหนัก เพราะคิดว่าอยู่ในช่วงหยุดยิง

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเลบานอนโดนจัดหนัก เพราะคิดว่าอยู่ในช่วงหยุดยิง

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเลบานอนโดนจัดหนัก เพราะคิดว่าอยู่ในช่วงหยุดยิง

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถานการณ์ในเลบานอนช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับความรุนแรงครั้งใหญ่ หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ในวันที่ 40 ของการสู้รบ

โดยในวันที่ 8 เมษายน ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่าได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่าน เพียงสองชั่วโมงก่อนถึงเส้นตายที่ทรัมป์ขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานในอิหร่านให้ถึงกับสูญสิ้นวัฒนธรรม หากอิหร่านไม่ยอมเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง กองทัพอิสราเอลอาศัยจังหวะชุลมุนนี้ เดินหน้าโจมตีทางอากาศในชื่อปฏิบัติการว่า “Operation Eternal Darkness”  ส่งเครื่องบินรบเข้าไปในหลายพื้นที่ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน และหุบเขาเบกาตะวันออก และพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ โจมตีเป้าหมายศูนย์บัญชาการใหญ่ คลังอาวุธ หน่วยรบพิเศษ (Radwan Force) และที่ตั้งทางทหารของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์มากกว่า 100 จุดภายในเวลาเพียงใม่กี่นาทีเท่านั้น สื่อท้องถิ่นของเลบานอนรายงาน อ้างอิงจากข้อมูลของหน่วยป้องกันพลเรือนของเลบานอน มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 254 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 1,165 ราย จากการโจมตีเมื่อวันพุธ (8 เม.ย.) เพียงวันเดียว จุดที่ถูกโจมตีมีทั้งย่านที่พักอาศัยและย่านธุรกิจในใจกลางกรุงเบรุตซึ่งไม่เคยถูกโจมตีมาก่อน ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่สงครามกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์รอบใหม่เริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ประธานาธิบดี โจเซฟ อูน ของเลบานอน อกมาประณามอย่างแข็งกร้าวต่อการโจมตีของอิสราเอล ย้ำชัดว่า อิสราเอลได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่า และว่าการโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างชัดเจน ละเมิดหลักปฏิบัติพื้นฐานสิทธิมนุษยชน และบ่อนทำลายความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติภาพและเสถียรภาพ อิสราเอลควรจะต้องแบกรับความรับผิดชอบนี้ทั้งหมดจากการะทำของตนเอง เขายังเรียกร้องไปยังนานาชาติให้ออกมช่วยยับยั้งการกระทำที่ก้าวร้าวของอิสราเอล และพฤติกรรมที่ก้าวร้าวซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในภูมิภาค

เช่นเดียวกับ นาวาฟ ซาลัม นายกรัฐมนตรีเลบานอน ระบุว่า เลบานอนเห็นด้วยและยอมรับในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งเขาเองก็ขอเรียกร้องไปยังประชาคมโลกให้ร่วมใช้มาตรการที่มีผลบังคับใช้และมีประสิทธิภาพเพื่อหยุดการกระทำของอิสราเอล

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

แม้ปากีสถานผู้เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะระบุว่า การหยุดยิง 2 สัปดาห์ครอบคลุมถึงเลบานอนด้วย และเลบานอนก็เข้าใจแบบนั้น ส่งผลให้กลุ่มเฮซบอลลาห์ประกาศหยุดการโจมตีทางอากาศชั่วคราวในช่วงแรก แต่อิสราเอลและสหรัฐฯ ยืนยันว่าข้อตกลงนี้ไม่รวมถึงการปฏิบัติการต่อสู้กับกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าสงครามกับฮิซบอลเลาะห์เป็นคนละส่วนกัน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจาหยุดยิงโดยตรงกับอิหร่าน โดยเรียกเหตุการณ์ในเลบานอนว่าเป็น “การสู้รบที่แยกต่างหาก” (separate skirmish)

ส่วนอิสราเอลบอกว่า สามารถสังหาร อาลี  ยูซุฟ ฮาร์ชี เลขานุการส่วนตัวของ นาอิม กัสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลัง Quds ของอิหร่านอีกหลายรายในกรุงเบรุต และว่ากองทัพอิสราเอลต้องการทำลายอาวุธนำวิถีแม่นยำสูงและโดรนที่กลุ่มเฮซบอลลาห์ใช้โจมตีพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม อิสราเอลได้ทำลายสะพานสำคัญข้ามแม่น้ำลิตานี เพื่อตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงและอาวุธจากตอนกลางของเลบานอนไปยังกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทางตอนใต้ อิสราเอล คัตซ์  รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ยืนยันแผนการทำลายหมู่บ้านตามแนวชายแดนและสร้างเขตปลอดภัยขึ้นไปจนถึงแม่น้ำลิตานี เพื่อความมั่นใจว่าชาวอิสราเอลทางตอนเหนือจะสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ทำให้อิหร่านไม่พอใจอย่างยิ่ง อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ระบุว่า การยุติปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของข้อตกลงกับสหรัฐฯ สหรัฐฯ ต้องเลือกระหว่างจะบรรลุข้อตกลงนี้ หรือจะให้สงครามดำเนินต่อไปผ่านอิสราเอล เช่นเดียวกับ เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาประณามการโจมตีของอิสราเอล โดยอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ห้ามเรือทุกลำเคลื่อนผ่านหากไม่แจ้งล่วงหน้าต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน หรือ IRGC ทั้งที่การเปิดช่องแคบให้เรือสัญจรอย่างเสรีเป็นเงื่อนไขหลักที่สหรัฐฯ กำหนดในข้อตกลงหยุดยิง อิหร่านยังขู่จะถอนตัวจากข้อตกลงนี้ทันที รวมถึงถอนตัวจากการเจรจาที่จะเกิดขึ้นในปากีสถานสุดสัปดาห์นี้ หากอิสราเอลยังโจมตีเลบานอนต่อไป ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันหลายลำที่กำลังจะผ่านช่องแคบ ต้องหันหัวกลับทันที

เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ระบุว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากการโจมตีของอิสราเอล รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบโดยตรง โดยในเวลานี้ ทางการปากีสถานยังคงพยายามติดต่อโดยตรงไปยังคณะผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งรวมไปถึงประธานาธิบดีทรัมป์ รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ส่วนฝั่งอิหร่าน มี อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ, อาหมัด วาฮีดี ผู้บัญชาการอาวุโส IRGC ขณะที่อีกหนึ่งแหล่งข่าว บรรยายบรรยากาศว่าเป็นการเจรจาที่ “ตึงเครียดและลุ้นระทึก” หลายชั่วโมง ซึ่ง “การเจรจาเกือบจะไม่รอดแล้ว” ในขณะที่อิหร่านตกลงที่จะหยุดยิงชั่วคราวโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์นี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าอิสราเอลจะไม่ยอมรับเงื่อนไขการหยุดยิงที่ทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังมีขีดความสามารถในการโจมตีหลงเหลืออยู่

ส่งสัญญาณเจรจา

อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 เม.ย.) นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีอิสราเอลเริ่มการเจรจาโดยตรงกับเลบานอนโดยเร็วที่สุด การเจรจาจะมุ่งเน้นไปที่การปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ การสร้างสันติภาพชายแดน และสถาปนาความสัมพันธ์ที่สงบสุขระหว่างอิสราเอลและเลบานอน มีรายงานว่าการเจรจาจะดำเนินการผ่านเอกอัครราชทูตของทั้งสองประเทศประจำสหรัฐฯ คือ เยเคียล ไลเตอร์ เอกอัครราชทูตอิสราเอล และ นาดา ฮามาเดห์ โมอาวาด เอกอัครราชทูตเลบานอน โดยคาดว่าเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเลบานอนจะเป็นผู้ประสานงาน

เนทันยาฮูระบุว่า คำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายเลบานอนมีการเรียกร้องให้เปิดการเจรจาโดยตรงหลายครั้ง นอกจากนี้เขายังแสดงความชื่นชมต่อข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีเลบานอน นอวาฟ ซาลาม ที่เรียกร้องให้มีการลดกำลังทหารในกรุงเบรุต

ขณะที่ประธานาธิบดี โจเซฟ อูน ของเลบานอน แถลงยืนยันว่า ทางออกเดียวสำหรับวิกฤตการณ์ในขณะนี้คือการ หยุดยิงทันที ตามด้วยการ เปิดเจรจาโดยตรงกับอิสราเอล โดยยอมรับว่าการพึ่งพาข้อตกลงระหว่างมหาอำนาจ อันหมายถึงสหรัฐฯ กับอิหร่านเพียงอย่างเดียวไม่สามารถคุ้มครองเลบานอนได้จริง จึงเสนอให้เลบานอนและอิสราเอลหันหน้ามาคุยกันเองโดยตรงเพื่อยุติความสูญเสีย สะท้อนว่าผู้นำเลบานอนพยายามแยกปัญหาของตนออกจากความขัดแย้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน เพื่อให้การหยุดยิงในเลบานอนเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่ต้องรอผลสรุปที่ปากีสถาน

ในขณะที่ประธานาธิบดีอูนของเลบานอนผลักดันการเจรจาโดยตรง คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านก็จะเริ่มตั้งโต๊ะเจรจาที่ กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน เช่นกัน ซึ่งต้องดูว่าข้อตกลง 10 ข้อของอิหร่าน ที่รวมเรื่องการหยุดสงครามในเลบานอนไว้ด้วยจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร หลังจากที่เลบานอนส่งสัญญาณว่า “อยากคุยเอง” มากกว่า

ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในรอบหลายปี ที่ผู้นำเลบานอนกล้าเสนอการเจรจาโดยตรงกับอิสราเอล ท่ามกลางซากปรักหักพังจากการโจมตีระลอกล่าสุดนี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (จบ)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (จบ)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (จบ)

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยึดหลักความเป็นจริง

โครงการรณรงค์ล่าสุดว่าด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารงานที่ดีของภาครัฐ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิบัติงานที่จะต้องยึดโยงกับความเป็นจริง และเคารพต่อกฎเกณฑ์ทางภาวะวิสัย ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การที่บางท้องถิ่นหลับหูหลับตาลอกเลียนแบบความสำเร็จของพื้นที่อื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยึดติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมากจนเกินไป รวมถึงการขาดกระบวนการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงและผ่านการไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบ

ในการประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลาง (Central Economic Work Conference) เมื่อปีที่ผ่านมา สี จิ้นผิง ได้วิพากษ์วิจารณ์บางพื้นที่ท้องถิ่นที่วิ่งตามกระแสอย่างมืดบอด โดยไม่คำนึงถึงบริบทของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแห่แหนกันไปพัฒนาอุตสาหกรรมชิป หรือความเร่งรีบที่จะทำตามกระแสโครงการอุตสาหกรรม “3 ใหม่” (New trio) อันได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเทียม และแผงโซลาร์เซลล์

สี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำในหลายโอกาส ถึงความสำคัญของการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแนวทางการบริหารงานของเขาเช่นกัน เขามักเปรียบเปรยการกำหนดนโยบายว่าเหมือนกับการหา “กุญแจที่ไขได้ตรงกับแม่กุญแจแต่ละตัว” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธการใช้มาตรการแบบเหมารวม และให้ความสำคัญกับการปรับนโยบายให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน

ไม่ว่าจะเป็นการหารือด้านการพัฒนาเมืองหรือนโยบายพลังงาน สี จิ้นผิง มักจะกล่าวเตือนให้ระวังแนวคิดที่เลื่อนลอยไปจากความเป็นจริงเสมอ ภายใต้การนำของสี จีนได้สร้างความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายอันท้าทายในการผลักดันให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แตะจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2060

อย่างไรก็ตาม คำมั่นสัญญาเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไล่สั่งปิดโครงการพลังงานแบบดั้งเดิม เช่น ถ่านหิน อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ในปี 2024 ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเทศบาลนครฉงชิ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่า แม้จะต้องเดินหน้าการพัฒนาสีเขียวต่อไป แต่การสร้างหลักประกันว่าจะมีพลังงานป้อนสู่ระบบอย่างมีเสถียรภาพก็สำคัญมากเช่นกัน โดยกล่าวเปรียบเปรยว่า “ต้องกินให้ท้องอิ่มก่อน แล้วจึงค่อยกินให้ดี” เพื่อเตือนสติไม่ให้ยึดติดกับแนวทางที่อุดมคติจนเกินไป

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังได้กล่าวเตือนถึงทัศนคติที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการสร้างผลงาน ซึ่งนำไปสู่การปั้น “ตัวเลขสถิติที่สูงเกินจริง” การเปิดตัวโครงการเอาหน้า หรือการสร้าง “จีดีพีที่ขับเคลื่อนด้วยใบเสร็จ” (Invoice-driven GDP) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หน่วยงานท้องถิ่นใช้มาตรการคืนภาษี เพื่อดึงดูดบริษัทที่ตั้งขึ้นมาบังหน้าให้เข้ามาสร้างภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบปลอมๆ ปัจจุบัน พฤติกรรมดังกล่าวได้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขและปรับปรุงในปี 2026

เซวีย จี้ผิง ประธานบริษัทผู้ผลิตใยแก้วนำแสงแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่า การปราบปรามพฤติกรรมมิชอบดังกล่าว ได้ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริงให้กับองค์กรธุรกิจที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในการขยายการลงทุนของภาคธุรกิจ

การต่อสู้กับการบิดเบือนข้อมูลสะท้อนให้เห็นถึงการยืนหยัดในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยาวนานของ สี จิ้นผิง หลังจากมณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนรายงานตัวเลขการเติบโตที่ติดลบในปี 2017 สืบเนื่องจากการปราบปรามการตกแต่งข้อมูลทางเศรษฐกิจ สีจิ้นผิงได้กล่าวยืนยันถึงคุณค่าของความซื่อตรงนี้ สีกล่าวว่าแม้ตัวเลขที่แท้จริงอาจดูไม่น่าประทับใจนัก แต่ก็เป็นตัวเลขที่ “ดูดีอย่างแท้จริง” เพราะมันเป็นของจริง พร้อมให้คำมั่นว่าหน่วยงานส่วนกลางจะให้การสนับสนุนอย่างแน่วแน่ แก่ผู้ที่เปิดเผยสภาพความเป็นจริง มิใช่ส่งเสริมการเติบโตจอมปลอม

วันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติของจีนได้อนุมัติเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ร้อยละ 4.5-5 สำหรับปี 2026 ในขณะเดียวกันก็ให้คำมั่นว่าจะ “มุ่งพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในทางปฏิบัติ”

ความมุ่งเน้นปฏิบัติ (Pragmatism) ในลักษณะเดียวกันนี้ ยังสะท้อนให้เห็นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสมาชิกสภานิติบัญญัติของจีนในวันเดียวกัน แผนดังกล่าวระบุว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จะถูกรักษาให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม โดยจะมีการกำหนดเป้าหมายรายปีตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ เป้าหมายอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทนี้ยังแสดงถึงแนวทางการทำงานที่ติดดินและยึดโยงกับความเป็นจริงด้วยเช่นกัน

อวี๋เส้าเสียง นักวิจัยจากสถาบันการสร้างความทันสมัยแห่งชาติของจีน (National Academy of Chinese Modernization) ภายใต้สถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน กล่าวว่า การจัดการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมที่ชัดเจน ว่าการพัฒนาไม่อาจพึ่งพาเพียงการสร้างภาพลักษณ์หรูหราน่าประทับใจ เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องถกแขนเสื้อแล้วลงมือทำงาน และมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริง

สี จิ้นผิง กล่าวว่า ในขณะที่จีนก้าวเข้าสู่ช่วงแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 เราจะต้องขจัดปัญหาหมักหมมและชำระล้างบรรยากาศให้บริสุทธิ์ พร้อมกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐนำแนวทางที่มุ่งแสวงหาความจริงและเน้นการปฏิบัติ มาใช้ในการจัดทำแผนงานทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยแผนงานทั้งหมดจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง มุ่งแสวงหาการเติบโตที่แข็งแกร่งโดยปราศจากตัวเลขที่ถูกทำให้สูงเกินจริง และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีคุณภาพสูง ผู้ที่กระทำการด้วยความวู่วาม เร่งเพิ่มเป้าหมายให้สูงขึ้นเป็นทอดๆ ในแต่ละระดับ หรือเปิดตัวโครงการพร่ำเพรื่อ จะต้องถูกสอบสวนและเอาผิด

วิสัยทัศน์ระยะยาว

นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการรับใช้ประชาชน สี จิ้นผิง ย้ำเสมอว่าการรับใช้ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติ แทนที่จะมุ่งแสวงหาชื่อเสียงส่วนตนหรือหวังคำยกย่องแบบฉาบฉวย คือสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจเฉพาะตัวต่อการบริหารประเทศ นั่นคือการมองว่าการพัฒนาประเทศไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้นที่จบภายในวาระการดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว สีจิ้นผิงได้เตือนถึงความเย้ายวนใจในการไล่ล่าชัยชนะที่รวดเร็วหรือ “ผลลัพธ์ที่เห็นทันตา” ผ่านโครงการระยะสั้นที่มุ่งสร้างภาพลักษณ์ความยิ่งใหญ่ โดยเปรียบเปรยพฤติกรรมเช่นนี้ว่าไม่ต่างอะไรกับการผลาญทรัพยากรจนหมดสิ้นเพียงเพื่อแลกกับผลประโยชน์เพียงชั่วครู่ชั่วยาม

คงมีเพียงไม่กี่แวดวงที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของกระบวนทัศน์ระยะยาวได้ชัดเจนไปกว่าภาคส่วนด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลสัมฤทธิ์มักต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานหลายปี หรืออาจถึงหลายสิบปี จึงจะผลิดอกออกผลให้เห็นอย่างชัดเจน

ขณะดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยนช่วงปี 1999-2000 สี จิ้นผิง ตัดสินใจสั่งระงับโครงการเหมืองแร่ในเมืองซานหมิง หลังจากมีการค้นพบซากฟอสซิลและโบราณวัตถุในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งช่วยให้ความกระจ่างเกี่ยวกับร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ยุคแรกในภูมิภาค ต่อมาพื้นที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคจีนตอนใต้

วิถีปฏิบัติเช่นนี้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งในหลายปีต่อมา ขณะที่ สี จิ้นผิง ปฏิบัติหน้าที่ในมณฑลเจ้อเจียงซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้นำสีไปชมเขตอุตสาหกรรมที่พวกเขาตั้งใจนำเสนออย่างภาคภูมิใจ ทว่าเมื่อสีรับทราบว่าโรงงานหลายแห่งในพื้นที่นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงอุตสาหกรรมล้าสมัยที่ย้ายฐานการผลิตมาจากภูมิภาคใกล้เคียงที่พัฒนาแล้ว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที เขาตั้งคำถามว่า “ที่นี่มีอะไรน่าดูหรือ จงดึงเอาจุดแข็งของพวกคุณออกมาใช้ พร้อมกับปกป้องขุนเขาเขียวขจีและสายน้ำที่ใสสะอาดของที่นี่ไว้ สิ่งนี้ต่างหากที่ควรจะเป็นผลงานที่โดดเด่นที่สุดในการบริหารงานของพวกคุณ” สารที่สื่อออกมานั้นชัดเจนอย่างยิ่ง นั่นคือการไล่ล่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบฉาบฉวย โดยต้องแลกมาด้วยความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาวนั้น ไม่นับว่าเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิแต่อย่างใด

ราวหนึ่งทศวรรษให้หลัง ตรรกะความคิดเดียวกันนี้ ซึ่งก็คือการให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางนิเวศวิทยาในระยะยาวมากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้กลายเป็นทิศทางในการกำหนดนโยบายของสีจิ้นผิงที่มีต่อแม่น้ำแยงซี แม่น้ำสายยาวที่สุดและเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน

ในปี 2016 ระหว่างการประชุมระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาแถบเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซี สี จิ้นผิง ได้กล่าวเปิดการประชุมด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาต่อบรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า “วันนี้พวกคุณอาจจะต้องผิดหวัง เพราะเราจะไม่ได้หารือกันเรื่องการพัฒนา แต่เป็นเรื่องของการอนุรักษ์” สีประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจะต้องถูกจัดให้อยู่ในวาระสำคัญสูงสุด พร้อมย้ำถึงการประเมินผลการพัฒนาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงวัดจากความรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความยั่งยืนและผลประโยชน์ในระยะยาวควบคู่ไปด้วย

นัยสำคัญของการย้ำถึงคุณค่าของการรักษาสิ่งแวดล้อมในครั้งนั้น ขยายขอบเขตไปไกลกว่าแค่ลุ่มแม่น้ำแยงซี โดยเป็นการตอกย้ำว่าวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ การวางแผนอย่างรัดกุมรอบคอบ และการลงมือปฏิบัติ ควรเป็นคุณลักษณะเด่นที่กำหนดทิศทางของโมเดลการพัฒนาประเทศของจีน

โครงการรณรงค์เพื่อการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับทัศนคติในการบริหารงานของภาครัฐ ได้เปิดตัวขึ้นก่อนหน้าการประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งเป็นแผนฉบับรองสุดท้ายในการบรรลุเป้าหมายของจีน ในการเป็นประเทศที่ทันสมัยโดยพื้นฐาน ภายในปี 2035 นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 แผนพัฒนาฯ เหล่านี้ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องเคาะจังหวะและเครื่องนำทางให้กับการพัฒนาของจีน นำพาประเทศจีนข้ามผ่านยุคแห่งความขาดแคลน สู่การเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

“การกำหนดแผนงานตามหลักวิทยาศาสตร์และการนำแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปีไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นประสบการณ์ด้านการบริหารที่สำคัญของพรรค และเป็นความได้เปรียบทางการเมืองที่สำคัญของระบอบสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์จีน” คำกล่าวของสีจิ้นผิง ผู้นำที่อยู่เบื้องหลังพันธกิจอันยิ่งใหญ่ในการร่างแผนพัฒนาฯ สามฉบับล่าสุดของจีน

ระบบการวางแผนเช่นนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล โดยโหวหย่งจื้อ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการพัฒนา (Development Research Center) ของคณะรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าโครงการสำคัญ 109 โครงการที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 นั้น ครอบคลุมหลายมิติสำคัญในการสร้างความทันสมัยของจีน โดยมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะอุตสาหกรรมใหม่และภาคส่วนที่กำลังขยายตัวเป็นส่วนใหญ่

โหวตั้งข้อสังเกตว่าโครงการเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อวางรากฐานสำหรับอนาคต ซึ่งจะให้การสนับสนุนที่แข็งแกร่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

อเล็กซานเดอร์ เดวีย์ นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยเมอร์เคเตอร์เพื่อจีนศึกษา (Mercator Institute for China Studies) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารแดร์ ชปีเกล ของเยอรมนีว่า แผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปีของจีนทำหน้าที่เป็นเสมือนเข็มทิศสำหรับบุคลากรระดับแกนนำของพรรคและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเป็นดังสัญญาณที่บ่งบอกว่าพวกเขาควรปฏิบัติงานอย่างไร และต้องบรรลุเป้าหมายใดบ้าง

การให้ความสำคัญกับการวางแผนระยะยาว ยังช่วยอธิบายว่าเหตุใดสีจิ้นผิงจึงได้เรียกร้องอยู่หลายครั้งให้เจ้าหน้าที่รัฐเห็นคุณค่าของผลงานที่ไม่เพียงมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ยังรวมถึงงานที่อาจมองไม่เห็นเด่นชัด แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาในอนาคตด้วย

>>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง – คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1) <<<<

ขอบคุณข้อมูล จากสำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“หลอดไฟ” อาจไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะนำไปเชื่อมโยงกับการบริหารประเทศ แต่ทว่าเมื่อเกือบ 4 ทศวรรษที่แล้ว สี จิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองหนิงเต๋อ และกำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของมณฑลฝูเจี้ยน ได้กล่าวกับเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นว่า การทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน แม้แต่ของใช้พื้นฐานอย่างหลอดไฟและสบู่ ก็ถือเป็นตัวชี้วัดของการบริหารงานที่ดีได้เช่นกัน

คำกล่าวนี้เผยให้เห็นถึงหนึ่งคำถามที่ลึกซึ้งและเป็นสากล ว่าเราควรประเมินผลงานของเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งจากผลกำไรทางเศรษฐกิจระยะสั้น โครงการที่มองเห็นได้ชัด รางวัลอันทรงเกียรติ หรือจากการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

สี จิ้นผิง ได้ให้คำตอบไว้ผ่านสิ่งที่เขานิยามว่าเป็น “ทัศนคติที่ถูกต้องในการสร้างผลงาน” ซึ่งถือเป็นแนวทางในการทำงานของบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมุ่งยึดถือความผาสุกของประชาชนเป็นที่ตั้ง และให้คุณค่ากับผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในระยะยาว แม้ผลลัพธ์เหล่านั้นอาจยังไม่ปรากฏให้เห็นในทันที แต่ก็ขับเคลื่อนด้วยการตัดสินใจอย่างรอบคอบและการลงมือปฏิบัติจริง

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมี สี จิ้นผิง เป็นแกนกลาง ได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ทั่วทั้งพรรค เพื่อกระตุ้นเตือนสมาชิกพรรค โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับอำเภอและระดับผู้อำนวยการขึ้นไป ให้ปรับทัศนคติด้านการประเมินผลงานการบริหาร เพื่อจะได้สร้างผลงานที่ “ยืนระยะได้ทั้งในทางปฏิบัติ ในสายตาของประชาชน และผ่านบทพิสูจน์ของกาลเวลา”

โครงการรณรงค์ดังกล่าวซึ่งจะดำเนินไปจนถึงเดือนกรกฎาคม มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขทัศนคติที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการประเมินผลงานการบริหารงาน ซึ่งมักเป็นบ่อเกิดของโครงการที่ทำเพื่อเอาหน้า ความเสี่ยงแอบแฝง ภาระอันหนักอึ้งที่ท้องถิ่นต้องแบกรับ ตลอดจนความไม่พอใจของภาคประชาชน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นความพยายามล่าสุดของ สี จิ้นผิง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดีจีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ในการที่จะยกระดับการบริหารจัดการและกำกับดูแลภายในพรรคให้มีความเข้มแข็ง โดยเป็นการต่อยอดจากโครงการริเริ่มด้านการปรับปรุงระเบียบวินัยเมื่อปีที่ผ่านมา “ประสิทธิผลของการกำกับดูแลตนเองของพรรคที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือหลักประกันขั้นสูงสุดของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม” สี จิ้นผิง กล่าว

สีจิ้นผิงย้ำเตือนถึงสิ่งนี้อีกครั้ง ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยเขาได้เน้นย้ำถึงบทบาทความเป็นผู้นำและการสร้างความเข้มแข็งของพรรค ในการพัฒนา “เขตใหม่สยงอัน” เมืองสมัยใหม่ที่กำลังเติบโต และอยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางใต้ราว 100 กิโลเมตร ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและเป็นต้นแบบของการพัฒนาคุณภาพสูง สียังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ในสยงอันตระหนักถึงความรับผิดชอบ และทุ่มเทกับการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง และสร้างผลลัพธ์ที่ดี

บรรดานักทฤษฎีของพรรคระบุว่า โครงการรณรงค์เพื่อการเรียนรู้ล่าสุดนี้ มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาทางการเมืองของพรรคและยกระดับคุณภาพของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับต่างๆ เนื่องจากจีนได้ก้าวเข้าสู่ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยหลักแล้วจึงขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ลงมือปฏิบัติงานด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการสร้างผลงาน ควบคู่ไปกับแนวทางการทำงานที่เรียบง่ายและใช้ได้จริงหรือไม่

เอดูอาร์โด เรกาลาโด นักวิจัยจากศูนย์วิจัยนโยบายระหว่างประเทศของคิวบา กล่าวว่าการปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินผลงานในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ ได้กลายมาเป็นแนวคิดหลักในกรอบการบริหารจัดการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยให้จีนพลิกโฉมรูปแบบการพัฒนาให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคยิ่งขึ้น

ประชาชนต้องมาก่อน

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการรณรงค์นี้คือการกวาดล้างค่านิยมของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานของตน มากกว่าผลประโยชน์และความเป็นอยู่ของประชาชน ในระหว่างการประชุมระดับสูง สี จิ้นผิง ได้กล่าวตำหนิการผลาญงบประมาณไปกับการทาสีภายนอกอาคารในพื้นที่ชนบทบางแห่งเพื่อสร้างภาพ ทั้งที่พื้นที่เหล่านั้นเพิ่งจะหลุดพ้นจากความยากจนมาได้ไม่นาน หรือบางแห่งยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้กับความจนอยู่ด้วยซ้ำ สีระบุว่า การใช้เงินฟุ่มเฟือยเพียงเพื่อทาสีกำแพงใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องหรือปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ถือเป็น “ความสูญเปล่าและเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน”

มีหลายโอกาสที่ สี จิ้นผิง เคยกล่าวตำหนิบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิกเฉยต่อการทำงาน ซึ่งมักทำตัวเป็น “คนดีที่ไม่ขัดแย้งกับใคร” และ “ไม้หลักปักเลน” โดยระบุว่าผู้ที่ขาดความทุ่มเทย่อมไม่สามารถสร้างความสำเร็จใดๆ ทั้งยังจะทำให้เกิดอุปสรรคต่อภารกิจที่สำคัญ

ในทางกลับกัน บุคคลต้นแบบด้านการบริหารราชการที่ดี ซึ่ง สี จิ้นผิง มักจะหยิบยกมากล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งคือ เจียวอวี้ลู่ เลขาธิการพรรคผู้สมถะ ประจำอำเภอหลานเข่า พื้นที่ชนบทเล็กๆ ในมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน ช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 ที่ปัญหาจากพายุทราย อุทกภัย และปัญหาดินเค็มเป็นวงกว้าง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากที่อาศัยอยู่ที่นี่ต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เจียวอวี้ลู่และเพื่อนร่วมงานทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการปลูกแนวป่าป้องกันลม เพื่อต่อสู้กับการรุกล้ำของพายุทรายและน้ำท่วม และได้ช่วยให้อำเภอหลานเข่าค่อยๆ ก้าวผ่านปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เผชิญมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม เจียวไม่มีโอกาสได้เห็นผลลัพธ์แห่งความพยายามเหล่านี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับในวัย 42 ปี เมื่อปี 1964

สี จิ้นผิง รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งเมื่อได้อ่านเรื่องราวของเจียวเป็นครั้งแรกในสมัยเป็นนักเรียนมัธยม เขากล่าวว่าจิตวิญญาณของเจียว ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ ตลอดจนความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและการเสียสละตน เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางตลอดเส้นทางการทำงานของตน ตั้งแต่ตอนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรากหญ้ามาจนถึงการเป็นผู้นำสูงสุดของจีน

ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ขณะปฏิบัติหน้าที่ในอำเภอเจิ้งติ้ง มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน สี จิ้นผิง ได้ช่วยปรับลดโควตาการส่งมอบธัญพืชแก่รัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยทำให้อำเภอแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อำเภอที่ให้ผลผลิตสูง” หลังจากที่เขาได้ทราบข้อมูลว่าเกษตรกรบางส่วนในพื้นที่มีอาหารไม่เพียงพอสำหรับการบริโภค เขากล่าวว่า “อำเภอเจิ้งติ้งยอมละทิ้งชื่อเสียงในฐานะอำเภอต้นแบบระดับชาติด้านปริมาณผลผลิตธัญพืช ดีกว่าที่จะต้องแลกกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน”

สำหรับ สี จิ้นผิง การบริหารงานราชการควรขับเคลื่อนจากความต้องการของประชาชน มากกว่าการสร้างภาพทางการเมือง เขาเคยกล่าวไว้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่รัฐหาใช่การแสวงหาตำแหน่งระดับสูง หากคือการทำงานให้สมกับความคาดหวังของประชาชน

จากประสบการณ์ตรงที่เคยสัมผัสความยากลำบากในชนบทเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น สี จิ้นผิง ได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ระดับชาติเพื่อขจัดความยากจนขั้นรุนแรง หลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคในเดือนพฤศจิกายน 2012 ได้ไม่นาน เขาได้ระดมสรรพกำลังจากทุกองคาพยพของพรรคเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว จนจีนสามารถนำพาประชาชนในพื้นที่ชนบทเกือบ 100 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจนสัมบูรณ์ (absolute poverty) ได้สำเร็จภายในเวลา 8 ปี

ด้วยมุมมองที่ว่าการบรรเทาความยากจนไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ความคาดหวังของประชาชนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น สี จิ้นผิง จึงปรับทิศทางไปสู่วิสัยทัศน์ที่กว้างยิ่งขึ้น นั่นคือการมุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันสำหรับทุกคน และการสร้างประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้

ขณะดียวกัน สี จิ้นผิง ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับปรุงโครงสร้างเชิงสถาบันที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ สีย้ำว่านอกเหนือจากการปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องแล้ว อีกสิ่งสำคัญคือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบต่างๆ เพื่อควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจ พร้อมกำหนดบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการคัดเลือกและแต่งตั้งบุคลากร เพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รัฐกล้าที่จะแบกรับความรับผิดชอบ ตามหลักการ “การแยกแยะ 3 ประการ” (Three distinctions) ที่ สี จิ้นผิง ได้เสนอ เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงานผิดพลาดด้วยเจตนาดีที่จะปฏิรูป หรือเกิดจากการขาดประสบการณ์ จะต้องได้รับการปกป้อง และต้องถูกจัดให้อยู่คนละกลุ่มกับผู้ที่จงใจละเมิดวินัยและกฎหมาย หรือผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

(ติดตามต่อสัปดาห์หน้า)

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ ‘คอขวด’ ที่ชี้ชะตาโลก

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ 'คอขวด' ที่ชี้ชะตาโลก

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ ‘คอขวด’ ที่ชี้ชะตาโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผ่านมาร่วมสองสัปดาห์แล้ว กับความขัดแย้งทางทหารที่ระอุเป็นการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางในรอบหลายปีหนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหาร แต่เปรียบเสมือน ‘พายุเศรษฐกิจ’ ที่กำลังซัดเข้าหาทุกครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของภูมิภาคพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่กว่าร้อยละ 90 ของพลังงานที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวล้วนมุ่งหน้ามาเอเชียแทบทั้งสิ้น

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือถูกคุกคาม จากการที่อิหร่านประกาศปิดกั้นช่องแคบเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล โลกก็เหมือนถูกตัดเส้นเลือดใหญ่ เพราะ 1 ใน 5 ของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ทั่วโลกต้องผ่านจุดนี้ การปิดช่องแคบเพียงจุดเดียวส่งผลสะเทือนแรงกว่าการคว่ำบาตรรัสเซียในปี 2022 หลายเท่า เพราะเท่ากับห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักทันที แม้จะมีท่อส่งน้ำมันข้ามคาบสมุทรอาหรับ แต่ศักยภาพการขนส่งเทียบไม่ได้เลยกับเรือบรรทุกน้ำมันมหาศาลที่เคยผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน

การที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งไปเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 จากช่วงก่อนสงคราม และแพงที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 ไม่ได้จบลงที่ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน เพราะนั่นทำให้ค่าขนส่งสินค้าพุ่งสูงขึ้นทันที ราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกอั้นไม่อยู่ขยับขึ้นตาม เกิดความเสี่ยงสภาวะ Stagflation โลกกำลังเผชิญกับภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นฝันร้ายของธนาคารกลางทั่วโลก

เอเชีย “เหยื่อรายแรก” ของวิกฤต

ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับ ‘คอขวด’ ที่อันตรายมาก ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไป แต่เป็นเรื่องของความยืดหยุ่นทางเทคนิคที่ต่ำมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเกือบร้อยละ 80-90 ของความต้องการทั้งหมด แม้จะมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) แต่หากสงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะอัมพาตได้

แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ที่เคยเป็นผู้ส่งออกพลังงานหลัก ก็มีกำลังการผลิตลดลงจนต้องนำเข้ามากขึ้นตามความต้องการในประเทศที่โตแบบก้าวกระโดด ไม่เพียงเท่านั้น อินโดนีเซียยังประสบปัญหาการนำเข้าข้าวสาลีซึ่งต้องพึ่งพาจากภายนอกเกือบ 100% ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์จากแป้งและอาหารพื้นฐานสุ่มเสี่ยงต่อการปรับราคาขึ้นตามต้นทุนโลจิสติกส์ ส่วนสิงคโปร์ ซึ่งปกติต้องนำเข้าอาหารสูงถึงร้อยละ 90 ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจึงพุ่งสูงขึ้นตามค่าขนส่ง โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) พุ่งขึ้นเกือบร้อยละ 60 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

ขณะที่โรงกลั่นในอาเซียนถูกออกแบบมาเพื่อน้ำมันประเภท Heavy/Medium Sour หรือน้ำมันดิบที่มีกำมะถันสูงและมีความหนืดจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะ การจะหันไปใช้พลังงานจากสหรัฐฯ หรือแหล่งอื่นที่เป็นน้ำมันประเภทอื่น ไม่สามารถทำได้ทันที ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและเวลาปรับปรุงเครื่องจักรนานหลายปี เมื่อน้ำมันแพงและขาดแคลน ไม่ใช่แค่ค่าเดินทางที่สูงขึ้น แต่ค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิตสินค้าในโรงงานจะพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในตลาดโลก

มาตรการฉุกเฉินและการปรับตัว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเห็นภาพผู้คนในหลายประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม บังกลาเทศ อินเดีย เกาหลีใต้ รวมถึงในบ้านเรา นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียดที่สถานีบริการ เนื่องจากเกิดภาวะตื่นตระหนกและการกักตุน หลังจากราคาน้ำมันดิบทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน แต่ละประเทศต้องมีมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ปากีสถานเป็นประเทศแรก ๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ต้องประกาศสภาวะรัดเข็มขัดขั้นสูงสุดเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ประกาศมาตรการรัดเข็มขัดการใช้จ่ายเพื่อประหยัดพลังงาน รัฐบาลสั่งปรับลดวันทำงานของข้าราชการเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ และให้พนักงานรัฐ 50% ทำงานจากที่บ้าน พร้อมแนะนำให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารใช้แนวทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมจนถึงสิ้นเดือน ส่วนมหาวิทยาลัยให้เปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ทั้งหมด จำกัดการจัดงานสันทนาการ งานแต่งงานหรืองานเลี้ยงต้องมีแขกไม่เกิน 200 คน และให้เสิร์ฟอาหารหลักเพียงจานเดียวเท่านั้น ตัวนายกรัฐมนตรีเองยังแสดงสปิริตความเป็นผู้นำ ยอมหักเงินเดือนเพื่อชาติเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชน รวมทั้งยังให้คณะรัฐมนตรีทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับจังหวัดงดรับเงินเดือนและค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นเวลา 2 เดือน ส่วนสมาชิกรัฐสภาจะถูกตัดเงินเดือนลง 25% นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ เดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่จำเป็น และต้องเดินทางด้วยตั๋วชั้นประหยัดเท่านั้น และให้เปลี่ยนรูปแบบการประชุมทุกนัด เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด

บังกลาเทศมีมาตรการคล้ายๆ กัน รัฐบาลประกาศปิดมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศตั้งแต่สัปดาห์นี้ และเลื่อนวันหยุดเทศกาล อีดิ้ล ฟิตรี ให้เร็วขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฉุกเฉินเพื่อประหยัดไฟฟ้าและเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันสำหรับยานยนต์แต่ละประเภท เช่น จักรยานยนต์เติมได้วัน 2 ลิตร รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกินวันละ 10 ลิตร เป็นต้น ส่วนที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาเริ่มใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันกับยานยนต์ ด้วยการให้สิทธิเติมน้ำมันตามเลขทะเบียนรถที่ลงท้ายด้วยเลขคู่-เลขคี่ หวังลดการใช้น้ำมันในยามที่ปริมาณน้ำมันโลกถูกกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม เพื่อลดการใช้พลังงานในสำนักงานและลดความต้องการด้านการขนส่ง นอกจากนี้ ยังมีการสั่งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในสถานที่ราชการไว้ที่ 24-26 องศาเซลเซียส และระงับการเดินทางที่ไม่จำเป็น

จีนยังฝ่าพายุอย่างแข็งแกร่ง

จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนจีนจะเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชีย ที่สามารถรับมือกับพายุวิกฤตพลังงานที่โหมกระหน่ำภูมิภาคได้อย่างมั่นคง ปัจจัยสำคัญลำดับแรก มาจากตัวเลขคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของจีน ตอนนี้ถูกประเมินว่าพุ่งสูงถึง 1.1 – 1.4 พันล้านบาร์เรล เป็นผลจากการที่จีนเร่งนำเข้าน้ำมันอย่างบ้าคลั่งในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพื่อเตรียมรับมือกับสงครามในตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ทำให้จีนมี “อากาศหายใจ” ได้นานถึง 6 เดือน – 1 ปี แม้จะถูกตัดขาดจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางโดยสิ้นเชิงก็ตาม

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ทั่วโลกพยายามคว่ำบาตรอิหร่าน จีนกลายเป็นทางรอดเดียวของน้ำมันอิหร่าน ด้วยการรับซื้อน้ำมันจากอิหร่านถึงร้อยละ 80-90 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดผ่านโรงกลั่นอิสระ (Teapots) การซื้อน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทำให้จีนได้ “ราคาพิเศษ” ที่ต่ำกว่าตลาดโลกมาก ช่วยพยุงต้นทุนการผลิตในประเทศให้ยังแข่งขันได้

ความนิยมของยานยนต์ยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในจีน ที่ข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พบว่าส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์พลังงานใหม่ในจีนพุ่งขึ้นไปแตะร้อยละ 41-42 แล้ว นั่นหมายความว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ซื้อรถใหม่ในจีนไม่ต้องกังวลเป็นทุกข์ร้อนต่อราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์อีกต่อไป ถือเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ประเทศอื่นในเอเชียเลียนแบบได้ยาก

ที่สำคัญ จีนพึ่งพายุทธศาสตร์ “สองพลังงาน” (Coal & Renewables) โดยวางรากฐานการผลิตไฟฟ้าไว้กับถ่านหินที่หาได้เองในประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ยังคงผลิตไฟฟ้าให้จีนเกินร้อยละ 50 แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาด ทั้งลม น้ำ แสงอาทิตย์ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ควบคู่กันไปด้วย ส่งผลให้กุมภาพันธ์ปีนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กำลังการผลิตจากพลังงานสะอาดพุ่งแซงหน้าพลังงานฟอสซิลไปแล้ว ทำให้ระบบไฟฟ้าของจีนมีความยืดหยุ่นสูงมาก และแทบไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกเลย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ กำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องเลิกเพ้อฝันและหันมาเผชิญความจริง ว่ามั่นคงทางพลังงานไม่ใช่เรื่องของการหาแหล่งน้ำมันราคาถูกอีกต่อไป แต่คือการไม่พึ่งพาแหล่งเดียว วิกฤตนี้ยังอาจกลายเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV และพลังงานหมุนเวียนเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่เพราะรักษ์โลกเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อ “ความอยู่รอด” ทางภูมิรัฐศาสตร์

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มีหลายสื่อหลายสำนักมากมายลงบทวิเคราะห์ถึงที่มาต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในการสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการสนธิกำลังร่วมกันกับอิสราเอล แต่ผู้เชียนของหยิบยกเนื้อหาจาก The Guardian ที่ใช้ชื่อว่า “Inside Trump’s decision to attack Iran: A window of opportunity” (https://www.theguardian.com/us-news/2026/feb/28/trump-attack-iran-opportunity) ที่เปิดเผยเบื้องลึกการตัดสินใจในการสั่งการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ของทรัมป์ในครั้งนี้ ที่น่าสนใจในหลายแง่มุม

หน้าต่างแห่งโอกาส

ชื่อบทความอ้างถึงข้อมูลกรองชุดสำคัญที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ หรือ CIA และหน่วยข่าวกรองอิสราเอล หรือมอสซาด ได้รับมาว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมด้วยผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC มีกำหนดการประชุมร่วมกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานเมื่อเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์

ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นได้ ต้องขอบคุณอิสราเอล ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างระบบที่ซับซ้อนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เรียกว่า “เครื่องจักรสร้างเป้าหมาย” ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากกล้องวงจรปิดตรวจสภาพการจราจรในกรุงเตหะรานของอิหร่านตั้งแต่หลายปีก่อน ทำให้ทราบความเคลื่อนไหว ข่าวกรอง การดักฟัง ภาพถ่ายดาวเทียม และอื่น ๆ ในกรุงเตหะราน แล้วสร้างตำแหน่งที่อยู่ของเป้าหมาย ด้วยระบบพิกัดกริดที่มีความแม่นยำสูงในระดับตัวเลข 14 หลัก อิสราเอลได้นำระบบนี้มาใช้อีกครั้งในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านที่อิสราเอลร่วมกับสหรัฐฯ เปิดฉากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป้าหมายสังหารหลักคือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ที่ อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเคยระบุว่า ไม่มีโอกาสจัดการในครั้งก่อนเพราะคาดว่าลงไปหลบภัยในบังเกอร์ใต้ดินและเก็บตัวไม่เคลื่อนไหว

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจก่อนหน้านั้น คือนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล หารือส่วนตัวกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ โดยใช้เวลานานเกือบ 3 ชั่วโมง และมีการเผยแพร่ข่าวเป็นภาพถ่ายเพียงภาพเดียว เนื้อหาการหารือไม่ใช่เรื่องการเจรจากับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ แต่เป็นเรื่องสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อการเจรจาล้มเหลว ผู้นำอิสราเอลได้แบ่งปันข่าวกรองล่าสุดเกี่ยวกับศักยภาพทางทหารของอิหร่าน หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายมีการประชุมเจ้าหน้าที่ทหารและข่าวกรองระดับสูงหลายครั้งมุ่งเน้นไปที่การร่วมกันโจมตีอิหร่าน

เป็นเวลามากกว่า 1 เดือนที่ทั้ง CIA และมอสซาด จับตาและเฝ้าติดตาม อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อย่างลับๆ รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมซึ่งก็คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยจุดสำคัญ คือหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ พบว่าคาเมเนอีจะเข้าร่วมการประชุมของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านในช่วงเที่ยงวันเสาร์ในสถานที่แห่งหนึ่งในเตหะราน เครื่องบินรบของอิสราเอลจึงได้เปิดฉากโจมตีโดยใช้อาวุธระยะไกลที่มีความแม่นยำสูง ส่งผลให้คาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงเสียชีวิตพร้อมกันกว่า 40 คน โดยโฆษกกองทัพอิสราเอลระบุว่าใช้เวลาเพียง 1 นาที

ปฏิบัติการ Epic Fury

การโจตีและสังหารคณะผู้นำอิหร่าน เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ Epic Fury กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (USCENTCOM) ที่ดูแลปฏิบัติการสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเปิดเผยว่า ปฏิบัติการ Epic Fury ที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 แห่งด้วยขีปนาวุธร่อน Tomahawk ยิงจากเรือพิฆาต, เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Spirit บรรทุกระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์, เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 และยุคที่ 5 เช่น F-35 Lightning II ที่เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหน และ F-22 Raptor, โดรนต่อสู้และสอดแนม MQ-9 Reaper และโดรนพลีชีพ LUCAS ที่ถอดแบบจากโดรน Shahed ของอิหร่านหวังให้อิหร่านได้รับกรรมคืนสนอง

นอกจากนี้ยังเสริมการโจมตีด้วยระบบยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจร (HIMARS) ที่สามารถยิงได้ทั้งจรวดนำวิถีและขีปนาวุธ และเรือบรรทุกเครื่องบินที่เป็นฐานลอยน้ำให้แก่เครื่องบินขับไล่  F/A-18 Super Hornetและ F-35C ขณะที่ฝูงบินฝ่ายสนับสนุนปฏิบัติการประกอบด้วยเครื่องบินทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ เครื่องบินสอดแนม และเครื่องบินส่งกำลังบำรุง ส่วนอาวุธหลายอย่างใช้สำหรับการป้องกันการโต้กลับขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่าน เช่น Patriot ที่เป็นระบบขีปนาวุธยิงจากพื้นสู่อากาศ และ THAAD ที่เป็นระบบป้องกันภัยในบรรยากาศชั้นสูง

ปฏิบัติการ Epic Fury ถือเป็นการยกระดับจากปฏิบัติการ Midnight Hammer ในเดือนมิถุนายน 2025 หรือสงคราม 12 วันที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีทางอากาศอิหร่าน เพื่อมุ่งทำลายโรงงานนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายของ Epic Fury ไม่ใช่แค่การป้องปราม แต่คือการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) โดยมุ่งทำลายกองทัพเรือ คลังแสงขีปนาวุธ และกลุ่มติดอาวุธเครือข่ายตัวแทนของอิหร่านให้สิ้นซาก

เบื้องหลังการตัดสินใจ

บทความใน The Guardian ระบุว่ามีปัจจัยหลัก 3-4 ประการที่ทำให้ทรัมป์สั่งลุย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลระบุว่า อิหร่านแอบฟื้นฟูโรงงานนิวเคลียร์ที่เคยถูกทำลายไปเมื่อปี 2025 ตามมาด้วยการเจรจากับอิหร่านที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ล้มเหลว หลังจาก สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ตัวแทนของทรัมป์ สรุปว่าอิหร่านไม่มีความจริงใจในการทำลายคลังนิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ และกำลังเล่นเกมถ่วงเวลาเพื่อแอบสร้างนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่

แต่เหตุผลที่น่าสนใจ คือการที่ทรัมป์ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ โจนาธาน คาร์ล ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ ABC News เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม เป็นครั้งแรกที่ทรัมป์ยอมรับอย่างเปิดเผยถึงแรงจูงใจส่วนตัวในการโจมตีอิหร่าน โดยกล่าวว่า “They tried twice. Well, I got him first before he got me” (พวกเขาพยายามมาแล้ว 2 ครั้ง และผมก็จัดการเขาก่อนที่เขาจะจัดการผม) พร้อมกับอ้างถึงข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐฯ ที่ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านอยู่เบื้องหลังแผนลอบสังหารทรัมป์ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 เพื่อล้างแค้นให้กับการสังหารนายพล กอเซม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน เมื่อปี 2020

ทรัมป์ยังอ้างว่า มีข้อมูลว่าอิหร่านเตรียมโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในวงกว้าง การโจมตีครั้งนี้จึงเป็นการป้องกันตัวล่วงหน้า เขายังบรรยายถึงคาเมเนอีว่าเป็น “หนึ่งในบุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์” และมองว่าปฏิบัติการนี้คือความยุติธรรมสำหรับชาวอเมริกันและชาวอิหร่านที่ถูกกดขี่ และหวังให้ประชาชนชาวอิหร่านยึดประเทศคืน

ผลกระทบของปฏิบัติการครั้งนี้ ก็อย่างที่เราๆ ท่านเห็นกันอยู่ ว่าความขัดแย้งทำท่าจะลากยาวเป็นสงครามทั่วทั้งภูมิภาค เพราะอิหร่านไม่ยอมถูกถล่มฝ่ายเดียว ยิงขีปนาวุธตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียและหัวเมืองต่าง ๆ ในอิสราเอลต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ ความขัดแย้งยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก ทำให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องกับการเดินทางอากาศจากเที่ยวบินจำนวนมหาศาลต้องยกเลิกเพราะสนามบินหลักในตะวันออกกลางปิดให้บริการและน่านฟ้าถูกปิดตาย

ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านครั้งนี้ เป็นสงครามที่ทรัมป์เลือกเองโดยอาศัยจังหวะ “หน้าต่างแห่งโอกาส” จากข้อมูลกรอง เพื่อหวังปิดฉากปัญหาอิหร่านอย่างถาวร สะท้อนถึง “หลักการของทรัมป์” (Trump Doctrine) ในการใช้กำลังทหารแบบท่วมท้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เบ็ดเสร็จ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความแตกแยกภายในสหรัฐฯ อย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน ที่เริ่มกังวลว่าสงครามจะทำให้พรรคพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม แถมยังต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อชีวิตทหารอเมริกันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโลก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกออนไลน์ในบ้านเราพากันแชร์บทความจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) ซึ่งลงไว้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่มีชื่อว่า Parents are going broke from their kids’ sushi obsession (https://www.wsj.com/lifestyle/parenting-food-diet-kids-sushi-8ff64063) เนื้อหาว่าด้วยกระแสนิยมในปัจจุบันของพ่อแม่ผู้ปกครองในสหรัฐฯ ที่พาลูกๆ เข้าร้านอาหารซูชิสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องของความสะดวกสบาย หรือตามใจลูกหลานที่ร้องขออยากกิน จนทำให้ตอนนี้ ซูชิกลายมาเป็นอาหารโปรดอันดับหนึ่งของเด็กยุคใหม่ เข้ามาแทนที่พิซซ่า เบอร์เกอร์ หรือไก่ทอด ในงานปาร์ตี้วันเกิดและมื้อเย็นปกติ

แต่ข้อเท็จจริงคือ คือซูชิและเมนูอาหารญี่ปุ่น มักมีราคาแพงกว่าอาหารมื้อปกติที่อเมริกันชนเคยบริโภคกันหลายเท่า อีกทั้งเมื่อเด็กๆ กินกันบ่อยๆ ก็ถูกปากถูกจนใจ จนลืมและมองข้ามเมนูอาหารเดิมๆ อย่างพิซซ่าหรือเบอร์เกอร์ ไม่พอใจกับอาหารราคาประหยัดแบบเดิมอีกต่อไป แต่กลับเรียกร้องซูชิเกรดพรีเมียม หรือ “โอมากาเสะ” ในทุกๆ ครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารพร้อมกับครอบครัว ซึ่งแน่นอว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ขัดใจลูกไม่ได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อมื้อพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว กระทบต่อฐานะทางการเงินของหลายครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ

ในบทความยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งที่จัดงานวันเกิดให้ลูกสาววัย 10 ขวบ โดยเลือกเข้าร้านซูชิแทนพิซซ่า ปรากฏว่าค่าอาหารพุ่งไปถึง 600 ดอลลาร์ (ประมาณ 21,000 บาท) สำหรับเด็กเพียงไม่กี่คน มากกว่าการสั่งพิซซ่าถึง 5-6 เท่า บางครอบครัวเปรียบเปรยลูกๆ ว่าเหมือน “คนป่า” (Savages) เพราะแทบจะทันทีที่ถาดซูชิวางลง เด็กๆ จะรุมกินอย่างรวดเร็วเหมือนแร้งลง หรือฝูงปลาปิรันยา สามารถกินแซลมอนและทูน่าดิบหมดเกลี้ยงในพริบตา จนพ่อแม่แทบไม่ได้คีบสักชิ้นเดียว แถมต้องจ่ายค่าอาหารจนกระเป๋าฉีก

เด็กสมัยนี้ไม่ได้หยุดแค่แคลิฟอร์เนียโรลพื้นฐาน แต่ลามไปถึงเมนูระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็น Sashimi Platter เด็กๆ ชอบสั่งปลาล้วนไม่มีข้าว โดยเฉพาะ Salmon และ Hamachi ซึ่งมีราคาสูงและไม่อิ่มท้อง ทำให้ต้องสั่งหลายจาน เช่นเดียวกับ Spicy Tuna Roll เมนูเริ่มต้นสำหรับเด็กที่เริ่มทานรสจัดได้ และกลายเป็นเมนูประจำที่สั่งกันทุกครั้ง ตามด้วยไข่ปลาแซลมอน (Ikura) ความสนุกเวลาไข่ปลาแตกในปากทำให้เป็นเมนูโปรด แต่ราคาต่อคำนั้นสูงจนพ่อแม่ต้องกุมขมับ ส่วนปลาไหลย่าง (Unagi) ก็อร่อยด้วยรสชาติหวานนำและซอสเข้มข้น ทำให้เด็กๆ ติดใจได้ง่ายกว่าปลาดิบธรรมดา

ปรากฏการณ์นี้ส่วนหนึ่งมาจากสื่อสังคมออนไลน์ ที่ทำให้การกินซูชิดูคูลดูเท่ แสดงถึงรสนิยมที่เหนือกว่าในหมู่เด็กและวัยรุ่น สำหรับเด็ก Gen Alpha การรู้จักชื่อปลาอย่าง Hamachi หรือ Unagi กลายเป็นเครื่องหมายแสดงความมีฐานะและมีการศึกษาในโรงเรียน ไม่ต่างจากการมีรองเท้าผ้าใบราคาแพง และเนื่องจากซูชิถูกมองว่าเป็นอาหารที่สะอาด มีระเบียบ และมีระดับ การที่วัยรุ่นสั่ง Crispy rice tuna squares ราคา 30 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 กว่าบาท) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความหิว แต่เป็นเรื่องของการแสดงออกทางตัวตนบนโซเชียลมีเดียด้วย

ขณะที่ตัวของพ่อแม่เอง แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นของหลายครอบครัว (รวมถึงครอบครัวผู้เขียนต้นฉบับ) ล้วนอยากให้ลูกได้กินของดีๆ เวลาออกไปกินข้าวนอกบ้านช่วงสุดสัปดาห์ อีกทั้งอาจอยากให้ลูกเป็นคนกินง่าย ไม่งอแงโยเย หรืออยากให้เด็กๆ ดูดีมีรสนิยม จึงเป็นฝ่ายเริ่มให้เด็กๆ กินอาหารเหล่านี้ พวกเด็กๆ ไม่ได้ร้องขออยากกินเองแต่ต้น แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งนี้กำลังทำให้พ่อแม่หลายคนในหลายครอบครัวเสียใจ เพราะกลับกลายเป็นว่า ทำให้เด็กๆ กลายเป็นคน ‘ลิ้นสูง’ (Refined Palates) ไม่สามารถกลับไปสั่งอาหารราคาถูกให้ลูกกินได้อีกแล้ว

ไม่เพียงแต่ปัญหาการเงินเท่านั้น ในบทความนี้ ยังพูดถึงนักโภชนาการและแพทย์ได้เตือนพ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกกินซูชิจนเหมือนบุฟเฟต์ ว่าอาจส่งผลต่อสุขภาพหลายอย่างตามมา ปลาที่เด็กๆ ชอบอย่าง Tuna มีสะสมสารปรอทสูง หากเด็กกินบ่อยเกินไปอาจส่งผลต่อการพัฒนาของระบบประสาทและสมองที่กำลังเติบโต ส่วนโชยุและซอสราด เช่น Spicy Mayo หรือ Eel Sauce เด็กๆ มักจะจุ่มซูชิลงในซีอิ๊วเข้มข้น ซึ่งส่งผลเสียต่อไตและเพิ่มความดันโลหิตได้ ขณะที่แม้ซูชิเกรดพรีเมียมจะปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ การกินปลาดิบปริมาณมากเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิ นอกจากนี้ หลายคนยังลืมไปว่า ข้าวในซูชิมีการผสมน้ำตาลและน้ำส้มสายชูปริมาณมากเพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม ถือเป็นพลังงานส่วนเกินที่เด็กไม่จำเป็นต้องได้รับมากขนาดนั้น

กลยุทธรับมือ ‘วิกฤตซูชิ’ ในครอบครัว

เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ให้ล้มละลายจากค่าอาหาร ในบทความนี้นำเสนอเทคนิคหลากหลายที่พ่อแมหลายครอบครัวนำมาใช้เป็น “จิตวิทยาอาหาร” รับมือเด็กๆ สั่งเมนูอาหารในร้านซูชิแบบเป็นพายุ เริ่มจากสั่งเมนูเรียกน้ำย่อยที่มีแป้งเยอะๆ เช่น ข้าวผัด เกี๊ยวซ่า หรือถั่วแระญี่ปุ่น มาดักหน้าให้เด็กๆ อิ่มท้องก่อนที่จานปลาพรีเมียมจะมาถึง ตามด้วยการบังคับหรือจูงใจให้สั่งเมนูจำพวก Special Rolls เช่น แคลิฟอร์เนียโรล หรือคัดเลอร์โรล ที่มีข้าวและซอสเยอะๆ แทนการสั่งซาชิมิ หรือนิกิริ ซึ่งเป็นเนื้อปลาเพียวๆ และมีราคาสูงกว่ามาก

นอกจากนี้ ยังอาจสั่งเมนูแบบถาดรวม (Platter) ซึ่งมักจะได้ราคาต่อคำที่ถูกกว่าการสั่งแยกทีละอย่าง หรือสั่งแบบกรวยสาหร่าย เพราะปริมาณข้าวและสาหร่ายจะทำให้เด็กอิ่มเร็วกว่าการคีบกินเป็นคำๆ ขณะที่พ่อแม่หลายครอบครัว ยอมรับว่าให้ลูกกินขนมหรืออาหารรองท้องจากบ้านไปก่อน เพื่อให้ความหิวลดลงเมื่อถึงร้าน

ปรากฏการณ์ ‘ซูชิฟีเวอร์’

ไม่เพียงแต่ร้านอาหารระดับหรูเท่านั้น อเมริกาและอีกหลายประเทศแถบตะวันตกกำลังเกิดปรากฎการณ์ ‘ซูชิฟีเวอร์’ ตั้งแต่ปี 2025 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในซูเปอร์มาร์เก็ต ผลสำรวจเมื่อเดือน พ.ย. 2025 พบว่ายอดขายในซูเปอร์มาร์เก็ตถึงพุ่งสูงถึง 2,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซูชิในซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งมียอดขายแซงหน้าไก่หมุน (Rotisserie Chicken) ซึ่งเคยเป็นแชมป์อาหารสำเร็จรูปมาอย่างยาวนานไปแล้ว

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองว่าซูชิเป็นอาหารที่ต้องไปกินที่ร้านหรูๆ เท่านั้น แต่มันกลายเป็นอาหารมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นที่สะดวกและดูดี (Healthy & Trendy) ในราคาที่จับต้องได้มากกว่าการเข้าร้านอาหารเต็มรูปแบบ อีกทั้งในปี 2025 และปีนี้ คอนเทนต์ประเภท Sushi Mukbang หรือการรีวิวซูชิในซูเปอร์มาร์เก็ตราคาประหยัดยังคงเป็นไวรัลในหมู่ Gen Z และ Gen Alpha ส่งผลโดยตรงต่อยอดขายปลีกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาโลกแตกเรื่องซูชิ อาจไม่ใช่ปัญหาหนักอกสำหรับหลายครอบครัว หากมีการพุดคุยตกลงกันก่อนออกจากบ้าน เช่น กินกันเดือนละ 1 ครั้ง หรือปรับตัวเปลี่ยนแปลงร้านอาหารและเมนูที่หลากหลาย และบอกให้เด็กๆ เข้าใจถึงสถานการณ์เงินในบ้าน ว่าบางครั้ง อาจไม่สามารถกินซูชิกันได้ทุกมื้อที่ออกไปรับประทานอาหารร่วมกัน

เพราะสำหรับเด็กๆ (ส่วนใหญ่) แล้ว การได้กินอาหารร่วมกันพร้อมหน้าถือเป็นความสุขที่หาได้ง่ายๆ ไม่ว่าเมนูมื้อนั้นจะเป็นซูชิ หรือพิซซ่ากับไก่ทอดบ้านๆ ก็ตาม

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ทั่วโลกเพิ่งตื่นรู้ พาเหรดแบนเด็กเข้าถึงสื่อออนไลน์

คุยกัน 7 วันหน : ทั่วโลกเพิ่งตื่นรู้ พาเหรดแบนเด็กเข้าถึงสื่อออนไลน์

คุยกัน 7 วันหน : ทั่วโลกเพิ่งตื่นรู้ พาเหรดแบนเด็กเข้าถึงสื่อออนไลน์

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในช่วงที่ผ่านมา กำลังเกิดกระแสการออกกฎหมายระดับโลกที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชน เริ่มจากผู้นำเทรนด์อย่างออสเตรเลีย ที่ได้บังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นประเทศแรกของโลก ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2025 โดยกำหนดข้อบังคับที่เด็ดขาด ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok, Instagram, X และ Snapchat อย่างไม่มีข้อยกเว้น แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง แต่เด็กที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ก็ไม่สามารถใช้งานได้ พร้อมบทลงโทษบริษัทเทคโนโลยี แพลตฟอร์มที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีระบบคัดกรองอายุที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อาจถูกปรับเป็นเงินมหาศาล สูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1,100 ล้านบาท) กฎหมายมุ่งเน้นไปที่ความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยี โดยไม่มีบทลงโทษสำหรับเด็กหรือผู้ปกครอง

ความเคลื่อนไหวของออสเตรเลีย ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปเริ่มขยับตัวเดินตามรอยออสเตรเลียด้วยมาตรการที่แตกต่างกันไป เช่น

  • สเปน ประกาศแผนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่จะสั่งห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงโซเชียลมีเดีย พร้อมบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวด
  • ฝรั่งเศส สมาชิกสมัชชาแห่งชาติได้อนุมัติกฎหมายในเดือนมกราคม 2026 ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองสำหรับเด็กอายุ 13-15 ปี นอกจากนี้ ยังมีการทดลองนโยบาย “พักเบรกดิจิทัล” (Digital Pause) ด้วยการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนสำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 15 ปี และกำลังผลักดันกฎหมาย Digital Majority เพื่อให้เด็กต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองหากอายุต่ำกว่า 15 ปี
  • นอร์เวย์ อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเพื่อกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการใช้โซเชียลมีเดียที่ 15 ปี เพื่อคุ้มครองเด็กจากอัลกอริทึมที่มุ่งเน้นการสร้างผลกำไร
  • สหราชอาณาจักร บังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Act) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องใช้ระบบยืนยันอายุที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อป้องกันเด็กเข้าถึงเนื้อหาอันตรายและสื่อลามก และกำลังมีการถกเถียงเรื่องการแบนสมาร์ทโฟนสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปีเช่นกัน
  • สหภาพยุโรป หรืออียู รัฐสภายุโรปได้มีมติในเดือนพฤศจิกายน 2025 เรียกร้องให้กำหนดอายุขั้นต่ำในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียที่ 16 ปี

ทั่วทั้งภูมิภาคส่วนประเทศในเอเชีย ก็เริ่มเดินหน้าดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายนี้เช่นกัน

  • มาเลเซีย เป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียนที่ขยับตัวอย่างชัดเจน โดยประกาศกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Bill) ที่กำหนดแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปี ในปี 2026 ซึ่งควบคู่ไปกับการบังคับให้แพลตฟอร์มต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (Licensing Framework) หากมีผู้ใช้เกิน 8 ล้านคนในประเทศ
  • อินเดีย ที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้ความเห็นที่สะท้อนความกังวลเรื่องของผลิตภาพ (Productivity) และสุขภาพจิตของประชากรวัยแรงงานในอนาคต จากผลกระทบของการใช้สื่อออนไลน์โดยขาดการควบคุม โดยรัฐกัวกำลังเป็นโมเดลนำร่องที่พยายามใช้กฎหมายแบบเดียวกับ eSafety Commissioner ของออสเตรเลีย
  • จีน ใช้มาตรการที่เรียกว่า Minor Mode ที่เข้มงวดที่สุด โดยบังคับระดับตัวเครื่อง (Device-level) ให้ตัดการทำงานอัตโนมัติ เช่น เด็กอายุ 8-16 ปี เล่นได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และห้ามเข้าใช้งานในช่วงเวลา 22.00 – 06.00 น. ตามแนวทางของ Cyberspace Administration of China (CAC)

ความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Literacy)

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สาเหตุที่รัฐบาลทั่วโลกไม่อาจปล่อยเกียร์ว่างต่อปัญหานี้ได้อีกต่อไป สืบเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสุขภาพจิตในเด็ก ข้อมูลในปี 2025-2026 ชี้ชัดว่า อัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อ “ดึงดูดความสนใจ” กำลังทำลายสมาธิและสร้างภาวะซึมเศร้าในเยาวชนอย่างรุนแรง รวมถึงปัญหารการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ รัฐบาลมองว่า นี่คือ “การทดลองที่ควบคุมไม่ได้กับสมองเด็ก” จึงเป็นที่มาของการออกกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย

ขณะเดียวกัน ยุคนี้ถูกมองว่ายุคแห่งความจริงที่ถูกบิดเบือนจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพราะเมื่อ AI สามารถสร้างวิดีโอเลียนแบบคนดังได้แนบเนียน 100% ความฉลาดทางดิจิทัลแบบเดิม (Digital Literacy) ซึ่งหมายถึงความตระหนักรู้ ใช้งานสื่อออนไลน์อย่างรู้ลึกเท่าทัน สร้างสรรค์ผลงานและคอนเทนต์ที่รับผิดชอบ ไม่สร้างข่าวปลอม รวมถึงมีความเข้าใจเรื่อง Cybersecurity การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และการรักษาจิตใจไม่ให้เสพติดอัลกอริทึม นั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมเพื่อป้องกันการปั่นป่วนในการเลือกตั้งและความมั่นคงของชาติ

ที่สำคัญ ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ดูแลและควบคุมกันเอง ผลลัพธ์คือปัญหาข่าวปลอม คลิป AI ที่เหมือนจริงจนแยกไม่ออก และการล่วงละเมิดเด็กกลับพุ่งสูงขึ้น ในปี 2026 นี้ เราจึงเห็นกระแสของการที่รัฐบาลเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์เองด้วยไม้แข็งมากขึ้นทั่วโลก

เสียงสะท้อนและความท้าทาย

แน่นอนว่า บริษัทเทคโนโลยีจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎและคำสั่งของรัฐบาลประเทศต่างๆ แต่ก็ไม่วายโต้แย้งว่า กฎหมายเหล่านี้อาจละเมิดความเป็นส่วนตัว เพราะต้องมีการสแกนใบหน้าหรือใช้ข้อมูลรัฐเพื่อยืนยันอายุ และอาจทำให้เด็กหนีไปใช้เว็บมืดหรือเว็บใต้ดินที่อันตรายกว่าเดิม เพราะไม่มีการควบคุมเนื้อหาใดๆ เช่นเดียวกับกลุ่มสิทธิเด็กบางกลุ่ม มองว่าการแบนไม่ใช่ทางออก แต่ควรเน้นการให้ความรู้และการบังคับให้แพลตฟอร์มปรับปรุงการออกแบบให้ปลอดภัยสำหรับเด็กแทน

ขณะที่บทความใน The Economist มองแบบโต้แย้งว่า ความพยายามของรัฐบาลในเรื่องนี้ยังมีน้ำหนักไม่มากพอ และผลลัพธ์ที่ปรากฎหลังจากนี้ก็ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นเพียงความสัมพันธ์เล็กน้อยระหว่างเวลาที่ใช้งานสื่อออนไลน์กับปัญหาสุขภาพจิต และข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการรายงานด้วยตนเอง (Self-report) ซึ่งมักไม่แม่นยำ การที่ภาครัฐสั่งแบนแบบเหมาเข่ง อาจทำให้เด็กหันไปใช้แพลตฟอร์มที่อันตรายกว่าเดิมหรือหาทางเลี่ยงกฎหมาย ทำให้ผู้ใหญ่สอดส่องดูแลได้ยากขึ้น นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสำคัญสำหรับเด็กกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่ม LGBTQ+ หรือเด็กที่เข้าสังคมยาก ให้ได้พบปะพูดคุยและหาความรู้ แทนที่จะออกกฎควบคุม รัฐบาลควรบังคับให้แพลตฟอร์มปรับเปลี่ยนฟีเจอร์ที่ทำให้เสพติด เช่น การไถหน้าจอแบบไม่มีที่สิ้นสุด (Endless Scrolling) หรือบังคับให้ใช้บัญชีใช้งานสำหรับเด็ก (Teen Accounts) ที่มีระบบป้องกันสูงขึ้น และเน้นไปที่การระบุอายุผู้เข้าใช้งานที่แม่นยำเพื่อติดตั้งการป้องกันให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย

แต่ภาพรวมปี 2026 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ตสำหรับเด็กและเยาวชน จากยุคที่ปล่อยให้ใช้งานได้อย่างอิสระ สู่ยุคที่รัฐบาลเข้ามากำกับดูแลใกล้ชิด เพื่อปกป้องคนรุ่นใหม่จากภัยเงียบของหน้าจอ

แล้วประเทศไทยของเราล่ะ ขยับตัวเรื่องนี้ได้แล้วหรือยัง ?

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รายการเรียลลิตี้โชว์หาคู่ที่ติดตามชีวิตคนโสดวัยกลางคนจำนวน 5 คู่ กำลังกลายเป็นกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดียจีนเมื่อไม่นานมานี้ จุดขายสำคัญของรายการคือการเจาะลึกความซับซ้อนทางอารมณ์ของกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งเป็นมุมที่หาดูได้ยาก ทำให้ผู้ชมหันมาทำความเข้าใจคนรุ่นก่อนและสิทธิในการมีความรักของพวกเขาใหม่อีกครั้ง

รายการ “ฟอเอเวอร์ บาย ยัวร์ ไซด์” (Forever By Your Side) ดำเนินเรื่องท่ามกลางทิวทัศน์โรแมนติกของเมืองต้าหลี่ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ผู้เข้าร่วมรายการอายุระหว่าง 46-53 ปี รวม 10 คน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานกว่า 10 วัน ขณะร่วมทริปเดินทางจากต้าหลี่ไปยังประเทศไทย

จุดที่ต่างจากการนัดบอดของคนทั่วไปในวัยเดียวกัน คือการที่แขกรับเชิญในรายการ ให้ความสำคัญกับการตามหา “คู่ชีวิต” มากกว่าเน้นเรื่องหลักประกัน เช่น เงินบำนาญ บ้าน การรักษาพยาบาล หรือความคาดหวังแบบพิมพ์นิยมเดิมๆ

เส้นทางรักของพวกเขาก่อให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างบนโลกออนไลน์จีน นับตั้งแต่เริ่มออกอากาศเมื่อปลายเดือนธันวาคม จนติดอันดับหัวข้อยอดนิยมในโซเชียลมีเดียชื่อดังของจีนอย่างเวยโป๋ ข้อมูลระบุว่ารายการนี้ดึงดูดความสนใจจากคนรุ่นใหม่ได้อย่างล้นหลาม โดยผู้ชมถึงร้อยละ 70 มีอายุระหว่าง 24-29 ปี

ความสำเร็จนี้ส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากกระแสการเพิ่มขึ้นของ “ผู้สูงวัยรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แขกรับเชิญในรายการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ฉีกกฎความชราแบบเดิมๆ ด้วยความสง่างาม มีชีวิตชีวา และที่สำคัญที่สุดคือความปรารถนาในรักแท้ที่ร้อนแรงไม่แพ้หนุ่มสาว ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความเห็นว่า พวกเขาไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่จะสามารถออกเดทในรูปแบบนี้ได้

เผยความปรารถนาของผู้สูงวัย

รายการใช้รูปแบบ “ซิตี้ เลิฟ” (City love) ที่เน้นการออกทริปด้วยกัน โดยจะเชิญผู้เข้าร่วมรายการมาแสดงความรู้สึกส่วนลึกในใจ ผ่านจดหมายในขวดแก้ว สื่อสารกับอีกฝ่ายในระดับที่ลึกซึ้ง และเกิดเป็นความสัมพันธ์ในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการเติมตัวละครใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ดราม่าสุดเข้มข้น

บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่างเสี่ยวหงซู (Rednote) มีกลุ่มแชตผุดขึ้นเพื่อให้ชาวเน็ตรุ่นใหม่ร่วมแชร์ความรู้สึกขณะดูรายการนี้ บางคนถึงขนาดยกให้เป็นรายการวาไรตี้แห่งปี

หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความนิยมให้กับรายการ คือความตั้งใจที่จะลบภาพจำเชิงลบเกี่ยวกับคนรุ่นเก่า เราจะเห็นว่าบรรดาแขกรับเชิญในรายการไม่ได้ดูหัวโบราณหรือน่ารำคาญ แต่พวกเขากลับเผชิญปมความรู้สึกซับซ้อนเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไป เช่น ความกังวลเรื่องรูปร่างหน้าตา และการชิงรักหักสวาท ผู้ชมรุ่นใหม่จำนวนมากเปลี่ยนท่าทีจากความสงสัยไปเป็นความหลงใหลในการดูสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “กลยุทธ์รักฉบับผู้ใหญ่”

บางคนตั้งข้อสังเกตว่า รายการนี้สะท้อนเทรนด์ประชากรใหม่หลังจีนก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับปานกลาง โดยจวบจนถึงสิ้นปี 2024 จีนมีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไปมากถึง 310 ล้านคน เกิดเป็น “กลุ่มคนผมสีดอกเลา” (Silver generation) รุ่นใหม่ ที่มีสุขภาพค่อนข้างดี มีการศึกษาดีขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงิน และพวกเขาเหล่านี้นี่เองที่กำลังเขียนนิยามของความชราขึ้นใหม่

ในรายการฟอเอเวอร์ บาย ยัวร์ ไซด์ หลิวอวี้กัง ดีไซเนอร์อิสระวัย 53 ปี กล่าวว่าเขา “พอใจสุดๆ” กับชีวิตหลังลูกๆ เข้ามหาวิทยาลัย เพราะสามารถใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้ ตื่นนอนตามธรรมชาติได้ทุกวัน “มันเหมือนได้รับตั๋วเข้าสู่ชีวิตใหม่อีกครั้งเลยครับ” เขาพูดติดตลก

ความรักไม่จำกัดวัย

แขกรับเชิญอีกคนคือ หม่าชิง อดีตผู้อำนวยการฝ่ายแฟชั่นของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ เธอเผยกับผู้ชมว่าคนที่เด็กที่สุดที่เธอเคยเดทด้วย มีอายุน้อยกว่าเธอถึง 18 ปี

คนสูงอายุรุ่นใหม่ในจีนจำนวนมากที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาท่ามกลางยุคปฏิรูปและเปิดประเทศของจีนเช่นเดียวกับหลิวและหม่า มีแนวโน้มที่จะโฟกัสความต้องการทางจิตใจและคุณค่าของตนเองมากขึ้นหลังเกษียณ

เสียงตอบรับจากคนหนุ่มสาวยังเผยให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่ในส่วนลึกลงไปของผู้คน ที่มักถูกละเลยหรือถูกปิดกั้นมานาน เจียงหลิงซวง ผู้กำกับรายการกล่าวกับสื่อว่า “ความรักไม่เคยจำกัดวัย” เขาชี้ว่า “เช่นเดียวกันกับคนหนุ่มสาว คนรุ่นพ่อแม่ของเราก็โหยหาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดไม่ต่างกัน แต่ความต้องการนั้นมักถูกลดทอนความสำคัญลงด้วยหน้าที่การงาน ลูกหลาน และเรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวัน”

สำหรับผู้สูงอายุจำนวนมาก วัยเกษียณเคยหมายถึงการเข้าสังคมที่ลดลงและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความเหงาและความสูญเสียทางใจในช่วงบั้นปลายชีวิต โดยการสำรวจระดับชาติในปี 2021 พบว่าร้อยละ 14.2 ของผู้สูงอายุชาวจีนอาศัยอยู่เพียงลำพัง

แม้จะยังไม่สามารถสะท้อนตัวตนของคนกลุ่มนี้ทั้งหมด แต่รายการนี้ก็ทำให้เราเห็นความก้าวหน้าด้านทัศนคติที่คนในสังคมมีต่อความชรา “ในสังคมที่เข้าสู่ภาวะสูงวัยอย่างรวดเร็ว สิ่งที่คนต้องการมากที่สุดไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่คือการที่ได้มีคนอยู่เคียงข้างและความผูกพันทางใจที่ลึกซึ้ง” เจียงกล่าว

กระตุ้นเศรษฐกิจสีเงิน

รายการได้ฉายภาพของคนสูงวัยกลุ่มใหม่ที่มีความต้องการในด้านสังคม นันทนาการ การศึกษา และวัฒนธรรม เพิ่มมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องของประชากรสูงวัยในจีน ทำให้ความต้องการทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ด้วยศักยภาพของคนกลุ่มนี้ “เศรษฐกิจสีเงิน” (silver economy) จึงกำลังสร้างช่องทางใหม่ๆ ให้แก่การเติบโตของภาควัฒนธรรมและความบันเทิง

คลิปวิดีโอจากรายการหาคู่ดังกล่าวที่มีการโพสต์ลงบน “โต่วอิน” (ติ๊กต็อกจีน) มียอดวิวสะสมทะลุ 650 ล้านครั้ง ตลาดละครสั้นที่กำลังเฟื่องฟูของจีนก็กำลังกอบโกยรายได้จากเทรนด์นี้ ด้วยการผลิตผลงานละครที่เจาะกลุ่มผู้ชมสูงวัย ข้อมูลชี้ว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว ผู้ชมละครสั้นในจีนเกือบครึ่งมีอายุ 40 ปีขึ้นไป

ข้อมูลทางการระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 รายได้จากบริการด้านวัฒนธรรมและความบันเทิงสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.7 เมื่อเทียบเป็นรายปี เศรษฐกิจสีเงินโดยรวมของจีนมีมูลค่าราว 7 ล้านล้านหยวน (ราว 31.78 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 และคาดว่าจะพุ่งแตะ 30 ล้านล้านหยวน (ราว 136.2 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 ซึ่งจะคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ

เศรษฐกิจสีเงินถูกผนวกเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาของจีน เห็นได้จากเมื่อต้นปี 2024 สำนักงานทั่วไปแห่งคณะรัฐมนตรีจีนได้ออกแนวปฏิบัติเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจผู้สูงวัย และปรับปรุงความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้จัดหาบริการด้านวัฒนธรรมและความบันเทิงสำหรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น นอกจากนี้ ข้อเสนอสำหรับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ก็มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจผู้สูงวัยด้วยเช่นกัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อโลกเผชิญ ‘สุญญากาศนิวเคลียร์’

คุยกัน 7 วันหน : จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อโลกเผชิญ ‘สุญญากาศนิวเคลียร์’

คุยกัน 7 วันหน : จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อโลกเผชิญ ‘สุญญากาศนิวเคลียร์’

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบกว่า 50 ปี เพราะนับตั้งแต่เที่ยงคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 ก.พ.) ตามเวลามาตรฐานสากล หรือ 19.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เป็นต้นไป สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ หรือ NEW START (Strategic Arms Reduction Treaty) ซึ่งเป็นเหมือนปราการด่านสุดท้ายของการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย จะหมดอายุสิ้นสุดการบังคับใช้อย่างเป็นทางการ พูดง่ายๆ ก็คือ สหรัฐฯ และรัสเซีย สองประเทศมหาอำนาจที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์กว่า 80% ของโลก จะไม่มีข้อจำกัดใดๆ เหลืออยู่อีกต่อไป

ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 โลกได้รับรู้ถึงอานุภาพทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์สองลูก ที่เมืองฮิโรชิมะ และนางาซากิ จนญี่ปุ่นต้องขอยอมแพ้จากการทำลายล้างที่สุดแสนจะบรรยาย หากเกิดขึ้นซ้ำอีก คงเป็นครั้งสิ้นสุดมนุษยชาติ

จนเมื่อปี 1969 หรือกว่า 50 ปีก่อน สหรัฐกับสหภาพโซเวียต คู่ศัตรูในยุคสงครามเย็นที่ครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอยู่เกือบทั้งโลก ได้เริ่มเจรจาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์กันหลายรอบ นำไปทำข้อตกลงจำกัดอาวุธเป็นครั้งแรกในปี 1972 ต่อมาได้พัฒนามาเป็น สนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ หรือ START

ปี 2010 บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น และ ดมิทรี เม็ดเวเดฟ ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ร่วมลงนามสนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ใหม่ หรือ New START โลกต่างสรรเสริญกลไกควบคุมอาวุธนิวเคลียร์  ที่มีเนื้อหาหลักให้สองฝ่ายจำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายละ 1,550 หัวรบ และจำกัดระบบส่ง อันหมายถึงขีปนาวุธข้ามทวีป  เรือดำน้ำ และเครื่องบินทิ้งระเบิดไว้ที่ 800 ชุด พร้อมกับมีกลไกตรวจสอบและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ช่วยลดความหวาดระแวงและความเข้าใจผิดเชิงยุทธศาสตร์ New START จึงเรียกได้ว่าเป็นเสาหลักความมั่นคง ช่วยรักษาเสถียรภาพและป้องกันการเผชิญหน้าที่อาจลุกลามเป็นสงครามนิวเคลียร์ จากจุดสูงสุดที่มีอาวุธนิวเคลียร์หลายหมื่นหัวรบลดลงเหลือหลักพัน

สหรัฐฯ และรัสเซียต่ออายุสนธิสัญญา New START ครั้งสุดท้ายในปี 2021 ตามด้วยรัสเซียทำสงครามรุกรานยูเครนในปีถัดมา ทำให้ที่ผ่านมา New START อยู่ในสภาพลูกผีลูกคน เพราะกลไกตรวจสอบหยุดชะงักลง จนกระทั่งผ่านเส้นตายโดยไม่มีการต่ออายุหรือดำเนินการใดๆ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1972 ที่สหรัฐฯ และรัสเซีย ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายใดๆ ในการจำกัดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ ในเวลาที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงในเวลานี้ แถมด้วยผู้นำที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ อาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธขึ้นอีก เพราะหัวใจของ New START ไม่ใช่แค่การลดจำนวนอาวุธ แต่คือการแลกเปลี่ยนข้อมูล การที่ต่างฝ่ายต่างส่งคนไปตรวจบ้านอีกฝ่ายได้ ช่วยลดความระแวง หากไม่มีระบบนี้ แต่ละประเทศจะเริ่มวางแผนรับมือด้วย  Worst-case scenarios ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดสงครามจากความเข้าใจผิดได้ อย่าลืมว่าในประวัติศาสตร์ ความเข้าใจผิด คือสิ่งที่เกือบทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์มาแล้วหลายครั้ง

ที่ผ่านมา มีสัญญาณบวกของสองฝ่ายออกมาเช่นกัน แต่ยังไม่สอดประสานกัน เมื่อเดือนกันยนยนปีที่แล้ว ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้เสนอขยายเวลา New Start ออกไปอีก 1 ปี แต่ดูเหมือน โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะไม่ตอบรับ เขากล่าวว่าต้องการสนธิสัญญาใหม่ที่ดีกว่าเดิม โดยน่าจะรวมจีนเข้ามาเป็นไตรภาคี เพราะจีนกำลังขยายลังนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาคือ จีนปฏิเสธการเจรจาแบบ 3 ฝ่ายมาโดยตลอด ชี้ว่าป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล เพราะคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนยังเล็กกว่าสหรัฐฯ และรัสเซียมาก เชื่อว่าจีนมีหัวรบนิวเคลียร์ราว 600 ลูกเท่านั้น เทียบกับสหรัฐฯ และรัสเซียที่มีอยู่ฝ่ายละกว่า 4,000 ลูก

นั่นทำให้รัฐบาลมอสโกประกาศชัดว่า เมื่อสนธิสัญญา New Start  หมดอายุ รัสเซียจะไม่ถูกผูกมัดด้วยข้อจำกัดใดๆ อีกต่อไป แม้จะย้ำว่าจะดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ แต่ก็เตือนว่า พร้อมใช้มาตรการเด็ดขาด หากความมั่นคงของตัวเองถูกคุกคาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในต่างประเทศเตือนว่า รัสเซียมีความได้เปรียบเชิงอุตสาหกรรมกว่าสหรัฐฯ ด้วยสายการผลิตหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งาน สามารถเพิ่มอาวุธได้เร็วกว่า ขณะที่สหรัฐฯ ยังต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อม

ความเสี่ยง ‘สงครามเย็น’ รูปแบบใหม่

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า โลกมีแนวโน้มเข้าสู่ “สงครามเย็นมิติใหม่ ในโลกหลายขั้ว” โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความขัดแย้งระดับภูมิภาค ซึ่งอาจมีมหาอำนาจนิวเคลียร์ประจำภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้อง การไม่มี NEW START ยังอาจเป็นข้ออ้างให้ประเทศอื่นๆ เร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตัวเองบ้าง เพราะเมื่อมหาอำนาจยังไม่มีกติกาผูกมัด ก็ยากจะคาดหวังให้ประเทศอื่นยับยั้งตัวเอง นั่นหมายถึงอาจทำให้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หรือ NPT สั่นคลอน

นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า หากเกิดการสะสมอาวุธรอบใหม่ในยุค 2026 นี้ รูปแบบความขัดแย้งจะเปลี่ยนไปจากยุคสงครามเย็นอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้สู้กันที่จำนวนหัวรบเพียงอย่างเดียว แต่สู้กันที่ความเร็วและการหลบหลีกด้วย เพราะในยุคสงครามเย็น ขีปนาวุธข้ามทวีปจะบินเป็นเส้นโค้งออกไปนอกอวกาศ ซึ่งเรดาร์สามารถคำนวณทิศทางและส่งขีปนาวุธไปดักสกัดได้ แต่ตอนนี้ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก เช่น Avangard ของรัสเซีย หรือ DF-17 ของจีนสามารถบินเร็วมากกว่า 5 เท่าของเสียง แถมยังร่อนในชั้นบรรยากาศได้เหมือนเครื่องบิน ระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่ในปัจจุบันเกือบทั้งหมดสกัดไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่ามันจะเลี้ยวไปทางไหน ทำให้เวลาในการตัดสินใจของผู้นำประเทศลดลงจาก 30 นาที เหลือเพียงไม่กี่นาที

เมื่ออาวุธเร็วขึ้นจนมนุษย์ตอบโต้ไม่ทัน กองทัพจึงเริ่มนำ AI เข้ามาช่วยตัดสินใจ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง เพราะหากระบบ AI ตรวจจับผิดพลาดและตัดสินใจยิงสวนกลับอัตโนมัติ อาจทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นมาในทันที นั่นแปลว่า การแข่งขันสะสมอาวุธรอบนี้อาจกลายเป็นการแข่งกันพัฒนา ‘AI ทางทหาร’ ที่ฉลาดและรวดเร็วที่สุด ซึ่งควบคุมยากกว่าการนับจำนวนหัวรบแบบเดิมหลายเท่า

ภาวะสุญญากาศทางนิวเคลียร์ จากการหมดอายุของ New START จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเปิดทางให้สร้างหัวรบเพิ่ม แต่เป็นการเปิดประตูสู่การนำเทคโนโลยีอันตรายเหล่านี้มาติดตั้งบนหัวรบนิวเคลียร์ได้อย่างเสรี ซึ่งจะทำให้โลกเข้าสู่ภาวะที่เปราะบางและซับซ้อนกว่ายุคสงครามเย็นหลายเท่า

ถึงเวลาใช้ ‘กติกาใหม่’ คุมนิวเคลียร์

ก่อนหน้าที่ New START จะหมดอายุ ผู้สันทัดกรณีหลายคนเสนอรูปแบบใหม่ของ ‘สัญญาประชาคมโลกด้านนิวเคลียร์’ ที่กติกาเดิมมีแค่สหรัฐฯ กับรัสเซีย เปลี่ยนไปเป็นบังคับใช้กับทุกรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear-Armed States) ประเทศในกลุ่มมหาอำนาจเก่า อย่าง สหรัฐฯ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ต้องมีเพดานการถือครองที่ชัดเจนและสัมพันธ์ โดยดึงประเทศอย่างอินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือ หรืออิสราเอล เข้ามาในระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการคำนวณพลาดในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ ยังต้องกำหนดกติกาอย่างชัดเจนเป็นกฎหมายระหว่างประเทศว่า ห้ามใช้ AI ตัดสินใจยิงนิวเคลียร์โดยอัตโนมัติ ต้องมีมนุษย์ในฐานะผู้นำระดับสูงเป็นผู้ยืนยันในขั้นตอนสุดท้ายเสมอ มีการแบ่งปันข้อมูลเบื้องต้นเพื่อป้องกันไม่ให้ AI ของประเทศหนึ่ง เข้าใจผิดว่าการทดสอบทางทหารปกติของอีกประเทศหนึ่งคือการโจมตี

ภาพรวมในเนื้อหาอาจดูเข้าที แต่ในความเป็นจริง กติกานี้คงเกิดได้ยาก จากการที่แต่ละประเทศยังไม่ไว้วางใจกันและกัน อีกทั้งกลัวตนเองเสียประโยชน์ในช่วงที่กำลังเร่งแข่งขันกันเพื่อหวังเป็นเจ้าโลก

หรือเราต้องรอให้เกิดเหตุการณ์ที่เกือบจะเกิดสงครามก่อน โลกถึงจะยอมหันหน้ามาคุยกัน ?

โดย ดาโน โทนาลี