
คุยกัน 7 วันหน : เมื่อวัยรุ่นไม่ดื่มเหล้า เทรนด์ใหม่ของ Gen Z ทั่วโลก
วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.
รู้สึกเหมือนกันไหมว่า คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้มีข้อดีอยู่อย่างนึง คือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากำลังกลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงในบ้านเราด้วย จากข้อมูลของ Gallup Polling พบว่า คนอายุ 18-34 ปีในสหรัฐฯ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงมาก จาก 72% เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ลดลงมาอยู่ที่ 62% ในปัจจุบัน และตัวเลขนี้มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ซึ่งอาจสะท้อนว่า การที่ Gen Z (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1997–2012) ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดไม่ใช่แค่เรื่องของ “เทรนด์สุขภาพ” ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ลึกซึ้ง และบ่งบอกได้ว่า คนรุ่นนี้กำลังสร้างนิยามใหม่ให้กับการเข้าสังคมและการดูแลตัวเอง
.jpg)
ทำไม Gen Z ถึงเมินแอลกอฮอล์?
ในยุค 2000s ยุคของ Millennials และ Gen X การดื่มแอลกอฮอล์คือบัตรผ่านเข้าสู่สังคม ใครที่ไม่ดื่มมักถูกมองว่าแปลกหรือไม่สนุก สำหรับ Gen Z การไม่ดื่ม (Teetotalism) กลายเป็นเรื่องเท่และแสดงถึงวินัยในการดูแลตัวเอง แรงกดดันเปลี่ยนจากการต้องดื่มตามเพื่อน เป็นการแข่งขันกันว่าใครจะมี Life-work balance หรือสุขภาพที่ดีกว่ากัน
ว่ากันว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตที่ดีมากกว่าคนรุ่นก่อน พวกเขาตระหนักถึงอาการที่เรียกว่า Hangxiety (Hangover + Anxiety) หรือภาวะวิตกกังวลหลังการดื่ม ซึ่งเกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุลหลังแอลกอฮอล์หมดฤทธิ์ การต้องเสียเวลาหนึ่งวันเต็มๆ ไปกับการนอนซมและรู้สึกดิ่งคือ “ต้นทุนที่สูงเกินไป” สำหรับพวกเขา
ขณะเดียวกัน ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย “ภาพลักษณ์” คือสิ่งสำคัญที่สุด Gen Z เติบโตมากับการเห็นความผิดพลาดของคนอื่นที่กลายเป็นไวรัล พวกเขาจึงระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่ให้ภาพลักษณ์ตัวเองดูแย่หรือขาดสติในโลกออนไลน์ การเมาจนครองสติไม่ได้ถูกมองว่าน่าอาย (Cringe) มากกว่าที่จะเป็นเรื่องตลก อีกอย่าง คน Gen Z ที่เติบโตมาในยุคที่มีข้อมูลข่าวสารล้นหลาม พวกเขามองแอลกอฮอล์ว่าเป็นสารพิษ (Toxin) มากกว่าเครื่องดื่มให้ความบันเทิง งานวิจัยใหม่ๆ ที่ระบุว่าไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ถูกแชร์อย่างแพร่หลายใน TikTok และ Instagram ทำให้ความเชื่อเรื่อง ‘ดื่มไวน์วันละแก้วช่วยให้หัวใจแข็งแรง’ ถูกมองว่าเป็นข้อมูลเก่าไปแล้ว
อีกปัจจัยสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ ภายใต้สภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในยุคสมัยนี้ แอลกอฮอล์ถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับประสบการณ์อื่นๆ เช่น การไปคาเฟ่เก๋ๆ ไปเที่ยวหรือไปเข้ายิม หรือแม้แต่การซื้ออาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การจ่ายเงินหลายร้อยบาทเพื่อเครื่องดื่มที่ทำลายสุขภาพเริ่มไม่สมเหตุสมผลสำหรับคนรุ่นที่ต้องบริหารเงินอย่างระมัดระวัง
แม้จะดื่มน้อยลงหรือเลิก แต่คน Gen Z ไม่ได้เลิกสังสรรค์ พวกเขาแค่เปลี่ยนทั้งสิ่งที่ดื่มและพฤติกรรมในการดื่ม แทนที่จะดื่มเบียร์ราคาถูกหลายๆ ขวดหรือยกลังในคืนวันศุกร์ Gen Z ยินดีที่จะจ่ายเงินก้อนเดิมเพื่อซื้อค็อกเทลดีๆ เพียงแก้วเดียว หรือเลือกดื่มไวน์ธรรมชาติ (Natural Wine) ที่มีเรื่องราวและดีต่อสุขภาพมากกว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Less but Better ขณะเดียวกัน นอกจากคาเฟ่ทั่วไปแล้ว Gen Z ยังมีตัวเลือกอย่าง Functional Drinks หรือเครื่องดื่มผสมสารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยให้ผ่อนคลายแต่ไม่เมา หรือในบางประเทศคือการเปลี่ยนไปใช้กัญชา ที่ถูกมองว่าส่งผลกระทบต่อร่างกายน้อยกว่าในวันรุ่งขึ้น ยิ่งคนดังอย่าง ทอม ฮอลแลนด์ และ แคที แพร์รี ร่วมส่งเสริมด้วยการทำตลาดเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ เข้ามาเป็นตัวเร่งให้กระแสดังกล่าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว
.jpg)
การเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกอุตสาหกรรม
ในอดีต ผับบาร์คือสถานที่พักผ่อนหลักนอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน แต่เมื่อกลุ่มผู้บริโภคหลัก คือคนอายุ18-34 ปีดื่มน้อยลง บรรดาผับบาร์และร้านอาหารจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ หากคุณไปบาร์ในนิวยอร์กหรือลอนดอนตอนนี้ เมนูเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ (Zero-Proof) จะมีหน้ากระดาษเป็นของตัวเอง ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลือกท้ายเมนูอีกต่อไป ผับบาร์หลายแห่งยังเริ่มหันไปเก็บเงินจากกิจกรรมหรือค่าประสบการณ์อื่นๆ เช่น บาร์เกมกระดาน, บาร์ปาเป้า หรือบาร์ที่มีกิจกรรมเวิร์กชอป มากกว่าจะหวังพึ่งยอดขายเหล้าเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว ขณะที่เครื่องดื่มอย่างค็อกเทลที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่น้ำหวานผสมโซดาอีกต่อไป แต่ต้องมีกรรมวิธีที่ซับซ้อน ใช้เทคนิคการกลั่น และมีรสสัมผัสที่ลุ่มลึกไม่แพ้เหล้าจริง
นอกจากนี้ เรายังเห็นการเกิดของบาร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (Sober Bars) หรือการที่ร้านกาแฟเปิดให้บริการจนดึกเพื่อรองรับกลุ่มคนที่ต้องการพื้นที่พูดคุยโดยไม่ต้องพึ่งน้ำเมา
.jpg)
ส่วนในไทย เทรนด์นี้เริ่มเห็นชัดในกลุ่มคนเมืองผ่านกระแส Sober Curious หรือการตั้งคำถามกับการดื่ม เราจะเห็นการเติบโตของคราฟต์โซดา (Craft Soda), คอมบูชา (Kombucha) และบาร์ลับที่มีเมนู Mocktail โดดเด่นขึ้นมาเทียบเท่ากับเมนูแอลกอฮอล์
ในส่วนของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพราะพฤติกรรมการดื่มของผู้บริโภคทั่วโลกเปลี่ยนไป จนหุ้นกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วโลก เช่น Diageo Plc เจ้าของแบรนด์ Johnnie Walker และ Smirnoff, หุ้นของ Brown-Forman Corp. เจ้าของ Jack Daniel’s ตามด้วย Pernod Ricard SA และ Remy Cointreau SA ต่างร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบอย่างน้อย 10 ปี สูญเสียมูลค่ารวมกว่า 830,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเพียง 4 ปี
บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ทั่วโลกต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทั้งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ควบรวมกิจการ และปรับโครงสร้างองค์กร เริ่มตั้งแต่ Carlsberg A/S และ Davide Campari-Milano NV ต่างกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ 0.0% พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเป็นทางเลือกผู้บริโภคและให้ความสำคัญกับรสชาติที่เหมือนจริงมากขึ้น จนทำให้ยอดขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ (Low) หรือไม่มีเลยพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว
.jpg)
แน่นอนว่าในระยะยาว เทรนด์นี้อาจช่วยลดภาระทางสาธารณสุขที่เกิดจากโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ทั้งโรคตับ มะเร็ง และอุบัติเหตุบนท้องถนน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังส่งสัญญาณว่า แอลกอฮอล์กำลังสูญเสียสถานะการเป็น “กาวทางสังคม” (Social Glue) เพียงหนึ่งเดียวไปแล้ว สังคมในอนาคตจะมีความหลากหลายในแง่ของกิจกรรมสังสรรค์มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องมีใครตื่นมาพร้อมกับอาการปวดหัวในเช้าวันถัดไป
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเฝ้าระวังว่า Gen Z จะหันไปติดอย่างอื่นแทนหรือไม่ เช่น การเสพติดหน้าจอ หรือการใช้สารเสพติดประเภทอื่นแทน แต่ที่แน่ๆ สำหรับ Gen Z แล้ว การไม่ดื่มไม่ใช่เรื่องเชย แต่เป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจควบคุมตัวเอง ความใส่ใจในสุขภาพ และความฉลาดในการเลือกใช้ชีวิตต่างหาก
โดย ดาโน โทนาลี

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)






.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)