
คุยกัน 7 วันหน : ทั่วโลกเพิ่งตื่นรู้ พาเหรดแบนเด็กเข้าถึงสื่อออนไลน์
วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ในช่วงที่ผ่านมา กำลังเกิดกระแสการออกกฎหมายระดับโลกที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชน เริ่มจากผู้นำเทรนด์อย่างออสเตรเลีย ที่ได้บังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นประเทศแรกของโลก ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2025 โดยกำหนดข้อบังคับที่เด็ดขาด ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok, Instagram, X และ Snapchat อย่างไม่มีข้อยกเว้น แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง แต่เด็กที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ก็ไม่สามารถใช้งานได้ พร้อมบทลงโทษบริษัทเทคโนโลยี แพลตฟอร์มที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีระบบคัดกรองอายุที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อาจถูกปรับเป็นเงินมหาศาล สูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1,100 ล้านบาท) กฎหมายมุ่งเน้นไปที่ความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยี โดยไม่มีบทลงโทษสำหรับเด็กหรือผู้ปกครอง
.jpg)
ความเคลื่อนไหวของออสเตรเลีย ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปเริ่มขยับตัวเดินตามรอยออสเตรเลียด้วยมาตรการที่แตกต่างกันไป เช่น
- สเปน ประกาศแผนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่จะสั่งห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงโซเชียลมีเดีย พร้อมบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวด
- ฝรั่งเศส สมาชิกสมัชชาแห่งชาติได้อนุมัติกฎหมายในเดือนมกราคม 2026 ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองสำหรับเด็กอายุ 13-15 ปี นอกจากนี้ ยังมีการทดลองนโยบาย “พักเบรกดิจิทัล” (Digital Pause) ด้วยการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนสำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 15 ปี และกำลังผลักดันกฎหมาย Digital Majority เพื่อให้เด็กต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองหากอายุต่ำกว่า 15 ปี
- นอร์เวย์ อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเพื่อกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการใช้โซเชียลมีเดียที่ 15 ปี เพื่อคุ้มครองเด็กจากอัลกอริทึมที่มุ่งเน้นการสร้างผลกำไร
- สหราชอาณาจักร บังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Act) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องใช้ระบบยืนยันอายุที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อป้องกันเด็กเข้าถึงเนื้อหาอันตรายและสื่อลามก และกำลังมีการถกเถียงเรื่องการแบนสมาร์ทโฟนสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปีเช่นกัน
- สหภาพยุโรป หรืออียู รัฐสภายุโรปได้มีมติในเดือนพฤศจิกายน 2025 เรียกร้องให้กำหนดอายุขั้นต่ำในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียที่ 16 ปี
.jpg)
ทั่วทั้งภูมิภาคส่วนประเทศในเอเชีย ก็เริ่มเดินหน้าดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายนี้เช่นกัน
- มาเลเซีย เป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียนที่ขยับตัวอย่างชัดเจน โดยประกาศกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Bill) ที่กำหนดแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปี ในปี 2026 ซึ่งควบคู่ไปกับการบังคับให้แพลตฟอร์มต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (Licensing Framework) หากมีผู้ใช้เกิน 8 ล้านคนในประเทศ
- อินเดีย ที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้ความเห็นที่สะท้อนความกังวลเรื่องของผลิตภาพ (Productivity) และสุขภาพจิตของประชากรวัยแรงงานในอนาคต จากผลกระทบของการใช้สื่อออนไลน์โดยขาดการควบคุม โดยรัฐกัวกำลังเป็นโมเดลนำร่องที่พยายามใช้กฎหมายแบบเดียวกับ eSafety Commissioner ของออสเตรเลีย
- จีน ใช้มาตรการที่เรียกว่า Minor Mode ที่เข้มงวดที่สุด โดยบังคับระดับตัวเครื่อง (Device-level) ให้ตัดการทำงานอัตโนมัติ เช่น เด็กอายุ 8-16 ปี เล่นได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และห้ามเข้าใช้งานในช่วงเวลา 22.00 – 06.00 น. ตามแนวทางของ Cyberspace Administration of China (CAC)
.jpg)
ความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Literacy)
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สาเหตุที่รัฐบาลทั่วโลกไม่อาจปล่อยเกียร์ว่างต่อปัญหานี้ได้อีกต่อไป สืบเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสุขภาพจิตในเด็ก ข้อมูลในปี 2025-2026 ชี้ชัดว่า อัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อ “ดึงดูดความสนใจ” กำลังทำลายสมาธิและสร้างภาวะซึมเศร้าในเยาวชนอย่างรุนแรง รวมถึงปัญหารการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ รัฐบาลมองว่า นี่คือ “การทดลองที่ควบคุมไม่ได้กับสมองเด็ก” จึงเป็นที่มาของการออกกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย
ขณะเดียวกัน ยุคนี้ถูกมองว่ายุคแห่งความจริงที่ถูกบิดเบือนจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพราะเมื่อ AI สามารถสร้างวิดีโอเลียนแบบคนดังได้แนบเนียน 100% ความฉลาดทางดิจิทัลแบบเดิม (Digital Literacy) ซึ่งหมายถึงความตระหนักรู้ ใช้งานสื่อออนไลน์อย่างรู้ลึกเท่าทัน สร้างสรรค์ผลงานและคอนเทนต์ที่รับผิดชอบ ไม่สร้างข่าวปลอม รวมถึงมีความเข้าใจเรื่อง Cybersecurity การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และการรักษาจิตใจไม่ให้เสพติดอัลกอริทึม นั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมเพื่อป้องกันการปั่นป่วนในการเลือกตั้งและความมั่นคงของชาติ
ที่สำคัญ ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ดูแลและควบคุมกันเอง ผลลัพธ์คือปัญหาข่าวปลอม คลิป AI ที่เหมือนจริงจนแยกไม่ออก และการล่วงละเมิดเด็กกลับพุ่งสูงขึ้น ในปี 2026 นี้ เราจึงเห็นกระแสของการที่รัฐบาลเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์เองด้วยไม้แข็งมากขึ้นทั่วโลก
.jpg)
เสียงสะท้อนและความท้าทาย
แน่นอนว่า บริษัทเทคโนโลยีจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎและคำสั่งของรัฐบาลประเทศต่างๆ แต่ก็ไม่วายโต้แย้งว่า กฎหมายเหล่านี้อาจละเมิดความเป็นส่วนตัว เพราะต้องมีการสแกนใบหน้าหรือใช้ข้อมูลรัฐเพื่อยืนยันอายุ และอาจทำให้เด็กหนีไปใช้เว็บมืดหรือเว็บใต้ดินที่อันตรายกว่าเดิม เพราะไม่มีการควบคุมเนื้อหาใดๆ เช่นเดียวกับกลุ่มสิทธิเด็กบางกลุ่ม มองว่าการแบนไม่ใช่ทางออก แต่ควรเน้นการให้ความรู้และการบังคับให้แพลตฟอร์มปรับปรุงการออกแบบให้ปลอดภัยสำหรับเด็กแทน
ขณะที่บทความใน The Economist มองแบบโต้แย้งว่า ความพยายามของรัฐบาลในเรื่องนี้ยังมีน้ำหนักไม่มากพอ และผลลัพธ์ที่ปรากฎหลังจากนี้ก็ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นเพียงความสัมพันธ์เล็กน้อยระหว่างเวลาที่ใช้งานสื่อออนไลน์กับปัญหาสุขภาพจิต และข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการรายงานด้วยตนเอง (Self-report) ซึ่งมักไม่แม่นยำ การที่ภาครัฐสั่งแบนแบบเหมาเข่ง อาจทำให้เด็กหันไปใช้แพลตฟอร์มที่อันตรายกว่าเดิมหรือหาทางเลี่ยงกฎหมาย ทำให้ผู้ใหญ่สอดส่องดูแลได้ยากขึ้น นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสำคัญสำหรับเด็กกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่ม LGBTQ+ หรือเด็กที่เข้าสังคมยาก ให้ได้พบปะพูดคุยและหาความรู้ แทนที่จะออกกฎควบคุม รัฐบาลควรบังคับให้แพลตฟอร์มปรับเปลี่ยนฟีเจอร์ที่ทำให้เสพติด เช่น การไถหน้าจอแบบไม่มีที่สิ้นสุด (Endless Scrolling) หรือบังคับให้ใช้บัญชีใช้งานสำหรับเด็ก (Teen Accounts) ที่มีระบบป้องกันสูงขึ้น และเน้นไปที่การระบุอายุผู้เข้าใช้งานที่แม่นยำเพื่อติดตั้งการป้องกันให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย
แต่ภาพรวมปี 2026 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ตสำหรับเด็กและเยาวชน จากยุคที่ปล่อยให้ใช้งานได้อย่างอิสระ สู่ยุคที่รัฐบาลเข้ามากำกับดูแลใกล้ชิด เพื่อปกป้องคนรุ่นใหม่จากภัยเงียบของหน้าจอ
แล้วประเทศไทยของเราล่ะ ขยับตัวเรื่องนี้ได้แล้วหรือยัง ?
โดย ดาโน โทนาลี

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)






.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)